
การมีลูกสำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อยไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการตัดสินใจที่เชื่อมโยงกับรายได้ ความมั่นคงในการทำงาน ค่าเลี้ยงดู สุขภาพ รูปแบบการใช้ชีวิต ตลอดจนความกังวลต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต ผลสำรวจล่าสุดพบว่า คนรุ่นใหม่มีทัศนคติต่อการมีลูกแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดย Gen Y มากกว่าครึ่งระบุว่าไม่ต้องการมีลูก ขณะที่ Gen Z เกือบครึ่งยังไม่แน่ใจหรืออยู่ระหว่างตัดสินใจ
ข้อมูลดังกล่าวมาจากการสำรวจทัศนคติและพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันแม่ ซึ่งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและหอการค้าไทยสำรวจระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม-3 สิงหาคม 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,432 คนทั่วประเทศ ประกอบด้วย Gen Y (อายุ 27-46 ปี) มากที่สุด 36.2% รองลงมาคือ Gen X (อายุ 47-61 ปี) 26.6% เบบี้บูมเมอร์ (อายุ 62-80 ปี) 22.9% และ Gen Z (อายุ 16-26 ปี) 14.3%
แม้ผลสำรวจจะพบว่า ผู้ตอบ 84.5% มีบุตรแล้ว และครอบครัวส่วนใหญ่มีลูกเฉลี่ย 1-2 คน แต่ทัศนคติของคนรุ่นใหม่สะท้อนว่า การตัดสินใจมีลูกในอนาคตอาจยากขึ้น เพราะข้อจำกัดไม่ได้มีเพียงค่าใช้จ่ายโดยตรง หากยังรวมถึงความไม่มั่นคงด้านรายได้ การไม่มีเงินออม ระบบสนับสนุนการเลี้ยงดูที่ยังไม่เพียงพอ และความไม่แน่นอนว่าชีวิตหลังมีลูกจะสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงเพียงใด
ในกลุ่มผู้ตอบที่มีบุตร ผลสำรวจปี 2569 พบว่า 56.4% มีลูก 1 คน และ 31.0% มีลูก 2 คน หมายความว่าเกือบ 9 ใน 10 ของผู้มีบุตรมีลูกไม่เกิน 2 คน ส่วนผู้ที่มีลูก 3 คนมีสัดส่วน 8.5% มีลูก 4 คน 3.1% และมีลูกตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปเพียง 1.0%
ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ครอบครัวขนาดเล็กกลายเป็นรูปแบบหลักของกลุ่มตัวอย่าง แม้คนจำนวนมากยังมีลูก แต่ส่วนใหญ่จำกัดจำนวนไว้เพียง 1-2 คน ส่วนคนเจน Y และ Z หรือคนที่มีอายุต่ำกว่า 46 ปีลงไปส่วนมากระบุว่าไม่ต้องการมีลูก หรือยังลังเลที่จะมีลูก
ในคำถามเรื่องความต้องการมีบุตร Gen Y หรือกลุ่มอายุ 27-46 ปี จำนวน 53.2% ระบุว่าไม่ต้องการมีลูก อีก 26.8% ยังไม่แน่ใจหรืออยู่ระหว่างตัดสินใจ ขณะที่มีเพียง 4.1% ที่ยังไม่เคยมีลูกและต้องการมีลูก และอีก 15.9% ต้องการมีลูกเพิ่ม
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้ตอบ Gen Y เกือบ 4 ใน 5 อยู่ในกลุ่มที่ไม่ต้องการมีลูกหรือยังไม่สามารถตัดสินใจได้ มีเพียงประมาณ 1 ใน 5 ที่แสดงความต้องการมีลูกคนแรกหรือมีลูกเพิ่มอย่างชัดเจน
