Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
จีนเปิดใช้คลองผิงลู่เชื่อมจีนตะวันตก-อาเซียน สินค้าจีนเข้าไทยง่ายขึ้น
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

จีนเปิดใช้คลองผิงลู่เชื่อมจีนตะวันตก-อาเซียน สินค้าจีนเข้าไทยง่ายขึ้น

17 ก.ย. 69
14:22 น.
แชร์

จีนเปิดใช้งาน “คลองผิงลู่” อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 หลังใช้เวลาก่อสร้างมานาน 4 ปี นับเป็นคลองเชื่อมแม่น้ำกับทะเลสายสำคัญสายแรกที่จีนสร้างขึ้นนับตั้งแต่ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน

โครงการมีความยาว 134.2 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุน 7.27 หมื่นล้านหยวน เชื่อมเมืองหนานหนิงในเขตปกครองตนเองกว่างซีกับอ่าวเป่ยปู้ หรืออ่าวตังเกี๋ย ซึ่งเป็นประตูทางทะเลสู่อาเซียนโดยตรง

ความสำคัญของคลองแห่งนี้ไม่ได้อยู่ที่ขนาดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเปลี่ยนทิศทางการขนส่งสินค้าจากภาคตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เดิมสินค้าต้องไหลตามแม่น้ำซีเจียงไปทางตะวันออก ก่อนออกทะเลบริเวณกว่างโจว เซินเจิ้น หรือฮ่องกง แต่คลองผิงลู่เปิดทางให้เรือหันลงใต้สู่อ่าวเป่ยปู้ ช่วยลดระยะทางมากกว่า 560 กิโลเมตร ลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้ประมาณ 18-30% และอาจประหยัดค่าขนส่งมากกว่า 5 พันล้านหยวนต่อปี

สำหรับประเทศไทย คลองผิงลู่จึงมีผลกระทบสองด้าน ด้านหนึ่ง ไทยมีโอกาสใช้ท่าเรือฉินโจวเป็นประตูส่งสินค้าเข้าสู่หนานหนิงและตลาดตอนในของจีนได้รวดเร็วขึ้น แต่อีกด้าน สินค้าจีนก็จะเข้าสู่ไทยและตลาดอาเซียนด้วยต้นทุนที่ต่ำลงเช่นกัน

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไทยขาดดุลการค้ากับจีนสูงถึง 5.513 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 59.31% จากปีก่อน ทำให้คลองสายใหม่นี้อาจช่วยเปิดตลาดส่งออก ขณะเดียวกันก็เพิ่มแรงกดดันต่อผู้ผลิตไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เปลี่ยนทางเดินสินค้า จากตะวันออกลงใต้สู่อาเซียน

ก่อนมีคลองผิงลู่ สินค้าจากกว่างซี รวมถึงมณฑลตอนในอย่างยูนนาน กุ้ยโจว เสฉวน และนครฉงชิ่ง หากต้องการขนส่งทางน้ำจะต้องเดินทางตามระบบแม่น้ำซีเจียงไปยังสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียงทางตะวันออก จากนั้นจึงย้อนลงมาทางทะเลเพื่อไปยังอาเซียน เส้นทางดังกล่าวมีทั้งระยะทางและขั้นตอนการขนถ่ายที่มากกว่า

คลองผิงลู่เปลี่ยนโครงสร้างนี้ด้วยการเชื่อมระบบแม่น้ำซีเจียงเข้ากับแม่น้ำฉิน ซึ่งไหลออกสู่อ่าวเป่ยปู้โดยตรง ทำให้จีนมีเส้นทางเหนือ-ใต้เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เครือข่ายแม่น้ำสำคัญส่วนใหญ่ไหลไปทางตะวันออก คลองแห่งนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของ “ระเบียงการค้าทางบก-ทะเลระหว่างประเทศสายใหม่ฝั่งตะวันตก” ซึ่งเชื่อมการขนส่งทางน้ำ รถไฟ ถนน และท่าเรือเข้าด้วยกัน

การก่อสร้างต้องขุดดินและหินรวมประมาณ 315 ล้านลูกบาศก์เมตร เนื่องจากช่วงต้นของคลองพาดผ่านพื้นที่ภูเขา ขณะที่ระดับน้ำจากตอนบนลงสู่ทะเลต่างกันประมาณ 65 เมตร วิศวกรจึงสร้างประตูกั้นน้ำขนาดใหญ่ 3 ชุด สำหรับยกและลดระดับเรือบรรทุกสินค้าขนาดสูงสุด 5,000 ตัน โดยประตูแต่ละชุดสามารถปิดได้ภายในประมาณ 30 วินาที

