
คนไทยที่กำลังวางแผนเที่ยวปลายปีอาจได้รับตัวช่วยลดค่าใช้จ่ายรอบใหม่จากโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ซึ่งรัฐบาลเตรียมเปิดจำนวน 1 ล้านสิทธิ ให้ประชาชนใช้ได้สูงสุดคนละ 5 สิทธิ โดยวางเป้าหมายเริ่มใช้สิทธิเดินทางตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2570
จุดเด่นของโครงการอยู่ที่การสนับสนุนค่าใช้จ่ายสองส่วน โดยรัฐจะช่วยค่าที่พักตามราคาที่จ่ายจริงสูงสุดคืนละ 1,500 บาท พร้อมให้คูปองดิจิทัลสำหรับร้านอาหาร สปา การเดินทางในพื้นที่ และบริการท่องเที่ยวอื่นในระบบร่วมจ่าย 50:50 วงเงินจากรัฐสูงสุด 1,500 บาทต่อสิทธิในเมืองหลัก และเพิ่มเป็น 2,000 บาทในเมืองรอง หากใช้ครบ 5 สิทธิในเมืองรอง ผู้เดินทางอาจได้รับการสนับสนุนรวมสูงสุด 17,500 บาทต่อคน
อย่างไรก็ตาม “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ยังไม่เปิดให้ลงทะเบียน และยังไม่มีมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการอย่างเป็นทางการ ณ วันนี้ (10 กันยายน 2569) เงื่อนไขและไทม์ไลน์ที่เปิดเผยขณะนี้ยังเป็นกรอบเบื้องต้น โดยรัฐบาลเตรียมเปิดระบบในเดือนตุลาคม ก่อนแบ่งช่วงเดินทางออกเป็นสองระยะ และเว้นการใช้สิทธิในช่วงเทศกาลปีใหม่
ดังนั้น ผู้สนใจยังต้องติดตามรายละเอียดสุดท้าย โดยเฉพาะวันลงทะเบียน คุณสมบัติผู้รับสิทธิ และขั้นตอนการจองที่พักผ่านแอป “เป๋าตัง”
แนวคิด “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เริ่มปรากฏอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และภาคเอกชน โดยขณะนั้นรัฐบาลระบุเพียงว่าจะเป็นมาตรการร่วมจ่ายเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวระยะสั้น ก่อนหารือรายละเอียดกับภาคเอกชนและกระทรวงการคลังต่อมา
วันที่ 18 สิงหาคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเปิดเผยกรอบระยะแรกที่วงเงินประมาณ 1,750 ล้านบาท และตั้งเป้าเริ่มโครงการในเดือนตุลาคม จากนั้นวันที่ 25 สิงหาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่าจะขยายโครงการจาก 500,000 สิทธิเป็น 1 ล้านสิทธิ กระทั่งการหารือกับกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 8 กันยายนได้ข้อสรุปล่าสุดที่วงเงินไม่เกิน 3,500 ล้านบาท พร้อมปรับโครงสร้างค่าที่พักและคูปองใหม่
พัฒนาการดังกล่าวหมายความว่า ข้อมูลก่อนหน้านี้ซึ่งระบุว่ารัฐจะช่วยค่าที่พัก 50% สูงสุด 3,000 บาท หรือมีวงเงินรวมไม่เกิน 3,000 บาทต่อสิทธิ ไม่ใช่เงื่อนไขล่าสุดแล้ว กรอบปัจจุบันเปลี่ยนเป็นการช่วยค่าที่พักตามจริงสูงสุด 1,500 บาท และแยกคูปองร่วมจ่ายออกมาอีกส่วนหนึ่ง