สำหรับ Gen Z อายุ 16-26 ปี ภาพที่เกิดขึ้นแตกต่างออกไป กลุ่มใหญ่ที่สุด 45.6% ยังไม่แน่ใจหรืออยู่ระหว่างตัดสินใจ ขณะที่ 26.5% ไม่ต้องการมีลูก ส่วนผู้ที่ยังไม่เคยมีลูกและต้องการมีลูกมีสัดส่วน 11.8% และอีก 16.2% ต้องการมีลูกเพิ่ม
ผลสำรวจจึงไม่ได้สะท้อนว่าคนรุ่นใหม่ทุกคนปฏิเสธการมีลูกเหมือนกันทั้งหมด แต่ชี้ให้เห็นทัศนคติสองลักษณะ กล่าวคือ Gen Y จำนวนมากตัดสินใจไปแล้วว่าไม่ต้องการมีลูก ส่วน Gen Z ยังอยู่ในภาวะลังเล ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ปัจจัยด้านรายได้ สวัสดิการและระบบสนับสนุนมีผลต่อการตัดสินใจในอนาคต
เมื่อพิจารณาเหตุผลในภาพรวมของผู้ที่ยังไม่มีบุตรในขณะนี้ ปัจจัยอันดับหนึ่งคือภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรสูงเกินกว่าที่รับไหว คิดเป็น 22.9% รองลงมาคือปัญหาสุขภาพหรือข้อจำกัดด้านการมีบุตร 16.1% และความกังวลว่าสภาพเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อมในอนาคตจะไม่เหมาะสมสำหรับเด็ก 12.5%
เหตุผลอื่นประกอบด้วยความต้องการอิสระ เวลาส่วนตัวหรือรักษารูปแบบการใช้ชีวิตปัจจุบัน 8.4% รายได้หรือฐานะทางการเงินยังไม่มั่นคง 7.8% ต้องการมุ่งเน้นความก้าวหน้าในหน้าที่การงานก่อน 7.1% และไม่มีคนช่วยดูแลบุตรหรือกังวลว่าค่าจ้างผู้ดูแลสูง 7.0%
อย่างไรก็ตาม เหตุผลของแต่ละกลุ่มแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ กลุ่มที่ยังไม่เคยมีลูกแต่ต้องการมีลูก ให้เหตุผลหลักว่ายังไม่มีคู่ครองหรือยังไม่พร้อมด้านความสัมพันธ์ 22.1% รองลงมาคือรายได้และฐานะการเงินยังไม่มั่นคง 20.8% และค่าเลี้ยงดูสูงเกินรับไหว 14.3% สะท้อนว่าคนกลุ่มนี้ไม่ได้ปฏิเสธการมีลูก แต่ยังขาดเงื่อนไขพื้นฐานในการเริ่มต้นครอบครัว
สำหรับผู้ที่มีลูกแล้วและต้องการมีเพิ่ม เหตุผลสำคัญที่สุดที่ยังไม่มีลูกอีกคนคือความกังวลต่อสภาพเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมในอนาคต 25.8% ตามด้วยภาระค่าเลี้ยงดู 22.0% และสวัสดิการภาครัฐด้านการเลี้ยงดูบุตรยังไม่เพียงพอ 11.0%
ส่วนผู้ที่ยังลังเลให้ความสำคัญกับค่าเลี้ยงดูสูงเป็นอันดับแรก 18.4% ตามด้วยความกังวลต่ออนาคต 14.8% ความต้องการอิสระหรือเวลาส่วนตัว 13.4% และการที่ยังอยู่ระหว่างศึกษา 13.0% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า คำตอบว่า “ยังไม่มีลูก” ไม่ได้หมายถึง “ไม่ต้องการมีลูก” เสมอไป แต่ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ที่ยังไม่พร้อม ผู้ที่กำลังรอความมั่นคง ไปจนถึงผู้ที่ตัดสินใจไม่เป็นพ่อแม่อย่างชัดเจน
แม้สถานะทางการเงินของผู้ตอบในปี 2569 จะดูดีขึ้นจากปีก่อน โดย 30.4% ระบุว่าดีขึ้นหรือดีขึ้นมาก เทียบกับ 16.3% ที่แย่ลงหรือแย่ลงมาก และ 53.3% ที่ไม่เปลี่ยนแปลง แต่เมื่อพิจารณาความสามารถในการรับมือค่าใช้จ่ายระยะยาว ภาพยังมีความเปราะบางอยู่มาก
ผู้ตอบ 48.7% มีรายได้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย แต่ไม่มีเงินเหลือเก็บ ขณะที่ 27.8% มีรายได้เพียงพอและมีเงินออม เท่ากับว่า แม้ 76.5% จะยังบริหารรายรับรายจ่ายในแต่ละเดือนได้ แต่มีเพียงประมาณ 1 ใน 4 ที่มีเงินเหลือเป็นกันชนทางการเงิน
อีก 20.2% มีรายได้ไม่เพียงพอและต้องกู้ยืมเป็นครั้งคราว ส่วน 3.3% มีรายได้ไม่เพียงพออย่างมากจนต้องกู้ยืมเป็นประจำ รวมแล้วมีผู้ตอบ 23.5% ที่ต้องพึ่งพาการกู้ยืมเพื่อให้ผ่านพ้นค่าใช้จ่าย
ด้านภาระหนี้ แม้ 47.4% ระบุว่าหนี้ลดลงหรือลดลงอย่างมาก และมีเพียง 14.4% ที่หนี้เพิ่มขึ้น แต่เหตุผลหลักของการเป็นหนี้ยังสะท้อนข้อจำกัดด้านรายได้และค่าครองชีพ ได้แก่ รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย 23.1% ค่าใช้จ่ายแพงขึ้น 20.6% และภาระทางการเงินในครอบครัวเพิ่มขึ้น 20.4%
ภายใต้โครงสร้างการเงินเช่นนี้ การมีรายได้เพียงพอสำหรับเดือนปัจจุบันอาจยังไม่มากพอที่จะสร้างความมั่นใจต่อภาระเลี้ยงดูลูกเป็นเวลาหลายปี โดยเฉพาะเมื่อเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบไม่มีเงินออมหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว
สำหรับครอบครัวที่มีลูกหรือหลานอยู่ในความดูแล ผู้ตอบ 28.7% ระบุว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ขณะที่ 66.8% ระบุว่าไม่เปลี่ยนแปลง และมีเพียง 4.5% ที่ค่าใช้จ่ายลดลง
ค่าใช้จ่ายสองรายการใหญ่ที่สุดคือค่าเลี้ยงดูด้านอาหารและเครื่องดื่ม 26.6% และค่าเล่าเรียนรวมถึงอุปกรณ์การเรียน 26.1% เมื่อรวมกันคิดเป็น 52.7% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ตามมาด้วยค่าเรียนเสริม 11.3% ค่าเครื่องนุ่งห่ม 9.7% ค่าคนช่วยดูแล 8.7% ค่ากิจกรรมเสริม 7.5% ค่าประกัน 6.0% และค่ารักษาพยาบาลหรือวัคซีน 4.1%
ในภาพรวม 63.7% ใช้จ่ายในการดูแลลูกต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท อีก 18.2% ใช้จ่าย 5,000-10,000 บาท 14.0% ใช้จ่าย 10,001-20,000 บาท และ 4.1% ใช้จ่ายตั้งแต่ 20,001 บาทขึ้นไป
ระดับค่าใช้จ่ายแตกต่างกันตามรายได้ โดยครัวเรือนที่มีรายได้ 30,001-40,000 บาท มีสัดส่วนสูงสุด 41.5% ที่ใช้จ่ายดูแลลูกเดือนละ 5,000-10,000 บาท และอีก 33.8% ใช้จ่าย 10,001-20,000 บาท ส่วนผู้มีรายได้มากกว่า 40,001 บาท มี 17.5% ที่ใช้จ่ายตั้งแต่ 20,001 บาทขึ้นไป
แม้ระดับภาระในการดูแลบุตรที่ผู้ตอบประเมินจะอยู่ที่เฉลี่ย 2.46 จาก 10 แต่บางกลุ่มรู้สึกถึงภาระสูงกว่าภาพรวม โดยเฉพาะผู้รับจ้างรายวันที่ให้คะแนน 3.89 ผู้มีรายได้ 5,000-10,000 บาท 3.47 และผู้ตอบในภาคกลาง 3.12 แสดงให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายจำนวนเดียวกันอาจสร้างภาระไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับรายได้ ความมั่นคงของงานและเงินสำรองของแต่ละครัวเรือน
เมื่อถามกลุ่มที่ยังไม่แน่ใจว่า เงื่อนไขใดจะทำให้เปลี่ยนใจมามีลูก คำตอบอันดับหนึ่งไม่ใช่เงินอุดหนุนจากรัฐ แต่เป็นการมีความมั่นคงทางอาชีพและมีรายได้มากขึ้น คิดเป็น 25.4% รองลงมาคือการได้รับเงินอุดหนุนหรือเงินสนับสนุนบุตรจากภาครัฐ 23.4% และการได้รับความช่วยเหลือจากคู่สมรสหรือครอบครัวมากขึ้น 16.5%
มาตรการลดหย่อนภาษีเกี่ยวกับบุตรได้รับการเลือก 13.4% ตามด้วยสวัสดิการเลี้ยงดูหรือสถานรับเลี้ยงเด็กที่เข้าถึงง่ายและราคาไม่แพง 12.6% และนโยบายลาคลอดหรือลาเลี้ยงดูบุตรที่ยืดหยุ่นขึ้น 8.7%
คำตอบเหล่านี้สะท้อนว่า เงินช่วยเหลือมีความสำคัญ แต่ไม่สามารถทดแทนความมั่นคงด้านงานและรายได้ทั้งหมดได้ การตัดสินใจมีลูกยังขึ้นอยู่กับการมีคนช่วยดูแล การเข้าถึงบริการเลี้ยงเด็ก และความสามารถในการรักษางานหรือความก้าวหน้าทางอาชีพหลังมีบุตร
ขณะเดียวกัน การรับรู้ต่อปัญหาประชากรลดลงยังมีจำกัด เมื่อถามว่าทราบหรือไม่ว่าประชากรไทยลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 ผู้ตอบ 58.5% ระบุว่าไม่ทราบ และมีเพียง 41.5% ที่ทราบเรื่องดังกล่าว
ในด้านความเร่งด่วน 12.0% เห็นว่าจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน และ 35.6% เห็นว่าจำเป็นต้องแก้ไขแต่ยังไม่เร่งด่วน รวมเป็น 47.6% ขณะที่ 28.3% ยังไม่แน่ใจ 14.5% เห็นว่าไม่จำเป็นต้องแก้ไข และ 9.6% ไม่เห็นว่าเป็นปัญหา
เมื่อถามว่าประชากรไทยในอนาคตควรเพิ่มขึ้นหรือลดลง มีเพียง 17.1% ที่ต้องการให้เพิ่มขึ้น เท่ากับสัดส่วนที่เห็นว่าควรลดลง ส่วน 31.7% ต้องการให้จำนวนประชากรใกล้เคียงเดิม และกลุ่มใหญ่ที่สุด 34.0% ยังไม่แน่ใจหรือไม่มีความเห็น
ผลสำรวจจึงชี้ว่า โจทย์เรื่องการเกิดต่ำไม่อาจแก้ได้ด้วยการรณรงค์ให้คน “อยากมีลูก” เพียงอย่างเดียว เพราะคนแต่ละกลุ่มเผชิญข้อจำกัดต่างกัน ตั้งแต่ยังไม่มีคู่ครอง รายได้ไม่มั่นคง ค่าเลี้ยงดูสูง ไปจนถึงความกังวลว่าจะรักษาอาชีพ เวลาและคุณภาพชีวิตไว้ได้หรือไม่หลังมีลูก
สำหรับกลุ่มที่ตัดสินใจไม่ต้องการมีลูก นั่นอาจเป็นทางเลือกด้านรูปแบบชีวิตอย่างชัดเจน แต่สำหรับผู้ที่ยังลังเลหรือยังมีลูกไม่ได้ทั้งที่ต้องการ ตัวเลขสะท้อนว่ายังมีช่องว่างให้ระบบเศรษฐกิจ สวัสดิการและโครงสร้างการดูแลเด็กเข้ามาช่วยลดความเสี่ยง การทำให้คนกลุ่มนี้มั่นใจว่าการมีลูกจะไม่ทำให้ฐานะการเงินและความมั่นคงในชีวิตถดถอย จึงอาจสำคัญกว่าการเพิ่มแรงจูงใจระยะสั้นเพียงด้านเดียว