จุดสำคัญอีกประการคือ เรือแม่น้ำสามารถเดินทางผ่านคลองไปถึงท่าเทียบเรือที่ฉินโจวได้โดยไม่ต้องย้ายสินค้าระหว่างทาง ช่วยลดทั้งเวลา ความเสียหาย และต้นทุนจากการขนถ่าย จีนยังยกเว้นค่าผ่านประตูกั้นน้ำจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 ก่อนเริ่มเก็บในอัตราทดลอง 1 หยวนต่อกรอสตันต่อประตูกั้นน้ำ ตั้งแต่ต้นปี 2570 จนถึงเดือนกันยายน 2574

วันเปิดใช้งานมีเรือสินค้าประมาณ 30 ลำขนส่งวัสดุก่อสร้าง ถ่านหิน แร่เหล็ก เหล็กกล้า และปุ๋ยผ่านคลอง พร้อมเปิดเส้นทางระหว่างประเทศสายแรกจากหนานหนิงไปยังเมืองเกิ่นเทอของเวียดนาม และเส้นทางภายในประเทศจากหนานหนิงไปยังท่าเรือหยางผู่บนเกาะไห่หนาน

คลองยังมีท่าเรือเป่ยปู้รองรับที่ปลายทาง โดยความสามารถในการจัดการตู้คอนเทนเนอร์ของกลุ่มท่าเรือแห่งนี้เพิ่มจาก 2.28 ล้าน TEU ในปี 2560 เป็น 10.06 ล้าน TEU ในปี 2568 ขณะที่เครือข่ายเรือครอบคลุมท่าเรือสำคัญในอาเซียนแล้ว การเปิดคลองจึงไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่เป็นการเติมเส้นทางตอนในให้เชื่อมกับระบบท่าเรือและเส้นทางเดินเรือที่พัฒนามาก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม ความรวดเร็วในการก่อสร้างมีต้นทุนทางสังคม โครงการต้องย้ายประชาชน 11,228 คน หรือ 2,764 ครัวเรือนในกว่างซี สะท้อนว่าความสามารถของจีนในการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เกิดจากการระดมทั้งเงินทุน ที่ดิน เทคโนโลยี และอำนาจบริหารภายในประเทศพร้อมกัน

เวียดนามได้ประโยชน์ก่อน แต่ไทยมีเส้นทางเชื่อมอยู่แล้ว

เวียดนามเป็นประเทศอาเซียนที่เห็นประโยชน์จากคลองผิงลู่ก่อนประเทศอื่น เนื่องจากมีพรมแดนติดกับกว่างซีและตั้งอยู่รอบอ่าวตังเกี๋ย อีกทั้งเส้นทางระหว่างประเทศสายแรกที่เปิดพร้อมคลองยังเชื่อมหนานหนิงกับเกิ่นเทอทางตอนใต้ของเวียดนาม ทำให้ผู้ส่งออกและบริษัทโลจิสติกส์เวียดนามสามารถเริ่มสร้างเครือข่ายการค้าในเส้นทางใหม่ได้ทันที

ไทยไม่ได้มีทางน้ำภายในเชื่อมกับคลองโดยตรง แต่มีเส้นทางเดินเรือจากแหลมฉบังไปยังฉินโจวรองรับอยู่แล้ว รายงานในปี 2567 ระบุว่า เส้นทางผลไม้ด่วนแหลมฉบัง-ฉินโจวให้บริการสัปดาห์ละ 4 เที่ยว และใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 วัน โดยท่าเรือฉินโจวยังมีช่องทางพิเศษสำหรับผลไม้นำเข้า รวมถึงคลังสินค้าและระบบห้องเย็น

ขณะเดียวกัน ท่าเรือแหลมฉบังยังมีเส้นทาง “ทุเรียนด่วน” ไปยังท่าเรือหนานซาในกว่างโจวประมาณ 10 เที่ยวต่อสัปดาห์ ใช้เวลาเดินทาง 4 วัน สะท้อนว่าผู้ส่งออกผลไม้ไทยมีทางเลือกเข้าสู่จีนหลายเส้นทางอยู่แล้ว

