Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
สงครามสะเทือน 'ปุ๋ยโลก' ราคาอาหารจ่อพุ่ง เอเชียโดนหนักสุด
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

สงครามสะเทือน 'ปุ๋ยโลก' ราคาอาหารจ่อพุ่ง เอเชียโดนหนักสุด

2 พ.ค. 69
15:34 น.
แชร์

ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ได้กระทบเพียงราคาน้ำมันแต่ยังสั่นสะเทือนไปยัง “ปุ๋ย” เพราะเส้นทางนี้เป็นทางผ่านของปุ๋ยราวหนึ่งในสามของโลก

มีการประเมินว่า การผลิตปุ๋ยไนโตรเจนกว่าครึ่งล้านตันหายไปในช่วงเวลาสงครามนี้ และผลกระทบของมันกำลังจะไหลต่อไปถึงอาหารบนจานของเรา Svein Tore Holsether ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Yara หนึ่งในผู้ผลิตปุ๋ยรายใหญ่ที่สุดของโลก ระบุว่า โลกอาจสูญเสียอาหารมากถึง 10,000 ล้านมื้อต่อสัปดาห์จากการขาดแคลนปุ๋ย

ลองคิดง่าย ๆ คนหนึ่งกินวันละประมาณ 3 มื้อ นั่นแปลว่าอาหารจำนวนนี้เท่ากับอาหารของคนกว่าสามพันล้านคนในหนึ่งวัน หรือเกือบครึ่งโลก แต่ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ อาหารเหล่านี้ไม่ได้หายไปอย่างเท่าเทียม กลุ่มที่ได้รับผลกระทบก่อนมักเป็นคนที่เปราะบางที่สุด และมีตัวเลือกน้อยที่สุด

นอกจากนี้ เมื่อการเคลื่อนย้ายปุ๋ยสะดุด ผลกระทบจะค่อย ๆ ลามเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ผลผลิตในไร่นาที่ลดลง ไปจนถึงปริมาณอาหารในตลาดที่หดตัว และท้ายที่สุดก็ย้อนกลับมาสะท้อนในราคาอาหารที่เราต้องจ่ายสูงขึ้นในชีวิตประจำวัน

ยังไม่กระทบวันนี้ แต่ปลายปีอาจแรง

วิกฤตนี้ไม่ได้กระทบทันทีเหมือนราคาน้ำมันที่ขึ้นแล้วเรารู้สึกได้เลย เพราะระบบเกษตรไม่ได้ตอบสนองแบบทันทีทันใด แต่เดินตามรอบเวลาของมัน ตั้งแต่การเพาะปลูก การใส่ปุ๋ย ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว

ปุ๋ยจะถูกใช้ในช่วงต้นของการเพาะปลูก เพื่อช่วยให้พืชเติบโตได้เต็มที่ หากปุ๋ยขาดในช่วงเวลานี้ เกษตรกรอาจต้องลดปริมาณการใช้ หรือบางกรณีอาจปลูกได้น้อยลง แต่ผลกระทบจะยังไม่เห็นทันที เพราะพืชยังอยู่ในระยะเติบโต สิ่งที่หายไปจะไปปรากฏในช่วง “เก็บเกี่ยว” ซึ่งก็คือช่วงปลายปีที่ผลผลิตควรจะออกสู่ตลาด

สัญญาณเริ่มเห็นชัดในบางประเทศแล้ว อย่างในสหราชอาณาจักร ราคาข้าวสาลีและขนมปังมีแนวโน้มขยับในช่วงกลางถึงปลายปี ขณะที่ในสหรัฐฯ ต้นทุนอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้นจะค่อย ๆ ส่งผ่านไปยังราคาเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นม ส่วนในอินเดีย ผลกระทบอาจยืดไปถึงฤดูกาลถัดไป โดยเฉพาะพืชหลักอย่างข้าวและผัก

สำหรับเอเชีย ซึ่งเป็นปลายทางสำคัญของปุ๋ยโลก เกษตรกรจำนวนมากเพิ่งเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก นั่นหมายความว่า หากปุ๋ยยังขาดในช่วงนี้ เราอาจยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงในทันที แต่ผลกระทบจะค่อย ๆ สะสม และไปปรากฏชัดในช่วงที่ผลผลิตควรจะออก เมื่อถึงจุดนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่แค่ราคาอาหารที่แพงขึ้นแต่คือ ปริมาณอาหารที่มีน้อยลงพร้อมกัน เพราะผลผลิตลดลงในขณะที่ความต้องการยังเท่าเดิม

จากวิกฤตปุ๋ยสู่ “สงครามแย่งอาหาร”

เมื่อปุ๋ยมีน้อยลง สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่ผลผลิตที่ลดลง แต่คือการแข่งขันในการเข้าถึงอาหารที่เริ่มรุนแรงขึ้น