สิทธิประโยชน์ส่วนแรกคือค่าที่พักแบบอัตราคงที่หรือ Flat Rate ซึ่งในทางปฏิบัติหมายถึงรัฐช่วยตามยอดที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 1,500 บาทต่อคืน ไม่ใช่การหารค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่ง ตัวอย่างเช่น หากห้องพักราคา 1,200 บาท รัฐช่วยได้ไม่เกิน 1,200 บาท แต่หากห้องพักราคา 2,500 บาท รัฐช่วยสูงสุด 1,500 บาท และผู้ใช้สิทธิต้องจ่ายส่วนที่เหลือเอง ทั้งนี้ รายละเอียดว่าราคาที่นำมาคำนวณจะรวมหรือไม่รวมภาษีและค่าบริการยังต้องรอหลักเกณฑ์ทางการ
ส่วนที่สองคือคูปองดิจิทัลสำหรับค่าใช้จ่ายระหว่างท่องเที่ยว ใช้ระบบร่วมจ่าย 50:50 โดยรัฐและประชาชนออกค่าใช้จ่ายฝ่ายละครึ่ง วงเงินสมทบจากรัฐอยู่ที่ไม่เกิน 1,500 บาทต่อสิทธิสำหรับเมืองหลัก และไม่เกิน 2,000 บาทต่อสิทธิสำหรับเมืองรอง ดังนั้น หากต้องการใช้วงเงินสมทบเต็มจำนวน ผู้ใช้สิทธิต้องมียอดใช้จ่ายที่เข้าเกณฑ์รวม 3,000 บาทในเมืองหลัก หรือ 4,000 บาทในเมืองรอง
วงเงินสนับสนุนจากรัฐ | เที่ยวเมืองหลัก | เที่ยวเมืองรอง |
ค่าที่พักต่อสิทธิ/คืน | ตามจริง สูงสุด 1,500 บาท | ตามจริง สูงสุด 1,500 บาท |
คูปองร่วมจ่ายต่อสิทธิ | สูงสุด 1,500 บาท | สูงสุด 2,000 บาท |
รวมสูงสุดต่อสิทธิ | 3,000 บาท | 3,500 บาท |
รวมสูงสุดเมื่อใช้ครบ 5 สิทธิ | 15,000 บาท | 17,500 บาท |
ตัวเลขในตารางเป็นเพดานการสนับสนุน ไม่ใช่วงเงินที่ผู้ลงทะเบียนทุกคนจะได้รับโดยอัตโนมัติ ยอดจริงขึ้นอยู่กับราคาที่พัก จำนวนสิทธิที่ใช้ พื้นที่เดินทาง และยอดใช้จ่ายผ่านคูปองร่วมจ่าย
อีกจุดที่ต้องทำความเข้าใจคือ โครงการมี 1 ล้าน “สิทธิ” ไม่ใช่ 1 ล้าน “คน” เพราะหนึ่งคนขอใช้ได้สูงสุด 5 สิทธิ หากผู้เข้าร่วมแต่ละรายใช้เต็ม 5 คืน โควตาทั้งหมดจะรองรับได้ประมาณ 200,000 คน แต่หากแต่ละคนใช้สิทธิน้อยกว่านั้น จำนวนผู้เข้าร่วมจริงก็จะเพิ่มขึ้น โดยกรอบล่าสุดระบุว่าจะจัดสรรตามลำดับก่อน–หลังจนกว่าสิทธิจะหมด
รายงานผลการหารือล่าสุดระบุว่า คูปองดิจิทัลจะใช้กับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวซึ่งเข้าร่วมโครงการ เช่น ร้านอาหาร คาเฟ่ สปา ร้านนวด ร้านทำเล็บ รถรับจ้างในพื้นที่ ร้านขายของฝากและของที่ระลึก รวมถึงกิจกรรมท่องเที่ยวอย่างการดำน้ำ
ส่วนค่าโดยสารเครื่องบินซึ่งเคยถูกกล่าวถึงในกรอบหารือช่วงเดือนสิงหาคม ยังไม่ปรากฏอยู่ในโครงสร้างสิทธิประโยชน์ล่าสุด
สำหรับที่พัก กรอบล่าสุดเปิดให้โรงแรมที่จดทะเบียนถูกต้องและมีใบอนุญาตเข้าร่วมได้ ขณะที่สถานประกอบการที่ยังไม่มีใบอนุญาตโรงแรมแต่ชำระภาษีอย่างถูกต้อง อาจได้รับการผ่อนปรนให้เข้าร่วมหลังผ่านการตรวจสอบและการประสานงานกับกระทรวงมหาดไทย ประเด็นนี้ยังต้องรอเงื่อนไขฉบับสุดท้ายว่าครอบคลุมกิจการประเภทใดและต้องใช้เอกสารใดบ้าง