ความแตกต่างคือ เมื่อสินค้ามาถึงฉินโจว คลองผิงลู่จะช่วยให้สินค้าเดินทางต่อไปยังหนานหนิงและเชื่อมกับเครือข่ายรถไฟ-ถนนสู่ตลาดจีนตะวันตกเฉียงใต้ได้สะดวกขึ้น จึงอาจเป็นประโยชน์ต่อผลไม้สด อาหารแปรรูป ยางพารา และวัตถุดิบเกษตรของไทย โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องการหลีกเลี่ยงเส้นทางผ่านท่าเรือฝั่งตะวันออกซึ่งอยู่ไกลกว่า

แต่การมีคลองไม่ได้ทำให้ต้นทุนส่งออกของไทยลดลงโดยอัตโนมัติ ผลประโยชน์ที่ไทยจะได้รับยังขึ้นอยู่กับความถี่ของเรือ ราคาค่าระวาง ปริมาณสินค้าขากลับ ประสิทธิภาพของระบบห้องเย็น เวลาในการผ่านศุลกากร และมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช หากปริมาณสินค้าจากไทยไม่มากพอ ผู้ประกอบการอาจยังเลือกเส้นทางเดิมที่มีเที่ยวเรือถี่กว่า

ไทยและจีนมีกรอบความร่วมมือรองรับอยู่บางส่วน โดยแถลงการณ์ร่วมเดือนกรกฎาคม 2569 ระบุถึงการพัฒนาศุลกากรดิจิทัล ระบบบริการแบบจุดเดียว ความร่วมมือด้านมาตรการ SPS ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีนและ RCEP ดังนั้น โอกาสของไทยจะเกิดขึ้นจริงได้มากน้อยเพียงใด จึงขึ้นอยู่กับการนำกรอบเหล่านี้มาเชื่อมกับเส้นทางแหลมฉบัง-ฉินโจวอย่างเป็นรูปธรรม

ไทยได้วัตถุดิบถูกลง แต่ผู้ผลิตในประเทศเจอการแข่งขันหนักขึ้น

ผลกระทบด้านบวกที่ชัดเจนที่สุดคือ ผู้ผลิตไทยอาจเข้าถึงวัตถุดิบ เครื่องจักร และชิ้นส่วนจากจีนได้รวดเร็วและถูกลง โดยเฉพาะสินค้าจากฐานอุตสาหกรรมในกว่างซี ยูนนาน กุ้ยโจว เสฉวน และฉงชิ่ง ซึ่งเดิมต้องเดินทางอ้อมไปยังท่าเรือฝั่งตะวันออก

สินค้าชุดแรกที่เดินทางผ่านคลองประกอบด้วยวัสดุก่อสร้าง ถ่านหิน แร่ เหล็ก และปุ๋ย แสดงให้เห็นว่าระยะแรกคลองน่าจะรองรับสินค้าปริมาณมากและสินค้าวัตถุดิบเป็นหลัก หากต้นทุนขนส่งลดลงตามประมาณการ 18-30% ผู้ผลิตไทยที่ใช้เครื่องจักร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เหล็ก เคมีภัณฑ์ หรือวัสดุจากจีนอาจลดต้นทุนการผลิตและลดระยะเวลาถือครองสินค้าคงคลังได้

แต่ข้อได้เปรียบเดียวกันจะเกิดกับสินค้าสำเร็จรูปจากจีนด้วย ทำให้ผู้ผลิตไทย โดยเฉพาะ SMEs ในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักร และสินค้าอุปโภคบริโภค ต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาหนักขึ้น

สถานการณ์การค้าปัจจุบันสะท้อนแรงกดดันดังกล่าวอยู่แล้ว ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการค้าไทย-จีนอยู่ที่ 1.088 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 29.89% โดยไทยส่งออกไปจีน 2.684 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 9.17% แต่การนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นถึง 38.49% ส่งผลให้ไทยขาดดุลกับจีน 5.513 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 59.31%

