Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ทำไมคนรายได้สูง อาจเครียดเรื่องเงินที่สุด
โดย : ราชันย์ ตันติจินดา

ทำไมคนรายได้สูง อาจเครียดเรื่องเงินที่สุด

10 ก.ย. 69
15:52 น.
แชร์

หลายคนเคยคิดว่า เมื่ออายุเข้าสู่ช่วง 35-45 ปี ชีวิตการเงินน่าจะง่ายขึ้น เพราะหลายอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง ตำแหน่งงานมั่นคง ประสบการณ์มากขึ้น รายได้สูงขึ้น และมีทรัพย์สินมากกว่าตอนเริ่มต้นทำงานหลายเท่า

หากมองจากคนภายนอก ชีวิตในวัยนี้ดูเหมือนอยู่ในจุดที่มั่นคงที่สุด แต่สำหรับคนที่อยู่ในจุดนี้จริงๆ หลายคนอาจเครียดเรื่องเงินมากกว่าตอนอายุ 25 ปีเสียอีก ฟังดูขัดแย้ง แต่หากมองให้ลึกลงไป ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย

รายได้โต แต่รายจ่ายโตเร็วกว่า

ช่วงอายุ 35-45 ปี มักเป็นช่วงที่อาชีพการงานเติบโตอย่างก้าวกระโดด คนที่เคยเริ่มต้นด้วยเงินเดือนหลักหมื่นอาจขยับสู่เงินเดือนหลายหมื่นหรือหลักแสน โบนัสมากขึ้น แต่ความรับผิดชอบก็มากขึ้นตาม อีกทั้งต้นทุนชีวิตก็ขยายตัวด้วยเช่นกัน จากคอนโดห้องสตูดิโอขนาดเล็กกลายเป็นบ้านหลังใหญ่ จากรถคันแรกกลายเป็นรถคันใหญ่รองรับสมาชิกในครอบครัว จากการดูแลตัวเองเพียงคนเดียวกลายเป็นการดูแลชีวิตอีกหลายชีวิต

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย ตรงกันข้าม ถือเป็นพัฒนาการตามวัฏจักรของชีวิต ปัญหาอยู่ตรงที่แม้รายได้จะเพิ่มขึ้น แต่รายจ่ายก็เติบโตไปพร้อมกัน บางคนมีรายได้มากกว่าตอนเริ่มทำงานหลายเท่า แต่กลับรู้สึกว่าเงินที่เหลือปลายเดือนแทบไม่ต่างจากเดิม ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า เหตุใดการทำงานหนักขึ้น หาเงินได้มากขึ้น จึงไม่ทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นอย่างที่เคยคิด เพราะในความเป็นจริง ความมั่งคั่งไม่ได้วัดจากรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังวัดจากภาระที่ต้องแบกรับด้วย

แนะนำให้ลองทำงบประมาณค่าใช้จ่าย (Budgeting) แยกรายจ่ายจำเป็น รายจ่ายเพื่อไลฟ์สไตล์ เงินออม และภาระหนี้ออกจากกันให้ชัด เพราะบางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่รายได้น้อย แต่อยู่ที่เราไม่รู้ว่าเงินรั่วตรงไหน หากรายได้เพิ่มขึ้น ควรกำหนดสัดส่วนเงินออมและลงทุนให้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ก่อนจะขยับมาตรฐานการใช้ชีวิตให้สูงขึ้น เพื่อไม่ให้รายได้ที่สูงขึ้นกลายเป็นเพียงรายจ่ายที่สูงขึ้นตามเท่านั้น

ยิ่งประสบความสำเร็จ ยิ่งกลัวสูญเสีย

ตอนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ความกังวลหลักของหลายคนมักเป็นเรื่องการหารายได้ จะสมัครงานที่ไหน จะเลื่อนตำแหน่งได้หรือไม่ จะมีเงินพอใช้ถึงสิ้นเดือนหรือเปล่า แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความกังวลกลับเปลี่ยนรูปแบบไป

คนวัย 35-45 ปี จำนวนมากไม่ได้กลัวว่าจะหารายได้ไม่ได้ พวกเขากลัวว่าจะรักษาระดับรายได้ที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่ได้มากกว่า เพราะทุกอย่างในชีวิตผูกโยงกับรายได้ก้อนนั้น เช่น บ้านที่กำลังผ่อน รถที่กำลังจ่าย ภาระต่างๆ ที่รออยู่ทุกเดือน ฯลฯ ยิ่งสร้างชีวิตได้มากขึ้นเท่าไร สิ่งที่ต้องคอยปกป้องก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น บางครั้งความเครียดไม่ได้เกิดจากการขาดเงิน แต่เกิดจากความกลัวว่าจะเสียสิ่งที่สร้างมาทั้งชีวิต จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนซึ่งดูประสบความสำเร็จจากภายนอก จะมีความกังวลทางการเงินอยู่ลึกๆ มากกว่าที่ใครคาดคิด

ดังนั้นเมื่อชีวิตเริ่มมีทรัพย์สินและภาระมากขึ้น สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนจากการ “หาเงินให้ได้มาก” ไปสู่การ “ปกป้องสิ่งที่สร้างมา” ควรมีเงินสำรองฉุกเฉินให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 6-12 เดือน ทบทวนภาระหนี้ว่าอยู่ในระดับที่ยังจ่ายไหวหรือไม่ และพิจารณาความคุ้มครองที่จำเป็น เช่น ประกันสุขภาพ ประกันชีวิต ฯลฯ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดกลายเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ที่พาชีวิตการเงินไปในทิศทางขาลง