องค์การสหประชาชาติระบุว่า ปุ๋ยประมาณหนึ่งในสามของโลก ไม่ว่าจะเป็นยูเรีย โพแทช แอมโมเนีย และฟอสเฟต ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาปุ๋ยก็พุ่งขึ้นถึง 80% ภายในเวลาไม่นาน เมื่อปุ๋ยแพงขึ้น ต้นทุนการผลิตอาหารก็สูงขึ้น และเมื่อผลผลิตลดลง อาหารในตลาดก็ยิ่งน้อยลง สถานการณ์แบบนี้จึงเริ่มกลายเป็นการแข่งขันว่า “ใครซื้อได้ก่อน”

Svein Tore Holsether ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Yara เตือนว่า หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ โลกอาจเข้าสู่ภาวะที่ประเทศต่าง ๆ ต้องแย่งกันซื้ออาหาร โดยประเทศที่มีกำลังซื้อสูงจะสามารถจ่ายแพงกว่าและเข้าถึงอาหารได้ก่อน และประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือประเทศกำลังพัฒนา ที่ไม่มีงบประมาณพอจะเข้าร่วมการแข่งขันนี้ ส่งผลให้คนจำนวนมากต้องเผชิญกับอาหารที่แพงขึ้น เข้าถึงยากขึ้น และในบางกรณีคือไม่มีให้เข้าถึงเลย

ตัวเลขเริ่มสะท้อนภาพนี้ชัดขึ้นแล้ว ในสหราชอาณาจักร มีการคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อด้านอาหารอาจสูงถึง 10% ภายในสิ้นปี ขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษประเมินว่า ราคาอาหารอาจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง

โครงการอาหารโลกของสหประชาชาติ (World Food Programme: WFP) ประเมินว่า วิกฤตนี้อาจทำให้มีผู้คนเพิ่มขึ้นอีก 45 ล้านคนเข้าสู่ภาวะหิวโหยรุนแรงในปี 2026 และในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ความไม่มั่นคงทางอาหารอาจเพิ่มขึ้นถึง 24% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในโลก

เกษตรกรคือคนกลางที่ต้องแบกรับต้นทุน

ในขณะที่ผู้บริโภคเริ่มสัมผัสได้ว่าราคาอาหารค่อย ๆ ขยับสูงขึ้น และภาครัฐเริ่มกังวลเรื่องความมั่นคงทางอาหารมากขึ้น กลุ่มที่แบกรับแรงกดดันมากที่สุดกลับไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ “เกษตรกร” ซึ่งยืนอยู่ตรงกลางของระบบทั้งหมด และต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแทบทุกด้าน ทั้งราคาพลังงาน ค่าน้ำมันสำหรับเครื่องจักร วัตถุดิบทางการเกษตร ไปจนถึงปุ๋ยที่กลายเป็นต้นทุนสำคัญที่สุดในช่วงเวลานี้ ขณะที่ราคาพืชผลที่ขายได้กลับไม่ได้ปรับขึ้นในจังหวะเดียวกัน ช่องว่างระหว่าง “ต้นทุนที่สูงขึ้น” กับ “รายได้ที่ยังไม่ทันตาม” จึงยิ่งกดทับความสามารถในการอยู่รอดของเกษตรกรมากขึ้นเรื่อย ๆ

สถานการณ์แบบนี้ทำให้การตัดสินใจในแต่ละฤดูกาลไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป การปลูกมากขึ้นไม่ได้แปลว่าจะได้กำไรมากขึ้นเสมอไป เพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจกินส่วนต่างจนหมด ในขณะที่การลดต้นทุนก็มีความเสี่ยงตามมา หลายรายจึงเริ่มเลือก “ลดการใช้ปุ๋ย” เพื่อประคองต้นทุนในระยะสั้น แต่ทางเลือกนี้กลับส่งผลโดยตรงต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิต ทำให้สิ่งที่ประหยัดได้วันนี้ อาจกลายเป็นรายได้ที่หายไปในวันข้างหน้า บางรายตัดสินใจลดพื้นที่เพาะปลูก หรือเลื่อนการปลูกออกไปเพื่อรอดูสถานการณ์ ขณะที่บางรายซึ่งรับความเสี่ยงไม่ไหว อาจจำเป็นต้องหยุดผลิตชั่วคราว

ในระยะยาว นี่จึงไม่ใช่เพียงปัญหาต้นทุนหรือราคาที่ผันผวน แต่เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของระบบอาหารโลก หากจุดตั้งต้นอย่างเกษตรกรเริ่มอ่อนแอลง ระบบทั้งหมดก็ย่อมเปราะบางตามไปด้วย และเมื่อถึงวันที่ผลกระทบปรากฏชัดในตลาด ผู้ที่อยู่ปลายทางอย่างผู้บริโภคก็อาจไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากต้องรับภาระที่สะสมมาตั้งแต่ต้นทางโดยไม่รู้ตัว


อ้างอิง : BBC

แชร์
สงครามสะเทือน 'ปุ๋ยโลก' ราคาอาหารจ่อพุ่ง เอเชียโดนหนักสุด