
“อาหารจานเดียว” เคยเป็นมื้อหลักราคาประหยัดของคนไทยมานาน เพราะหากินง่าย อิ่มเร็ว และไม่ต้องคิดเยอะ แต่วันนี้อาหารจานเดียวหลายเมนูกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งภาระค่าครองชีพที่กดทับกระเป๋าเงินของผู้บริโภค จากมื้อที่เคยจ่ายไม่แพง หลายร้านเริ่มขยับราคาขึ้นครั้งละ 5-10 บาทต่อจาน ซึ่งอาจเป็นตัวเลขที่ดูไม่สูง แต่เมื่อเกิดขึ้นซ้ำทุกวัน ทุกมื้อ ภาระที่เพิ่มขึ้นจึงไม่เล็กเลย โดยเฉพาะกับครัวเรือนรายได้น้อย และคนทำงานที่ฝากท้องไว้นอกบ้านเป็นหลัก
ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ ราคาอาหารจานเดียวมักมีลักษณะ “ขึ้นแล้วไม่ลง” แม้ต้นทุนบางรายการจะผ่อนคลายลงเป็นบางช่วง แต่ราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายมักไม่ลดกลับมา กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ภาพนี้เริ่มเห็นชัดตั้งแต่ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน เมื่อราคาอาหารจานเดียวทยอยปรับขึ้น และระดับราคาที่ขยับขึ้นไปแล้วก็ยืนสูงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค. กระทรวงพาณิชย์ สะท้อนแรงกดดันด้านราคานี้ชัดเจนขึ้น โดยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือนมิถุนายน 2569 เพิ่มขึ้น 2.42% จากปีก่อน แม้เงินเฟ้อเมื่อเทียบรายเดือนจะลดลงเล็กน้อย ตามราคาน้ำมัน ค่าโดยสารเครื่องบินในประเทศ และค่าห้องพักโรงแรม แต่หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ยังปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว และอาหารสำเร็จรูป
เมื่อเจาะเฉพาะอาหารจานเดียว 7 เมนู ในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน พบว่า จากทั้งหมด 1,535 รายการ มีราคาปรับสูงขึ้นแล้ว 438 รายการ หรือ 28.53% ส่วนใหญ่ขึ้นครั้งละ 5-10 บาทต่อจาน คิดเป็นการเพิ่มขึ้นราว 8.33-33.33% จากราคาเดิม รูปแบบที่พบมากคือ อาหารจานละ 50 บาท ขยับเป็น 60 บาท และจานละ 40 บาท ขยับเป็น 50 บาท
แรงกดดันจากอาหารไม่ได้หยุดอยู่แค่ค่าใช้จ่ายรายวัน แต่ยังส่งผลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อในช่วงปลายปี กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า เงินเฟ้อไตรมาส 4 อาจขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 3.0% โดยมีแรงหนุนสำคัญจากราคาอาหารจานเดียวที่ขึ้นแล้วไม่ลง รวมถึงราคาผักสดที่ฐานปีก่อนอยู่ในระดับต่ำ หากปีนี้ราคาผักสดปรับสูงขึ้น ก็อาจยิ่งเติมแรงกดดันให้ค่าครองชีพปลายปีสูงขึ้นอีก
ปัญหาคือ ราคาอาหารกำลังแพงขึ้นในจังหวะที่รายได้ของคนไทยไม่ได้เพิ่มตาม SCB EIC พบว่า รายได้เฉลี่ยครัวเรือนไทยปี 2025 ลดลง 2.5% จากปี 2023 นับเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 6 ปี ขณะที่ครัวเรือนรายได้น้อยต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือมากขึ้น และบางส่วนต้องก่อหนี้เพิ่มเพื่อให้พอใช้ในชีวิตประจำวัน
ภาพรวมจึงไม่ใช่แค่เรื่อง “อาหารแพงขึ้น” แต่คืออาหารจำเป็นในชีวิตประจำวันกำลังแพงขึ้น ในวันที่รายได้ลดลง หนี้ยังเป็นภาระ และครัวเรือนจำนวนมากมีเงินเหลือในกระเป๋าน้อยลง หากราคาอาหารยังทยอยขยับขึ้นต่อและไม่ลดกลับมา แรงกดดันค่าครองชีพจะกระทบทั้งกำลังซื้อ สภาพคล่อง และคุณภาพชีวิตของครัวเรือนไทยโดยตรง
กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือนมิถุนายน 2569 เท่ากับ 102.85 เพิ่มขึ้น 2.42% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยปัจจัยหลักมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อน จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง และการปรับโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้ค่าโดยสารสาธารณะปรับสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน
