
หนึ่งใน Play Book การลงทุนที่มาแรงในปีนี้คือกระแสของการลดสัดส่วนถือครองสกุลเงินดอลลาร์จนนำไปสู่ความเสี่ยงที่เงินดอลลาร์จะมีมูลค่าและความสำคัญที่ลดลง (Dollar Debasement ) โดยเฉพาะชาติยักษ์ใหญ่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับสหรัฐฯนั่นคือจีนและกลุ่มประเทศ BRICS และเทรนด์นี้เป็นผลบวกต่อสองสินทรัพย์นั้นคือบิทคอยน์และทองคำ
เดือนสิงหาคมที่ผ่านมาได้เกิดสองปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาบิทคอยน์และทองคำปรับตัวขึ้นแรงนั่นคือการเปิดเผยภาระหนี้สาธาธรณะของสหรัฐฯที่พุ่งแตะจุดสูงสุดใหม่ที่ 40 ล้านล้านดอลลาร์ จากปัจจัยนี้เป็นผลบวกกับบิทคอยน์เป็นหลัก เนื่องจากถูกมองเป็นสินทรัพย์ที่ลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงการด้อยค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯได้
ขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ Scott Bessent ประกาศเร่งเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวเพิ่มขึ้นและเพิ่มวงเงินการเข้าซื้อเป็นเท่าตัว เพื่อที่จะกดผลตอบแทนพันธบัตรลงจากการที่ถูกเทขายออกมาอย่างหนัก ปัจจัยนี้เป็นตัวเร่งให้เกิดแรงซื้อในบิทคอยน์และทองคำเข้ามา
ก่อนหน้านี้บทบาทของทองคำถูกมองเป็น Safe Haven ป้องกันความเสี่ยงจากความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะช่วงต้นปีนี้ที่สหรัฐฯได้บุกอิหร่าน แต่ภายหลังบริบทของทองคำถูกนำมาเป็นสินทรัพย์ที่ลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงการด้อยค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯมากขึ้น สังเกตุได้จากช่วงหลังนี้ถ้ามีข่าวความรุนแรงในอิหร่านเกิดขึ้นราคาทองคำจะปรับตัวลงแทนที่จะปรับตัวขึ้นนเหมือนในอดีต
ขณะที่บิทคอยน์ถูกมองเป็นสินทรัพย์ที่ลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงการด้อยค่าของสกุลเงินดอลลาร์มาตั้งแต่ช่วงที่มีการจัดตั้งกองทุน Spot Bitcoin ETF แล้ว แต่ภาพของการเป็น Growth Asset ที่เติบโตพร้อมกับหุ้นเทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทลดลงและเริ่มที่จะทำหน้าที่คล้ายทองคำมากขึ้น โดย Ray Dalio นักลงทุนระดับตำนานยังแนะนำให้ลงทุนในบิทคอยน์และทองคำ
ข้อมูลล่าสุดจาก Bitwise ระบุว่าภาพรวมความสัมพันธ์ (Correlation) ราย 90 วันระหว่างบิทคอยน์และทองคำปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจนใกล้แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 6 ปี ในช่วงที่มีแรงเทขายในตลาดพันธบัตรสหรัฐฯครั้งล่าสุด สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มมองสินทรัพย์ทั้งสองประเภทนี้ในลักษณะที่สอดคล้องกันมากขึ้นท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจมหภาค
ขณะที่รายงานจาก Glassnode ระบุว่าความสัมพันธ์ราย 30 วันระหว่าง Bitcoin กับดัชนี S&P 500 ได้ลดลงจนเกือบเป็นศูนย์ ในช่วงที่ราคาบิทคอยน์พุ่งขึ้นในเดือนสิงหาคม ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ทรงตัว
ราคาบิทคอยน์และทองคำจึงมีความสัมพันธ์กับค่าเงินดอลลาร์อย่างชัดเจนโดยหากเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจะกดดันราคาสองสินทรัพย์นี้แต่ถ้าอ่อนค่าลงจะกลับมาเป็นผลบวก
ทางฝั่งทองคำจะมีปัจจัยที่ต้องติดตามคือการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางต่างๆโดยเฉพาะธนาคารกลางจีนเพื่อนำมาใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศแทนที่เงินดอลลาร์ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันราคาทองคำในระยะยาว ส่วนบิทคอยน์มีประเด็นเฉพาะนั่นคือกฎหมาย CLARITY Act จะผ่านการรับรองจากชั้นสภาบนและจต่อไปถึงสภาล่างได้หรือไม่
กฎหมาย CLARITY Act จะเอื้อต่อการที่สถาบันการเงินต่างๆสามารถนำเงินมาลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลได้สะดวกขึ้นจากการมีกฎหมายคุ้มครองดูแลอย่างรอบด้านซึ่งจะทำให้เม็ดเงินมหาศาลจากตลาดการเงินดั้งเดิมไหลเข้ามาในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล โดยหากการประชุม สว. สหรัฐฯกลางเดือนกันยายนไม่รับรองวาระ อาจทำให้กฎหมายดังกล่าวถูกยื้อออกไปอีกหลายเดือนซึ่งจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อตลาด
อย่างไรก็ตามประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งการให้หน่วยงานกำกับดูแลการเงินอย่าง SEC และ CFTC ร่างกฎระเบียบด้านการกำกับดูแลคริปโตออกมาด้วยตัวเองซึ่งตรงนี้ถือเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดแม้กฎหมาย CLARITY Act จะไม่ผ่าน แต่การออกกฎระเบียบโดยหน่วยงานกำกับดูแลก็เพียงพอที่จะสร้างความมั่นใจให้กับตลาดได้ แม้การออกเป็นกฎหมายหลักจะมีความยั่งยืนมากกว่า
บทสรุปคือเทรนด์ที่ดอลลาร์กำลังเสียมูลค่าคือธีมการลงทุนหลักของบิทคอยน์ทั้งในระยะสั้น กลางและยาวส่วนการออกกฎหมาย CLARITY คือปัจจัยหนุนในช่วงไซเคิลนี้หรือ 1-2 ปีข้างหน้าที่จะผลักดันตลาดคริปโต โดยความเสี่ยงยังคงอยู่ที่ความไม่สงบของภูมิรัฐศาสตร์และความกังวลเรื่องฟองสบู่เอไอที่จะเข้ามากดดันตลาดคริปโตเป็นระยะ

Founder Ricco และ นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย