
ราคาทองคำในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มผันผวน โดยผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ระหว่างวันที่ 15-16 กันยายน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางทองคำรอบใหม่ แม้ตลาดจะรับรู้โอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปมากแล้ว แต่นักลงทุนยังต้องจับตา Dot Plot และถ้อยแถลงของประธานเฟดอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินในระยะต่อไป
GCAP GOLD ประเมินว่า หากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาด แต่ไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ราคาทองคำอาจฟื้นตัวได้ เนื่องจากตลาดได้สะท้อนความเสี่ยงดังกล่าวไว้ในราคาแล้ว
อย่างไรก็ตาม หาก Dot Plot ยังเปิดทางให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง โดยเฉพาะในการประชุมเดือนธันวาคม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์อาจปรับตัวสูงขึ้น กดดันราคาทองคำในระยะสั้น
ทิศทางทองคำยังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง โดย GCAP GOLD ประเมินกรอบราคาในสัปดาห์นี้ไว้ที่ 4,200-4,435 ดอลลาร์ พร้อมแนะนำให้จับตาแนวรับสำคัญที่ 4,280 ดอลลาร์ หากราคายืนและสร้างฐานได้ มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นทดสอบ 4,400 ดอลลาร์ แต่หากหลุดแนวรับดังกล่าว ควรชะลอการเข้าซื้อและรอให้ราคาสร้างฐานใหม่บริเวณ 4,225-4,200 ดอลลาร์
นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ราคาทองคำยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวน โดยจุดสนใจสำคัญไม่ได้อยู่เพียงมติอัตราดอกเบี้ยของเฟด แต่รวมถึงสัญญาณที่เฟดจะส่งต่อแนวทางดำเนินนโยบายการเงินหลังจากนี้ด้วย
หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่ไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ ราคาทองคำมีโอกาสฟื้นตัว เพราะแรงกดดันจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ถูกสะท้อนเข้าไปในราคาแล้วบางส่วน ในกรณีนี้ ตลาดอาจหันกลับมาให้น้ำหนักกับโอกาสที่เฟดจะชะลอการคุมเข้มนโยบายการเงิน
ในทางกลับกัน หาก Dot Plot บ่งชี้ว่ากรรมการเฟดยังเห็นความจำเป็นในการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง โดยเฉพาะในการประชุมเดือนธันวาคม ตลาดอาจกลับมากังวลว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูงต่อไป ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อราคาทองคำในระยะสั้น
ปัจจัยที่ทำให้เฟดยังต้องระมัดระวังคือแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ โดยดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 0.4% จากเดือนก่อน ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน หรือ Core CPI เพิ่มขึ้น 0.3%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคายังอยู่ในระดับที่เฟดไม่อาจผ่อนคลายความระมัดระวังได้ และเพิ่มความกังวลว่าเฟดอาจจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไปอีกระยะ
ภาวะดังกล่าวอาจทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์ทรงตัวในระดับสูง พร้อมจำกัดการฟื้นตัวของราคาทองคำ แม้ตลาดจะรับรู้โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ไปมากแล้วก็ตาม
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม หลังเกิดเหตุโดรนโจมตีท่อส่งน้ำมัน East–West ในซาอุดีอาระเบียจนต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว รวมถึงมีรายงานเรือถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก
เหตุการณ์ดังกล่าวเพิ่มความกังวลต่ออุปทานน้ำมัน และอาจทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไป หากต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูง แรงกดดันด้านเงินเฟ้ออาจลดลงได้ยาก และทำให้ตลาดกังวลว่าเฟดจะต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดนานกว่าที่คาด
ความเสี่ยงจากราคาพลังงานจึงอาจส่งผ่านไปยังตลาดทองคำผ่านทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์ แม้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นปัจจัยที่ตลาดจับตา แต่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อและแนวโน้มดอกเบี้ยยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางทองคำในระยะสั้น
ฝ่ายวิเคราะห์ GCAP GOLD ประเมินกรอบราคาทองคำในสัปดาห์นี้ไว้ที่ 4,200-4,435 ดอลลาร์ โดยแนวรับสำคัญอยู่ที่ 4,280 ดอลลาร์ หรือราคาทองคำไทยประมาณ 67,000 บาท
หากราคาสามารถยืนและสร้างฐานเหนือระดับดังกล่าวได้ มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นทดสอบเป้าหมายบริเวณ 4,400 ดอลลาร์ หรือราคาทองคำไทยประมาณ 68,500 บาท กลยุทธ์จึงยังเน้นการรอซื้อเมื่อราคาเริ่มสร้างฐาน และหลีกเลี่ยงการไล่ราคาในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง
อย่างไรก็ตาม หากราคาทองคำหลุดแนวรับ 4,280 ดอลลาร์ลงไปอย่างชัดเจนในช่วงประกาศผลการประชุมเฟด นักลงทุนยังไม่ควรรีบเข้าซื้อ แต่ควรรอประเมินการสร้างฐานใหม่บริเวณ 4,225–4,200 ดอลลาร์ หรือราคาทองคำไทยประมาณ 65,900 บาท เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นหลังตลาดรับรู้ทิศทางดอกเบี้ยรอบใหม่