อีกปัจจัยสำคัญคือราคาอาหารสำเร็จรูปที่ปรับตัวสูงขึ้นในวงกว้างและอยู่ในอัตราค่อนข้างสูง ทำให้ค่าครองชีพในส่วนนี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่ราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ในภาพรวมเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก
เมื่อแยกเป็นหมวด หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 1.03% เมื่อเทียบกับปีก่อน ตามการสูงขึ้นของสินค้าสำคัญ เช่น ข้าวสารเจ้า ปลาทู กะหล่ำปลี ข้าวราดแกง และก๋วยเตี๋ยว ขณะที่สินค้าราคาลดลง ได้แก่ ข้าวสารเหนียว เนื้อสุกร ผักกาดขาว และผักคะน้า
ส่วนหมวดอื่นที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 3.31% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าและบริการสำคัญ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ค่ารถรับส่งนักเรียน ค่าโดยสารรถเมล์ และค่าเช่าบ้าน ขณะที่สินค้าสำคัญที่ราคาลดลง ได้แก่ ค่ากระแสไฟฟ้า น้ำยารีดผ้า แชมพู และครีมนวดผม
ในภาพรวมสินค้าและบริการ 464 รายการที่ใช้คำนวณดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2568 พบว่า มีสินค้าราคาสูงขึ้น 275 รายการ ราคาเท่าเดิม 33 รายการ และราคาลดลง 156 รายการ สะท้อนว่าการปรับขึ้นของราคายังกระจายอยู่ในสินค้าจำนวนมาก แม้ยังมีสินค้าบางส่วนที่ปรับลดลง
หากเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2569 ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือนมิถุนายนลดลงเล็กน้อย 0.34% โดยเป็นผลจากหมวดอื่นที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มลดลง 0.66% จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าโดยสารเครื่องบินในประเทศ และค่าห้องพักโรงแรมที่ลดลง ส่วนสินค้าที่ปรับสูงขึ้นในหมวดนี้ ได้แก่ น้ำมันหล่อลื่น ผลิตภัณฑ์ซักผ้า สบู่ถูตัว และโฟมล้างหน้า
อย่างไรก็ตาม หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เมื่อเทียบรายเดือนยังเพิ่มขึ้น 0.15% ตามราคาข้าวสารเจ้า ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว กะหล่ำปลี และผักชี ขณะที่สินค้าราคาลดลง ได้แก่ เนื้อสุกร แตงกวา ใบกะเพรา และกะทิสำเร็จรูป
เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2569 สินค้าและบริการ 464 รายการที่ใช้คำนวณดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป มีสินค้าราคาสูงขึ้น 194 รายการ ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 119 รายการ และราคาลดลง 151 รายการ
สำหรับดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเฉลี่ย 6 เดือนแรกของปี 2569 หรือช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้น 1.08%
ด้านดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน หรือ Core CPI ซึ่งเป็นดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปที่หักกลุ่มอาหารสดและพลังงานออกไป เดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 102.68 เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งอยู่ที่ 101.43 ทำให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้น 1.23% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.27% เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2569 ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานเฉลี่ย 6 เดือนแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 0.79% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ในแดนบวกต่อเนื่อง โดยหลัก ๆ มาจากอาหารสำเร็จรูป ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปเคยติดลบต่อเนื่อง 12 เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 ถึงมีนาคม 2569 ก่อนกลับมาเป็นบวก 3 เดือน โดยเดือนเมษายนเป็นเดือนที่บวกมากที่สุด จากนั้นเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนทยอยลดลง แต่ยังอยู่ในแดนบวกที่ระดับกว่า 2%
