
วันที่ 16 กันยายน 2569 นายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ “เบนซ์ เรซซิ่ง” พร้อมด้วย น.ส.พราวรวี ว่องไวทวีวงศ์ ทนายความฝั่งคุณแม่ ได้เดินทางไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ให้เร่งตรวจสอบกรณีปรากฏคลิปวิดีโอเด็กชายถูกปิดตาขับขี่รถจักรยานยนต์บนทางสาธารณะ ซึ่งเสี่ยงอันตรายร้ายแรง ละเมิดสิทธิเด็ก และผิดกฎหมายจราจรหลายข้อหา พร้อมเปิดเผยว่าได้รับการติดต่อจากคุณแม่ของเด็กเพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องสิทธิการเลี้ยงดู
“เบนซ์ เรซซิ่ง” เปิดเผยถึงสาเหตุที่ออกมายื่นหนังสือว่า แม้เรื่องนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับตนโดยตรง แต่หากปล่อยผ่านไปจะเท่ากับการสนับสนุนให้เกิดการทำคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมและสุ่มเสี่ยงรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เดิมทีเด็กทั้ง 2 คน คนโตอายุประมาณ 13 ปี และคนเล็กอายุประมาณ 8 ปี ทำเพียงการปิดตาทายสีหรือทายตัวเลข แต่ล่าสุดกลับนำเด็กมาปิดตาขับขี่รถจักรยานยนต์จริงบนท้องถนน ซึ่งถือเป็นเรื่องอันตรายร้ายแรงต่อตัวเด็กและผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่น อีกทั้งยังผิดกฎหมายจราจรชัดเจน ทั้งการไม่สวมหมวกนิรภัย, การซ้อนสาม, ขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาต และเข้าข่ายขับขี่โดยประมาทหวาดเสียว
“เบนซ์ เรซซิ่ง” เผยว่าในฐานะนักแข่งและคนชอบรถ มองว่าขนาดคนปกติใส่หมวกกันน็อคก็ยังเกิดอุบัติเหตุถึงชีวิตได้ การนำเด็กมาปิดตาขี่รถจึงเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ และไม่ควรรอให้เกิดความสูญเสียก่อนค่อยแก้ไข
จากการได้รับการประสานงานจากคุณแม่ของเด็กผ่านทางทนายความ ทำให้ทราบข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้พ่อและแม่ได้ทำสัญญาไกล่เกลี่ยเรื่องการเลี้ยงดูบุตรในชั้นศาลเรียบร้อยแล้ว โดยตกลงแบ่งกันดูแลในช่วงเปิด-ปิดเทอม พร้อมข้อตกลงสำคัญว่าจะไม่นำบุตรไปทำกิจกรรมเกี่ยวกับความเชื่อทางไสยศาสตร์ พิธีกรรมต่อสาธารณชน หรือกิจกรรมที่เสี่ยงอันตราย
แต่ฝ่ายพ่อกลับละเมิดข้อตกลงดังกล่าว เมื่อคุณแม่ติดต่อนำลูกมาดูแลกลับถูกกีดกัน ทั้งยังพบพฤติกรรมปลูกฝังความเชื่อผิด ๆ ไม่ส่งเสียให้เด็กเข้าโรงเรียนตามวัย และนำเด็กมาทำคอนเทนต์เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการเงิน หลังจากนี้ ตนและทนายความเตรียมนำหลักฐานยื่นต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อขอเพิกถอนสิทธิการเลี้ยงดูของคุณพ่อ และนำเด็กกลับมาอยู่ในความดูแลของคุณแม่อย่างถูกต้องต่อไป
ทางด้าน ชนก จันทาทอง ผู้ช่วยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ให้ความสำคัญและสั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบทันทีตั้งแต่ได้รับแจ้งวันแรก ซึ่งพบตัวคุณพ่อและเด็กทั้งสองคนแล้ว คุณพ่อให้การต้อนรับปกติและมองว่าสิ่งที่ทำเป็นเรื่องปกติภายในครอบครัวที่เด็กยินยอม อย่างไรก็ตาม พม. ได้นัดหมายนำทีมสหวิชาชีพเข้าเจรจาอย่างเป็นทางการเพื่อยึดประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลัก
ส่วนเรื่องที่พบการฝ่าฝืนข้อตกลงชั้นศาลมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ทางเจ้าหน้าที่จะเปิดโอกาสให้เข้าสู่กระบวนการเจรจาก่อน แต่หากการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (พม., กระทรวงสาธารณสุข และตำรวจ) ไม่เป็นผล หรือพบว่าคุณพ่อยินยอมฝ่าฝืนข้อตกลงจนเกิดความเสี่ยง พม. พร้อมใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก แยกเด็กทั้งสองคนออกมาคุ้มครองทันที โดยหากคุณแม่มีความพร้อมตามมาตรฐานก็จะส่งมอบเด็กให้ดูแล แต่หากยังไม่พร้อม พม. ก็มีสถานคุ้มครองรองรับ เพื่อให้เด็กได้รับการศึกษาและใช้ชีวิตตามวัยอย่างปลอดภัย
Advertisement