
คำถามโต ๆ ที่กำลังดังกระหึ่มในแวดวงการเมืองอเมริกันเวลานี้ คงหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า "มันคุ้มค่าแล้วหรือ?" กับการตัดสินใจเปิดฉากสงครามกับอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ภายใต้ความตั้งใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการสกัดกั้นไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แต่กลับกลายเป็นว่าสงครามที่เคยถูกคาดการณ์ว่าจะกินเวลาเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์ กลับยืดเยื้อและกลายเป็นหลุมดำทางการเงินที่ดูดงบประมาณแผ่นดินไปอย่างมหาศาล
ล่าสุด สำนักงานงบประมาณแห่งรัฐสภาสหรัฐฯ (CBO) ได้ออกมาเปิดเผย รายงานตัวเลขความเสียหายอย่างเป็นทางการ ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้แก่สาธารณชนไม่น้อย โดยระบุว่านับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ จวบจนถึงวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา สงครามครั้งนี้ได้ผลาญงบประมาณของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ไปแล้วสูงถึงประมาณ 38,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่สูงถึงวันละ 246 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เลยทีเดียว ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงภาระทางการเงินที่หนักหน่วง ซึ่งรัฐบาลต้องแบกรับในทุกๆ วันที่เสียงปืนในสมรภูมิยังคงดังขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น งบประมาณก้อนโตกว่าครึ่งหนึ่งหรือราว 21,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถูกใช้ไปกับการจัดซื้ออาวุธและยุทโธปกรณ์เพื่อมาทดแทนของเก่าที่ถูกผลาญไปในสงคราม จนทำให้คลังยุทโธปกรณ์ทางยุทธศาสตร์ของประเทศร่อยหรอลงอย่างน่าใจหาย โดยเฉพาะขีปนาวุธสกัดกั้นป้องกันภัยทางอากาศที่ถูกใช้ไปแล้วถึง 2 ใน 3 จน CBO ต้องออกมาเตือนว่า ต่อให้โรงงานผลิตอาวุธจะเร่งกำลังการผลิตเต็มสูบ สหรัฐฯ ก็ยังต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 5 ปีเต็ม จึงจะสามารถเติมเต็มคลังอาวุธให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้
ผลกระทบจากสงครามครั้งนี้ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่ความเสียหายในสนามรบหรือตัวเลขงบประมาณของเพนตากอนเท่านั้น แต่มันได้แผ่ขยายกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่ซัดเข้าสู่กระเป๋าเงินของชาวอเมริกันโดยตรง หลังจากที่อิหร่านเลือกตอบโต้ด้วยการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ส่งผลให้ระบบซัพพลายเชนพลังงานระดับโลกเกิดความปั่นป่วนอย่างรุนแรงและดันราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทันที
รายงานของ CBO ระบุชัดเจนว่า แรงกระแทกจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นนี้จะกลายเป็นตัวเร่งเงินเฟ้อครั้งใหญ่ โดยคาดว่าภายในไตรมาสแรกของปี 2027 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ จะพุ่งสูงขึ้นกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เดิมถึง 0.5 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) ที่ไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน ซึ่งคาดว่าจะขยับสูงขึ้นอีก 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์เช่นกัน
ความเดือดร้อนนี้สะท้อนออกมาให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมผ่านราคาน้ำมันในประเทศ โดยราคาน้ำมันดิบในตลาดสหรัฐฯ เคยพุ่งทะยานทะลุ 106 ดอลลาร์สหรัฐฯ และน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 109 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยทั่วประเทศก็ขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างภาระค่าครองชีพทั้งค่าน้ำมัน ค่าขนส่ง และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่แพงระยับทั่วหน้า จนกลายเป็นหมัดฮุกซ้ำเติมประชาชนท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง
เมื่อตัวเลขความเสียหายพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องราว 2,000 ถึง 3,000 ล้านดอลลาร์ในทุกๆ เดือนที่สงครามยังคงยืดเยื้อ ตัวเลขเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของงบประมาณทางทหารอีกต่อไป แต่ได้กลายมาเป็น "กระสุนทางการเมือง" ชิ้นสำคัญที่พรรคเดโมแครตหยิบยกขึ้นมาโจมตีรัฐบาลอย่างหนักหน่วง โดยพยายามกดดันและตั้งคำถามต่อสังคมอย่างตรงไปตรงมาว่า ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่าจริงหรือไม่ กับการต้องแลกมาด้วยคลังอาวุธที่ร่อยหรอและภาระหนี้สินทางงบประมาณที่รัฐบาลต้องแบกรับในระยะยาว
ในขณะที่ฝ่ายบริหารภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามชูเหตุผลความจำเป็นในการทำสงครามว่า เพื่อสกัดกั้นไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อันเป็นภัยคุกคามความมั่นคงระดับโลก ทว่าเสียงสะท้อนจากประชาชนและรายงานของหน่วยงานตรวจสอบกลับชี้ให้เห็นถึงราคาที่ต้องจ่าย ทั้งความเสียหายของฐานทัพในตะวันออกกลาง เครื่องบินรบและยุทโธปกรณ์มูลค่ามหาศาลที่ถูกทำลาย รวมถึงต้นทุนชีวิตและปากท้องที่ชาวอเมริกันต้องเผชิญหน้าอยู่ทุกวัน
ภาพตัดขัดแย้งระหว่างเป้าหมายทางยุทธศาสตร์กับความจริงอันเจ็บปวดทางเศรษฐกิจนี้ กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่และบททดสอบสำคัญที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของรัฐบาลอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อศึกเลือกตั้งสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พฤศจิกายนกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกที สงครามกับอิหร่านจึงไม่ใช่แค่เรื่องราวในสนามรบอีกต่อไป แต่กลายเป็นเดิมพันครั้งสำคัญที่จะชี้วัดอนาคตทางการเมืองของผู้นำสหรัฐฯ ในโค้งสุดท้ายนี้ด้วย