เมื่อจำแนกรายภาค ดัชนีราคาผู้บริโภคเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนปรับขึ้นทุกภาค โดยภาคใต้เพิ่มขึ้นมากที่สุด 3.10% รองลงมาคือภาคกลาง 2.60% กรุงเทพฯ และปริมณฑล 2.26% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2.17% และภาคเหนือ 2.10%
สินค้าที่ราคาปรับขึ้นเหมือนกันทุกภาค ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง ค่าเล่าเรียน ค่าธรรมเนียมการศึกษาทุกระดับชั้นทั้งภาครัฐและเอกชน กับข้าวสำเร็จรูป ค่าเช่าบ้าน และรถยนต์ ส่วนสินค้าที่ราคาปรับลดลงเหมือนกันทุกภาค ได้แก่ เนื้อสุกร ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าห้องพักโรงแรม และค่าจ้างเหมาซ่อมแซมบ้าน
สำหรับคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคต กระทรวงพาณิชย์คาดว่า แนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาส 3 จะยังเป็นบวกต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ 4 ส่วน ได้แก่
ด้านปัจจัยที่ช่วยกดดันให้เงินเฟ้อลดลงมี 2 ส่วน ได้แก่ ค่ากระแสไฟฟ้าในรอบเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 ที่ยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนเล็กน้อย และราคาเนื้อสัตว์ที่มีแนวโน้มปรับลดลงตามอุปทานที่เข้าสู่ตลาดอย่างเพียงพอ
กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า แนวโน้มเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคมยังต้องจับตาสถานการณ์ตะวันออกกลางเป็นหลัก เงินเฟ้อจะลดลงหรือเร่งขึ้นจากเดือนมิถุนายน ขึ้นอยู่กับทิศทางความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน หากสถานการณ์ไม่ลุกลาม และเส้นทางขนส่งพลังงานยังเปิดได้ตามปกติ แรงกดดันด้านราคาพลังงานอาจผ่อนลงบ้าง แต่ยังวางใจไม่ได้ เพราะความไม่แน่นอนยังสูง
กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า หากราคาน้ำมันเดือนกรกฎาคมทรงตัวเท่าระดับปัจจุบันตลอดทั้งเดือน จะมีผลต่อเงินเฟ้อราว 1.24% ลดลงจากแรงกดดันก่อนหน้าเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับว่าจะมีเหตุการณ์ใหม่เข้ามาเปลี่ยนทิศทางราคาพลังงานหรือไม่
สำหรับทั้งปี 2569 กระทรวงพาณิชย์คาดว่า เงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในช่วง 1.5-2.5% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 2.0% เป็นการคาดการณ์ ณ เดือนกรกฎาคม 2569 ภายใต้สมมติฐานว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโต 1.5-2.5% ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ในช่วง 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยทั้งปีอยู่ในช่วง 32-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ราคาอาหารจานเดียวอาจสูงขึ้น 3-5% ค่ากระแสไฟฟ้าอยู่ที่ 3.93 บาทต่อหน่วย และน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 35-40 บาทต่อลิตร
ในภาพรายไตรมาส กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ไตรมาส 2 คาดว่าเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.7% ไตรมาส 3 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และไตรมาส 4 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 3.0% โดยปัจจัยสำคัญในไตรมาส 4 คืออาหารจานเดียวที่ขึ้นแล้วไม่ลง และราคาผักสดที่ฐานปีก่อนต่ำ หากปีนี้ราคาผักสดสูงขึ้นจะเป็นแรงดันสำคัญต่อเงินเฟ้อ แต่หากราคาน้ำมันปรับลดลง เงินเฟ้ออาจต่ำกว่า 3.0% ได้
