
ยามที่โลกกำลังหายใจไม่ทั่วท้องกับภาวะค่าครองชีพ ข่าวใหญ่จากตะวันออกกลางกำลังตอกย้ำฝันร้ายของภาคธุรกิจและผู้บริโภค เมื่อวิกฤตความขัดแย้งที่ลุกลามถึงขั้นเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ได้ผลักดันให้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะยานกลับเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยปิดตลาดที่ 101.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันปีนี้พุ่งสูงขึ้นกว่า 65% แล้ว
ชนวนเหตุสำคัญมาจากการปะทะกันอย่างดุเดือดบริเวณ "ช่องแคบฮอร์มุซ" เส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงพลังงานโลก หลังกองกำลังสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน ประกอบกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในซาอุดีอาระเบีย สถานการณ์นี้จึงเปลี่ยนน่านน้ำดังกล่าวให้กลายเป็นจุดเสี่ยงที่พร้อมเขย่าเศรษฐกิจโลกได้ทุกเมื่อ
วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ แต่กำลังส่งแรงกระแทกเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่ที่กำลังบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องรับมือกับโจทย์ยากในการดำเนินนโยบายการเงินและการลงทุนในตลาดโลก
เบื้องหลังตัวเลขราคาน้ำมันที่ทะยานสูงขึ้น หัวใจของปัญหาอยู่ที่ภาวะชะงักครั้งใหญ่ของระบบโลจิสติกส์ทางทะเล ข้อมูลจาก MarineTraffic เผยให้เห็นภาพที่น่ากังวลว่า มีเรือบรรทุกน้ำมันถึง 42 ลำกำลังจอดลอยลำรอคอยเพื่อผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่เรืออื่น ๆ อีกหลายร้อยลำต้องชะลอความเร็วหรือติดค้างอยู่ในอ่าวโอมานและภูมิภาคโดยรอบ
เรือเหล่านี้มีความจุก๊าซและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมรวมกันราว 1.76 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเทียบเท่ากับ 11.1 ล้านบาร์เรล ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 11% ของความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกต่อวัน สินค้าพลังงานปริมาณมหาศาลนี้กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงขั้นวิกฤต หากการโจมตีต่อเรือขนส่งสินค้าเชิงพาณิชย์ยังคงดำเนินต่อไป
สถานการณ์ดังกล่าวยังเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยพิบัติด้านสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยก่อนหน้านี้ มีรายงานเหตุน้ำมันรั่วไหลจากเรืออย่างเรือ Caroline Bezengi ที่เกยตื้นนอกชายฝั่งโอมานหลังเกิดเหตุระเบิด และคาดว่า บรรทุกน้ำมันดิบมากถึง 800,000 บาร์เรล สร้างความเสียหายลุกลามเป็นคราบน้ำมันเป็นวงกว้าง กระทบต่อแนวชายฝั่ง ระบบนิเวศทางทะเล แนวปะการัง รวมถึงโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล ซึ่งเป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคหลักของประชากรเกือบ 65 ล้านคนในภูมิภาคนี้
แรงกดดันจากอุปทานที่ติดขัดนี้ทำให้สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานแห่งสหรัฐฯ (EIA) ต้องรีบปรับเปลี่ยนมุมมองใหม่ โดยปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ในปีนี้ขึ้นมาอยู่ที่เฉลี่ย 91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ 74 ดอลลาร์ในปีหน้า พร้อมทั้งเตือนว่า ข้อจำกัดด้านการขนส่งในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อไปจนถึงสิ้นปี ทำให้ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในภูมิภาคจะยังคงซบเซาและอยู่ต่ำกว่าระดับปกติยาวนานไปจนถึงไตรมาสที่สองของปีหน้า
แรงกระแทกจากวิกฤตพลังงานได้ส่งผ่านโดยตรงไปยังกระเป๋าเงินของผู้บริโภคและโครงสร้างต้นทุนทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากสมาคมยานยนต์แห่งอเมริกา (AAA) ระบุว่า ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นแตะระดับ 4.22 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับแต่วันที่ 4 มิถุนายน
ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5.94 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ต้นทุนเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่พุ่งสูงปรี๊ดนี้ กำลังสร้างภาระหนักหน่วงให้กับภาคการขนส่งโลจิสติกส์ และส่งแรงกระแทกเป็นลูกโซ่ไปยังต้นทุนสินค้าในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด จนทำให้รายได้ที่ใช้จ่ายได้จริงของผู้บริโภคทั่วโลกหดตัวลงอย่างน่าใจหาย
ความตึงเครียดที่ลุกลามนี้ได้เขย่าขวัญตลาดการเงินและสร้างความผันผวนอย่างหนักให้แก่สินทรัพย์ลงทุนทั่วโลก โดยดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องท่ามกลางความกังวลว่าเงินเฟ้อที่กลับหัวพุ่งขึ้นจะบังคับให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวยาวนานขึ้น หรืออาจถึงขั้นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งแตะระดับ 4.84% ซึ่งเป็นจุดสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา
ตลาดทุนและเศรษฐกิจโลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาทดสอบความเชื่อมั่นครั้งสำคัญ การผสมผสานกันระหว่างไฟสงครามในตะวันออกกลางที่ไร้ทีท่าว่าจะสงบ และทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลาง จะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดชะตากรรมของเศรษฐกิจโลกในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้