ภาครัฐยังเตรียมให้ผู้ประกอบการแจ้งราคาห้องพักตั้งแต่ขั้นตอนลงทะเบียน เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับราคาย้อนหลัง ป้องกันการปรับราคาขึ้นเพื่อรับเงินอุดหนุน มีการระบุกรอบว่าราคาที่เสนอไม่ควรเพิ่มเกิน 10% จากข้อมูลในอดีต และหากพบการทุจริตหรือขึ้นราคาเกินจริง ผู้ประกอบการอาจถูกตัดสิทธิและขึ้นบัญชีดำ
ขณะเดียวกัน ผู้ที่จองสิทธิแล้วไม่เดินทางภายในกำหนดอาจถูกตัดสิทธิ และนำโควตากลับมาเปิดให้ผู้อื่น เพื่อป้องกันการกักสิทธิ
ช่วงเวลา | ขั้นตอนตามกรอบล่าสุด | สถานะ ณ 10 ก.ย. 2569 |
หลังการหารือ 8 ก.ย. 2569 | กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เตรียมเสนอรายละเอียดต่อ ครม. ไม่เกินวันที่ 22 ก.ย. | รออนุมัติ |
1-25 ต.ค. 2569 | เปิดให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” | กำหนดการเบื้องต้น |
1 พ.ย.-15 ธ.ค. 2569 | ใช้สิทธิเดินทางช่วงแรก | กำหนดการเบื้องต้น |
16 ธ.ค. 2569-15 ม.ค. 2570 | งดใช้สิทธิช่วงเทศกาลปีใหม่ | เงื่อนไขในกรอบล่าสุด |
16 ม.ค.-28 ก.พ. 2570 | กลับมาใช้สิทธิช่วงที่สอง | กำหนดการเบื้องต้น |
ทั้งนี้ โครงการจะงดให้ใช้สิทธิในช่วงเทศกาลปีใหม่ ระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2569 ถึง 15 มกราคม 2570 เนื่องจากผลการศึกษาพบว่า การดำเนินมาตรการกระตุ้นในช่วงดังกล่าวไม่ได้ช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ดี คาดว่าโครงการจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ราว 58,000 ล้านบาท หรือประมาณ 2.5 เท่าของงบประมาณที่ใช้
สิ่งที่ค่อนข้างชัดในระดับข้อสรุประหว่างกระทรวง คือกรอบงบประมาณไม่เกิน 3,500 ล้านบาท จำนวน 1 ล้านสิทธิ เพดานคนละ 5 สิทธิ การช่วยค่าที่พักตามจริงไม่เกินคืนละ 1,500 บาท คูปองร่วมจ่ายที่ให้วงเงินเมืองรองสูงกว่าเมืองหลัก การใช้ระบบ “เป๋าตัง” และช่วงเดินทางที่เว้นเทศกาลปีใหม่ แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็นกรอบที่เตรียมเสนอ ครม. ไม่ใช่สิทธิที่ประชาชนสามารถลงทะเบียนรับได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม ก่อนเปิดลงทะเบียนยังมีรายละเอียดสำคัญที่ต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการ ได้แก่ คุณสมบัติของประชาชนและเกณฑ์อายุ วิธีพิสูจน์ตัวตน วันและเวลาลงทะเบียนที่แน่นอน ขั้นตอนจองและชำระค่าที่พัก ระยะเวลาที่ต้องจองล่วงหน้า เงื่อนไขยกเลิกหรือเปลี่ยนวันเดินทาง อายุการใช้งานของคูปองในแต่ละวัน รายชื่อพื้นที่เมืองหลัก–เมืองรอง ตลอดจนรายชื่อผู้ประกอบการและประเภทธุรกิจที่ผ่านการรับรอง
ดังนั้น ผู้ที่วางแผนใช้โครงการสามารถเตรียมแอป “เป๋าตัง” และติดตามประกาศทางการไว้ก่อนได้ แต่ยังไม่ควรจองหรือชำระค่าที่พักโดยคาดว่าจะได้รับเงินสนับสนุน จนกว่า ครม. จะอนุมัติและหน่วยงานเจ้าของโครงการเผยแพร่คู่มือฉบับสมบูรณ์