ด้านสถิติราคาอาหารจานเดียว กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน มีการติดตามราคาอาหารจานเดียว 7 เมนูหลัก ได้แก่ ข้าวผัด ผัดซีอิ๊วหรือราดหน้า ข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว และข้าวราดผัดกะเพรา รวม 1,535 รายการ พบว่ามีถึง 438 รายการที่ปรับราคาสูงขึ้น หรือคิดเป็น 28.53% ของทั้งหมด
เมื่อแยกรูปแบบการปรับขึ้น พบว่า การขึ้นราคา 10 บาทเป็นรูปแบบที่พบมากที่สุด มี 244 รายการ คิดเป็น 55.71% ของรายการที่ปรับขึ้น รองลงมาคือการขึ้นราคา 5 บาท มี 182 รายการ คิดเป็น 41.55% และรูปแบบอื่น ๆ อีก 12 รายการ คิดเป็น 2.74%
รูปแบบที่พบมากที่สุดคือ อาหารจานเดียวราคาเดิม 50 บาท ปรับขึ้น 10 บาท เป็น 60 บาท พบ 108 รายการ เท่ากับเพิ่มขึ้น 20% จากราคาเดิม รองลงมาคือราคาเดิม 40 บาท ปรับขึ้น 10 บาท เป็น 50 บาท พบ 79 รายการ เท่ากับเพิ่มขึ้น 25% จากราคาเดิม
อันดับถัดมาคือราคาเดิม 45 บาท ปรับขึ้น 5 บาท เป็น 50 บาท พบ 64 รายการ เพิ่มขึ้น 11.11% จากราคาเดิม และราคาเดิม 50 บาท ปรับขึ้น 5 บาท เป็น 55 บาท พบ 48 รายการ เพิ่มขึ้น 10% จากราคาเดิม
นอกจากนี้ ยังพบราคาเดิม 40 บาท ปรับขึ้น 5 บาท เป็น 45 บาท จำนวน 25 รายการ เพิ่มขึ้น 12.5% ราคาเดิม 35 บาท ปรับขึ้น 5 บาท เป็น 40 บาท จำนวน 16 รายการ เพิ่มขึ้น 14.29% และราคาเดิม 60 บาท ปรับขึ้น 10 บาท เป็น 70 บาท จำนวน 16 รายการ เพิ่มขึ้น 16.67%
สำหรับกลุ่มราคาอื่น ๆ พบว่า ราคาเดิม 55 บาท ปรับขึ้น 5 บาท เป็น 60 บาท จำนวน 15 รายการ เพิ่มขึ้น 9.09% ราคาเดิม 45 บาท ปรับขึ้น 10 บาท เป็น 55 บาท จำนวน 10 รายการ เพิ่มขึ้น 22.22% และราคาเดิม 55 บาท ปรับขึ้น 10 บาท เป็น 65 บาท จำนวน 10 รายการ เพิ่มขึ้น 18.18%
รูปแบบที่มีอัตราเพิ่มสูงสุดในชุดข้อมูลคือราคาเดิม 30 บาท ปรับขึ้น 10 บาท เป็น 40 บาท พบ 8 รายการ เพิ่มขึ้น 33.33% จากราคาเดิม ขณะที่รูปแบบที่มีอัตราเพิ่มต่ำสุดในชุดข้อมูลคือราคาเดิม 60 บาท ปรับขึ้น 5 บาท เป็น 65 บาท พบ 7 รายการ เพิ่มขึ้น 8.33%
ข้อมูลนี้สะท้อนว่า แม้การขึ้นราคาอาหารจานเดียวมักเกิดขึ้นครั้งละ 5-10 บาทต่อจาน แต่เมื่อเทียบกับราคาเดิมซึ่งอยู่ในช่วง 30-60 บาท การขึ้นราคาเพียง 5-10 บาททำให้อัตราเพิ่มจริงอยู่ในช่วงประมาณ 8.33-33.33% โดยรูปแบบที่พบมากที่สุดคือการขึ้นจาก 50 บาทเป็น 60 บาท และจาก 40 บาทเป็น 50 บาท
เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า รูปแบบที่พบบ่อยคือจานราคา 50 บาทเพิ่มอีก 10 บาท ซึ่งเท่ากับเพิ่มขึ้น 20% และจานราคา 40 บาทเพิ่มอีก 10 บาท ซึ่งเท่ากับเพิ่มขึ้น 25% ทำให้การขึ้นราคากลุ่มนี้ดูสูงเมื่อเทียบกับราคาเดิม เพราะเป็นการเพิ่มขึ้นหนึ่งในห้าถึงหนึ่งในสี่ของราคาเดิม
กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า ราคาอาหารสำเร็จรูป โดยเฉพาะอาหารจานเดียว ยังมีแนวโน้มขยับขึ้นต่อเนื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะเป็นสินค้าจำเป็นที่ประชาชนต้องซื้อบริโภคในชีวิตประจำวัน ขณะที่ผู้ขายส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายเล็ก ซึ่งมีต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากซื้อวัตถุดิบได้ในปริมาณไม่มาก จึงมีอำนาจต่อรองจำกัด และไม่สามารถเฉลี่ยต้นทุนได้มากเท่าธุรกิจขนาดใหญ่
