
ใครจะคิดว่าเจลาโต้เพียงร้านเดียวจะสร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วตลาดไอศกรีมไทย แต่ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา กระแส “Ultra Smooth Gelato” จากร้าน Parameter ไม่เพียงทำให้ร้านต้นกระแสเป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่ยังกระตุ้นให้ผู้บริโภคทั่วประเทศหันมาสนใจไอศกรีมและเจลาโต้พร้อมกัน
ความนิยมดังกล่าวยังทำให้แบรนด์อื่นเข้ามาเกาะกระแส Ultra Smooth อย่างคึกคัก ตั้งแต่ Swensen’s ที่นำเสนอไอศกรีมสูตร 40 ปีจากซานฟรานซิสโกในราคา 79 บาทต่อถ้วย ไปจนถึง Dairy Queen ที่จำหน่ายบลิซซาร์ดในราคาเริ่มต้น 69 บาท สะท้อนให้เห็นว่ากระแสจากร้านเดียวกำลังขยายตัวไปสู่การแข่งขันของทั้งตลาด
ข้อมูลจาก GrabFood ยิ่งตอกย้ำปรากฏการณ์นี้ โดยพบว่า
สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยไม่ได้ซื้อเจลาโต้จาก Parameter ซึ่งเป็นร้านต้นกระแส แต่เลือกค้นหาและซื้อจากร้านอื่นที่ให้ประสบการณ์ใกล้เคียงกันแทน
Grab เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Ripple Effect” หรือแรงกระเพื่อมที่ส่งต่อจากร้านต้นกระแสไปยังผู้เล่นทั้งอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์รายใหญ่ ร้านเจลาโต้เฉพาะทางขนาดเล็ก หรือแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ต่างได้รับอานิสงส์ร่วมกัน โดยร้านเจลาโต้เฉพาะทางหลายแห่งมียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่า “ยอดขาย” คือเหตุผลที่ทำให้คนยอมจ่าย จากเดิมที่ไอศกรีมมักถูกมองเป็นเพียงของหวานสำหรับคลายร้อน กระแสเจลาโต้ครั้งนี้กลับเกิดจากความอยากรู้ว่า “มันอร่อยจริงไหม” และความต้องการสัมผัสประสบการณ์เดียวกับที่กำลังเป็นกระแสบนโลกออนไลน์
ปรากฏการณ์นี้ไม่ต่างจากกระแสครัวซองต์เจ้าดัง ชาไทยร้านดัง ขนมปังเกาหลี Dubai Chocolate หรือ Strawberry Matcha ซึ่งล้วนเริ่มต้นจากการปรากฏบนหน้าฟีด ก่อนเปลี่ยนเป็นความรู้สึกว่า “ต้องลอง” ตามกลไกของ FOMO Economy หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความกลัวว่าจะตกกระแส
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้บริโภคอาจไม่ได้ซื้อเพียงสินค้า แต่กำลังซื้อสิทธิ์ในการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์และบทสนทนาที่ทุกคนกำลังพูดถึงอยู่ในขณะนั้น
สิ่งที่ Parameter ทำได้มากกว่าการขายเจลาโต้ คือการทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มสนใจสินค้าทั้งหมวด สะท้อนจากข้อมูลของ Grab ที่พบว่าการค้นหาคำว่า “Gelato” เพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า แทนที่จะเพิ่มขึ้นเฉพาะการค้นหาชื่อร้าน Parameter
นี่เป็นสัญญาณสำคัญทางธุรกิจ เพราะความแข็งแรงของแบรนด์อาจไม่ได้วัดจากยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่อาจรวมถึงความสามารถในการทำให้ผู้บริโภครู้จักและต้องการสินค้าประเภทนั้นเพิ่มขึ้น หรือที่เรียกว่าการเป็น “Category Creator”