เฉพาะการนำเข้าเครื่องจักรไฟฟ้าและชิ้นส่วนจากจีนมีมูลค่า 1.937 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 83% ผลสำรวจภาคธุรกิจไทย-จีนพบว่า ผู้ตอบ 27.4% มองว่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นเพราะกำลังการผลิตส่วนเกินของจีนกดราคาสินค้าลง ขณะที่ 21.5% เชื่อว่าแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ทำให้สินค้าจีนไหลเข้าตลาดเอเชียมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การขาดดุลไม่ได้สะท้อนผลเสียทั้งหมด เพราะสินค้านำเข้าจำนวนหนึ่งเป็นเครื่องจักร วัตถุดิบ และชิ้นส่วนสำหรับการลงทุนหรือผลิตสินค้าเพื่อส่งออก ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่าไทยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้านำเข้าเหล่านี้ได้มากเพียงใด หากโรงงานในไทยนำเข้าชิ้นส่วนเกือบทั้งหมดและมีการใช้วัตถุดิบหรือผู้ผลิตไทยในสัดส่วนต่ำ ผลประโยชน์ที่ตกอยู่ในเศรษฐกิจไทยก็จะจำกัด ขณะที่ตัวเลขขาดดุลยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ดึงลงทุนจีนได้เพิ่ม หรือจีนอาจไม่ต้องย้ายโรงงานออกมา

คลองผิงลู่อาจช่วยให้ไทยดึงดูดการลงทุนจากจีนเพิ่มขึ้น เพราะบริษัทจีนสามารถเชื่อมโรงงานในไทยเข้ากับซัพพลายเออร์ในจีนตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ได้สะดวกกว่าเดิม รวมถึงใช้ไทยเป็นฐานผลิตเพื่อจำหน่ายในอาเซียนหรือส่งออกไปตลาดอื่นภายใต้เงื่อนไขของความตกลงการค้าเสรี

กระแสการลงทุนจีนในไทยมีอยู่แล้ว ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 นักลงทุนจีนยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนต่อ BOI จำนวน 321 โครงการ มูลค่า 4.577 หมื่นล้านบาท สูงเป็นอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์และสหราชอาณาจักร โดยครอบคลุมอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหาร วัสดุขั้นสูง และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล

แต่คลองผิงลู่อาจให้ผลในอีกทิศทางเช่นกัน เมื่อจีนสามารถขนส่งสินค้าจากโรงงานตอนในออกสู่อาเซียนได้ถูกลง บริษัทจีนบางส่วนอาจไม่จำเป็นต้องย้ายสายการผลิตมายังอาเซียนเพื่อประหยัดต้นทุนโลจิสติกส์ โดยอาจเลือกผลิตในจีนและส่งออกผ่านอ่าวเป่ยปู้แทน

การย้ายฐานผลิตจึงน่าจะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมที่ต้องการหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี ปฏิบัติตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้า หรืออยู่ใกล้ผู้บริโภค มากกว่าจะเกิดจากค่าขนส่งเพียงปัจจัยเดียว

จีนยังวางแผนพัฒนา “เขตเศรษฐกิจคลองผิงลู่” ดึงอุตสาหกรรมโลหะนอกกลุ่มเหล็ก แร่สำคัญ เคมีภัณฑ์สีเขียว ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาตั้งฐานใกล้เส้นทางน้ำและท่าเรือ นั่นหมายความว่าคลองไม่ได้มีหน้าที่ขนส่งสินค้าอย่างเดียว แต่เป็นเครื่องมือดึงโรงงานและการลงทุนกลับไปสร้างมูลค่าเพิ่มภายในกว่างซีด้วย

โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนโครงการจีน แต่ต้องทำให้การลงทุนเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในประเทศ ผ่านการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา การจ้างงานทักษะสูง และการเปิดพื้นที่ให้ SMEs ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน

ภาพรวมโครงการทุกสัญชาติที่ BOI อนุมัติในครึ่งแรกของปี 2569 คาดว่าจะใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศกว่า 3.86 แสนล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 42% ของมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมด ตัวเลขนี้จึงเป็นเกณฑ์สำคัญในการประเมินว่า การลงทุนจีนรอบใหม่สร้างฐานการผลิตในไทยจริง หรือเป็นเพียงฐานประกอบที่พึ่งพาการนำเข้าจากจีนเป็นหลัก

อ้างอิง: รัฐบาลจีน, South China Morning Post, Al Jazeera, Carnegie Endowment for International Peace, China Services Info / Xinhua, Beijing Review / Xinhua, กระทรวงการต่างประเทศ, The Nation—การค้าไทย–จีน, The Nation—ข้อมูล BOI, Reuters

แชร์
จีนเปิดใช้คลองผิงลู่เชื่อมจีนตะวันตก-อาเซียน สินค้าจีนเข้าไทยง่ายขึ้น