สำหรับข้อกังวลว่าการปรับขึ้นราคาอาหารจานเดียวเข้าข่ายค้ากำไรเกินควรหรือไม่ กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงว่า ราคาอาหารจานเดียวมีลักษณะเฉพาะ โดยจากสถิติพบว่าเริ่มปรับขึ้นชัดเจนตั้งแต่ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน และเมื่อปรับขึ้นแล้ว มักไม่ลดกลับลงมา แม้ต้นทุนบางรายการจะผ่อนคลายลงในบางช่วง
การปรับขึ้นราคารอบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทุกพื้นที่ แต่ทยอยเกิดขึ้นตามสภาพต้นทุนของแต่ละร้านและแต่ละจังหวัด เนื่องจากการเก็บราคาอาหารจานเดียว 7 เมนูมีแหล่งสำรวจจำนวนมาก บางร้านหรือบางพื้นที่อาจปรับขึ้นก่อน ขณะที่ร้านที่ยังพอแบกรับต้นทุนได้จะตรึงราคาไว้ระยะหนึ่ง ก่อนทยอยปรับขึ้นในภายหลัง ทำให้ภาพรวมราคาอาหารจานเดียวค่อย ๆ สูงขึ้นและกระจายกว้างขึ้นในเชิงพื้นที่
ในมุมของผู้ประกอบการ ร้านอาหารจำนวนหนึ่งยังไม่กล้าปรับขึ้นราคา แม้ต้นทุนเพิ่มขึ้น เพราะกังวลว่าจะเสียลูกค้า โดยเฉพาะในตลาดที่มีการแข่งขันสูง แต่บางร้านไม่สามารถแบกรับต้นทุนต่อไปได้ จึงจำเป็นต้องปรับราคาเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นการขึ้นครั้งละ 5 บาทหรือ 10 บาทต่อจาน
ด้วยเหตุนี้ ราคาอาหารจานเดียวจึงมักไม่พุ่งขึ้นแรงในคราวเดียว แต่จะทยอยขยับขึ้นทีละน้อย และเมื่อขึ้นแล้วก็มักยืนอยู่ในระดับใหม่ เพราะหากร้านค้าปรับราคาสูงเกินไปทันทีอาจแข่งขันไม่ได้ ขณะเดียวกัน หากไม่ปรับราคาเลยก็อาจแบกรับต้นทุนไม่ไหว ภาพที่เกิดขึ้นจึงเป็นการทยอยขึ้นราคาแบบค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าการปรับขึ้นพร้อมกันทั้งตลาด
กระทรวงพาณิชย์อธิบายกรณีราคาอาหารจานเดียวบางรายการเพิ่มขึ้น 20-25% เมื่อเทียบกับเงินเฟ้อทั่วไปที่เพิ่มขึ้นเพียงกว่า 2% ว่า ในภาพรวมราคาอาหารจานเดียวจำนวนมากยังอยู่บริเวณ 50-60 บาทต่อจาน แต่ราคาที่สูงขึ้นเป็นผลจากการปรับขึ้นสะสมต่อเนื่องหลายรอบ ครั้งละไม่มาก จนทำให้ระดับราคาปัจจุบันสูงกว่าอดีตอย่างมีนัยสำคัญ และผู้บริโภคเริ่มคุ้นชินกับราคาที่แพงขึ้น
สำหรับการกำกับดูแล ปลัดกระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดติดตามสถานการณ์ราคาอาหารในพื้นที่อย่างใกล้ชิด หากพบความผิดปกติจะรายงานและร่วมกันแก้ไขทันที อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวเป็นการสอดส่องดูแลและติดตามพฤติกรรมราคา ไม่ใช่การควบคุมราคาอาหารจานเดียวโดยตรง
แรงกดดันจากราคาอาหารยังเกิดขึ้นในช่วงที่ฐานะครัวเรือนไทยยังเปราะบาง โดย SCB EIC วิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนปี 2568 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ครอบคลุมครัวเรือนตัวอย่าง 57,600 ครัวเรือนทั่วประเทศ พบว่า ครัวเรือนไทยยังอยู่ระหว่างการปรับตัวจากระดับหนี้ที่สูงมาก หรือกระบวนการลดภาระหนี้ ขณะเดียวกันยังเผชิญความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่อาจกลายเป็นแรงฉุดสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
ประเด็นแรกคือ รายได้เฉลี่ยครัวเรือนไทยในปี 2568 ลดลง 2.5% เมื่อเทียบกับผลสำรวจครั้งก่อนในปี 2566 เป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 6 ปี โดยมีสาเหตุสำคัญจากรายได้การทำงานที่หดตัว สะท้อนเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า และปัญหาการกระจายรายได้ที่ยังกระจุกตัวในกลุ่มครัวเรือนรายได้สูง
ประเด็นที่สองคือ ครัวเรือนไทยอยู่รอดด้วยการพึ่งพาเงินช่วยเหลือมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย รายได้ครัวเรือนจากเงินช่วยเหลือในปี 2568 เพิ่มขึ้น 19.4% จากปี 2023 สวนทางกับรายได้ประเภทอื่นที่ปรับลดลงทั้งหมด โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือและรายได้ไม่เป็นตัวเงินรวมกันเกือบ 60% ของรายได้ทั้งหมด สะท้อนความไม่แน่นอนของกระแสรายได้และความเปราะบางทางเศรษฐกิจของครัวเรือนรายได้น้อย