 โลกเปลี่ยนเร็ว จนเงินเดือนสูงไม่ใช่หลักประกันอีกต่อไป

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนวัยนี้รู้สึกกดดันมากขึ้น คือโลกการทำงานในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ในอดีตความรู้หรือความเชี่ยวชาญที่สะสมมาสามารถใช้งานได้ยาวนานหลายสิบปี แต่ปัจจุบันเมื่อเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงาน เช่น AI ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในหลายอาชีพ ธุรกิจจำนวนมากต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ทักษะที่เคยเป็นข้อได้เปรียบ อาจกลายเป็นเรื่องธรรมดาได้ในอนาคตอันใกล้

คนวัย 35-45 ปี จึงอยู่ในจุดที่ท้าทายเป็นพิเศษ แม้ยังไม่ถึงวัยเกษียณแต่ก็ไม่ได้เป็นคนรุ่นใหม่ที่พร้อมเริ่มต้นใหม่ได้ทุกเมื่อ หลายคนเริ่มมองเห็นความเสี่ยงทางอาชีพที่เมื่อก่อนอาจไม่เคยคิดถึง คำถามที่เกิดขึ้นมากมายว่า ถ้าวันหนึ่งรายได้สะดุดลง ถ้าวันหนึ่งต้องหยุดงานนานกว่าที่คาด ถ้าวันหนึ่งสุขภาพไม่เอื้อให้ทำงานได้เต็มที่เหมือนเดิม แล้วชีวิตที่กำลังดำเนินอยู่จะได้รับผลกระทบมากเพียงใด คำถามเหล่านี้เองที่กลายเป็นความเครียดเงียบๆ ของคนทำงานจำนวนมาก

แนะนำให้มีแผนฉุกเฉินเผื่อกรณีรายได้สะดุดไว้ล่วงหน้า เช่น กันเงินสำรองไว้ใช้ระหว่างเปลี่ยนงาน ลดหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง และสร้างทักษะหรือแหล่งรายได้เสริมที่สอดคล้องกับความถนัดของตัวเอง ขณะเดียวกันควรขยับจากการฝากเงินไปสู่การลงทุน และควรลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง ไม่พึ่งพาสินทรัพย์หรือรายได้ทางเดียวมากเกินไป เพราะความยืดหยุ่นทางการเงินจะช่วยให้รับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น

 ทางออก อาจไม่ใช่การหาเงินเพิ่มเสมอไป

เมื่อรู้สึกว่าเงินไม่พอ หลายคนมักคิดถึงการหารายได้เพิ่มเป็นทางออกแรก เช่น ทำงานพิเศษ รับงานเสริม ลงทุนเพิ่ม หรือพยายามสร้างรายได้จากช่องทางใหม่ๆ แน่นอนว่าการเพิ่มรายได้เป็นเรื่องที่ดี อย่างไรก็ตามบางครั้งสิ่งที่เราต้องการจริงๆ อาจไม่ใช่รายได้ที่มากขึ้นแต่เป็นความมั่นใจที่มากขึ้นต่างหาก

ไม่ว่าจะเป็น ความมั่นใจว่าหากเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นเราจะยังมีเงินสำรองเพียงพอ ความมั่นใจว่าสุขภาพของเราจะไม่กลายเป็นภาระทางการเงินก้อนใหญ่ ความมั่นใจว่าอนาคตข้างหน้าจะไม่สั่นคลอนเพียงเพราะรายได้สะดุดไปช่วงหนึ่ง หลายครั้งคนที่มีความมั่นคงทางการเงินมากที่สุดไม่ใช่คนที่มีรายได้สูงสุด แต่เป็นคนที่เตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนของชีวิตได้ดีที่สุด

แนะนำให้ลองเปลี่ยนคำถามจาก “ต้องหาเงินเพิ่มเท่าไรถึงจะพอ” เป็น “ชีวิตแบบไหนที่ทำให้เราใช้เงินแล้วสบายใจ” เพราะบางครั้งความเครียดไม่ได้เกิดจากตัวเลขในบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการใช้เงินที่ไม่สอดคล้องกับคุณค่าชีวิตของตัวเอง การทบทวนว่าอะไรคือค่าใช้จ่ายที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นจริง และอะไรคือค่าใช้จ่ายที่ทำไปเพราะแรงกดดันจากสังคม จะช่วยให้เราตัดสินใจเรื่องเงินได้เบาขึ้น เงินจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือในการซื้อของหรือสร้างสถานะ แต่เป็นเครื่องมือในการออกแบบชีวิตที่เราอยากรักษาไว้ในระยะยาว เพื่อให้มีความมั่นใจในการใช้ชีวิตต่อไป

ความมั่งคั่งอาจไม่ได้หมายถึงการมีเงินมากที่สุด แต่คือการมีชีวิตที่มั่นคงพอ จนไม่ต้องหวาดกลัวทุกครั้งที่อนาคตเปลี่ยนทิศทาง และบางที ความสำเร็จที่แท้จริงอาจไม่ใช่การหาเงินได้มากที่สุดในชีวิต แต่อาจเป็นการสร้างความอุ่นใจให้กับตัวเอง ไปพร้อมกับการมีเวลาให้กับครอบครัวได้อย่างเหมาะสมที่สุดต่างหาก

ราชันย์ ตันติจินดา

ราชันย์ ตันติจินดา

นักวางแผนการเงิน CFP

แชร์
ทำไมคนรายได้สูง อาจเครียดเรื่องเงินที่สุด