ปรากฏการณ์ลักษณะเดียวกันเคยเกิดขึ้นกับหลายแบรนด์และสินค้า เช่น
เมื่อร้านต้นกระแสสร้างความต้องการให้กับสินค้าทั้งหมวด คู่แข่งจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้เข้ามาแย่งลูกค้า แต่ยังสามารถรับประโยชน์จากตลาดที่ถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นพร้อมกัน
เจลาโต้ไม่ใช่สินค้าใหม่ สิ่งที่เปลี่ยนไปคือวิธีเล่าเรื่อง ร้านยุคใหม่ไม่ได้ขายเพียงรสชาติ แต่สร้างประสบการณ์ผ่านองค์ประกอบหลายด้าน ตั้งแต่
องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้เจลาโต้กลายเป็นอาหารที่ทั้ง “Instagrammable” และ “TikTokable” กล่าวคือ นอกจากรับประทานได้แล้ว ยังสามารถถ่ายภาพและทำคอนเทนต์ได้ด้วย ยิ่งมีผู้บริโภคบันทึกภาพและเผยแพร่มากเท่าไร ความอยากลองของคนกลุ่มใหม่ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น จนกลายเป็นวงจรไวรัลที่ขยายตัวต่อเนื่อง
ผู้บริโภคจึงไม่ได้ต้องการซื้อจากร้านเดียวเสมอไป แต่ต้องการสัมผัส “ประสบการณ์แบบเดียวกัน” หากร้านต้นกระแสมีคิวยาวหรือเข้าถึงยาก ผู้บริโภคก็พร้อมเปลี่ยนไปหาร้านอื่นที่มีรสชาติ เนื้อสัมผัส และภาพลักษณ์ใกล้เคียงกัน
พฤติกรรมดังกล่าวเปิดโอกาสให้ร้านขนาดเล็กที่มีคุณภาพเข้ามารับประโยชน์จากกระแสได้ หากสามารถนำเสนอสินค้าและคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในช่วงเวลานั้น
กระแสไวรัลไม่ได้เพิ่มยอดขายให้ร้านต้นกระแสเพียงแห่งเดียว แต่สามารถขยายความต้องการไปยังสินค้าทั้งหมวดได้ เห็นได้จากยอดขายของร้านเจลาโต้เฉพาะทางหลายแห่งที่เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า
ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องเดินผ่านหน้าร้านเพื่อรู้จักสินค้าอีกต่อไป เพียงเห็นคอนเทนต์บน Social Media ก็สามารถเกิดความต้องการ ค้นหาร้าน และสั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรีได้ทันที
แม้ร้านต้นกระแสจะมีคิวยาว ผู้บริโภคก็พร้อมเปลี่ยนไปซื้อจากร้านอื่นที่ให้ประสบการณ์ใกล้เคียงกัน นี่จึงเป็นโอกาสของร้านขนาดเล็กที่สามารถนำเสนอรสชาติ เนื้อสัมผัส และคอนเทนต์ให้สอดคล้องกับกระแส
มูลค่าการสั่งไอศกรีมเฉลี่ยอยู่ที่ 150-300 บาทต่อออเดอร์ ขณะที่อัตราการซื้อซ้ำสูงถึง 60% สะท้อนว่าผู้บริโภคไทยยอมจ่ายให้ของหวานที่มอบทั้งรสชาติและประสบการณ์ มากกว่าซื้อเพียงเพื่อคลายร้อน
กระแส “Gelato Effect” จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของไอศกรีม แต่สะท้อนพลังของ Social Media ที่สามารถสร้างความต้องการให้กับสินค้าทั้งตลาดได้ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ Parameter อาจเป็นผู้จุดกระแส แต่แรงส่งที่เกิดขึ้นได้กระจายไปยังร้านอื่น แบรนด์ขนาดใหญ่ แบรนด์ขนาดเล็ก และแพลตฟอร์มเดลิเวอรีพร้อมกัน
นี่คือบทเรียนสำคัญของธุรกิจในยุคโซเชียลมีเดีย เพราะการแข่งขันอาจไม่ได้จำกัดอยู่ที่การแย่งลูกค้าจากคู่แข่งอีกต่อไป แต่อยู่ที่ว่าใครจะสามารถสร้างกระแสจนทำให้ผู้บริโภคทั้งตลาดอยากซื้อสินค้าประเภทเดียวกันได้ก่อน