ประเด็นที่สามคือ ครัวเรือนไทยรัดเข็มขัดตามรายได้ที่ลดลง โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของครัวเรือนในปี 2568 ลดลง 5.4% จากปี 2566 ตามกำลังซื้อที่อ่อนแอลง ครัวเรือนส่วนใหญ่เลือกลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ค่าใช้จ่ายด้านอุปโภคบริโภคที่ลดลงเกือบ 10% ขณะที่พยายามควบคุมค่าใช้จ่ายจำเป็นไม่ให้เพิ่มขึ้นมากนัก เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ ซึ่งยังขยายตัวเล็กน้อย 0.6%
ประเด็นที่สี่คือ แม้ครัวเรือนไทยก่อหนี้ลดลงในภาพรวม แต่กลุ่มรายได้น้อยกลับก่อหนี้เพิ่มขึ้น ผลสำรวจหนี้ครัวเรือนปี 2568 พบว่า หนี้ครัวเรือนในภาพรวมลดลง 11.8% จากปี 2566 สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายครัวเรือนที่ปรับลดลง สะท้อนภาวะลดภาระหนี้ในระดับประเทศ ท่ามกลางเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น และความพยายามของครัวเรือนในการลดภาระหนี้
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านหนี้ยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวที่หนี้เพิ่มขึ้น 1.9% ส่วนหนึ่งเพื่อชดเชยรายได้จากการทำงานที่ลดลงให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ
ประเด็นที่ห้าคือ ครัวเรือนที่มีหนี้และมีปัญหารายได้ไม่พอใช้จ่ายมีสัดส่วนมากกว่าครึ่ง โดยมากกว่า 50% ของครัวเรือนที่มีหนี้มีรายได้ไม่พอใช้จ่าย โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ไม่พอใช้สูงกว่าสองในสาม ขณะที่ครัวเรือนรายได้ต่ำกว่า 50,000 บาทต่อเดือน ส่วนใหญ่ต้องแบกรับทั้งค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อการดำรงชีพและภาระหนี้ในระดับสูง ส่งผลให้สภาพคล่องตึงตัว และมีความสามารถจำกัดในการรับมือกับค่าครองชีพที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2569
ประเด็นที่หกคือ ความเปราะบางของครัวเรือนไทยเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดยรายได้จากการทำงานที่ฟื้นตัวช้า การพึ่งพาเงินช่วยเหลือที่เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังท่ามกลางภาระหนี้สูง จะกดดันการบริโภคภาคเอกชน และเพิ่มความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
SCB EIC มองว่า การรับมือกับความท้าทายของภาคครัวเรือนจำเป็นต้องอาศัยทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะยาว ในระยะสั้น การบริโภคภาคเอกชนจะยังได้แรงพยุงจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งควรเน้นมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพแบบมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเปราะบาง ควบคู่กับมาตรการบรรเทาภาระหนี้อย่างเหมาะสม
ขณะที่ระยะยาว ควรให้ความสำคัญกับการยกระดับรายได้ เพิ่มทักษะแรงงาน และเสริมภูมิคุ้มกันทางการเงิน เพื่อลดการพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากภายนอกและการก่อหนี้เพื่อการยังชีพในอนาคต
เมื่อเชื่อมข้อมูลทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน ภาพที่เกิดขึ้นคือ ราคาอาหารจานเดียวและอาหารสำเร็จรูปกำลังปรับขึ้นในลักษณะที่ทยอยกระจายออกไป ขณะที่รายได้ครัวเรือนลดลงและครัวเรือนรายได้น้อยมีพื้นที่ทางการเงินจำกัดที่สุด หากราคาอาหารยัง “ขึ้นแล้วไม่ลง” ต่อเนื่อง แรงกดดันค่าครองชีพจะไม่ได้สะท้อนเพียงในตัวเลขเงินเฟ้อเท่านั้น แต่จะยิ่งซ้ำเติมปัญหากำลังซื้อ หนี้ครัวเรือน และความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า