
จากกรณีคดีสะเทือนขวัญสังหารโหด 2 พี่น้องรัสเซีย ที่สร้างความตระหนกตกใจให้กับคนในสังคม ซึ่งผู้ต้องหาเพิ่งได้รับการปล่อยตัวพ้นโทษมาได้เพียง 2 เดือน ก่อนจะกลับมากระทำความผิดซ้ำซาก จนกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้สังคมกลับมาตั้งคำถามถึง “โทษประหารชีวิต” อีกครั้ง ล่าสุด ทีมข่าว APOP Today ได้ต่อสายตรงสัมภาษณ์ “เบนซ์ เรซซิ่ง” เพื่อสอบถามถึงทัศนะและมุมมองจากประสบการณ์ตรงในฐานะคนที่เคยผ่านชีวิตในเรือนจำ
“เบนซ์ เรซซิ่ง” สะท้อนภาพรวมของระบบราชทัณฑ์ว่า จากจำนวนผู้ต้องขังทั่วประเทศที่มีอยู่ราว 3-4 แสนคน ผู้ที่พ้นโทษออกไปแล้วกลับมากระทำความผิดซ้ำในลักษณะร้ายแรงเช่นนี้ถือเป็นเพียง “ส่วนน้อย” เท่านั้น เนื่องจากในเรือนจำมีกระบวนการปรับเปลี่ยนพฤตินิสัย และมีผู้ต้องขังจำนวนมากที่เมื่อได้รับโอกาสแล้วสามารถออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นได้จริง
สำหรับสาเหตุที่ผู้ต้องขังบางรายไม่สามารถกลับตัวได้ 100% นั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งพื้นฐานการเลี้ยงดู สภาพการเติบโต รวมถึงการต้องกลับไปอยู่ในสังคมและสภาพแวดล้อมเดิม ๆ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้จนนำไปสู่การกระทำผิดซ้ำ
“เบนซ์” ได้อธิบายถึงมาตรการการจัดระเบียบชั้นนักโทษว่า โดยปกติเรือนจำจะแบ่งนักโทษออกเป็น 5 ชั้น (ชั้นเยี่ยม, ชั้นดีมาก, ชั้นดี, ชั้นกลาง, ชั้นเลว และชั้นเลวมาก) โดยผู้ต้องขังเข้าใหม่จะเริ่มต้นที่ “ชั้นกลาง”
แต่สำหรับกรณีที่เป็นการกระทำผิดซ้ำซ้อนและมีอัตราโทษสูง จะถูกปรับลดชั้นให้ไปอยู่ใน “ชั้นเลวมาก” ทันที ซึ่งจะทำให้สูญเสียสิทธิ์ประโยชน์ต่าง ๆ เช่น ไม่ได้รับสิทธิ์ขอพระราชทานอภัยโทษในช่วงแรก หมดสิทธิ์ได้รับการลดวันต้องโทษ และต้องถูกคุมขังยาวนานกว่าปกติ ทั้งนี้ แม้ศาลฎีกาจะมีการลดโทษจากประหารชีวิตเหลือจำคุกตลอดชีวิต แต่นักโทษกลุ่มนี้จะต้องถูกคุมขังจริงอย่างน้อยที่สุดประมาณ 15 ถึง 20 ปีขึ้นไปแน่นอน
นอกจากนี้ แม้กรมราชทัณฑ์จะมี ศูนย์ JSOC ทำหน้าที่ติดตามผู้ต้องขังพฤติกรรมเสี่ยงสูงหลังพ้นโทษได้อีกราว 3 ปี แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม “หมายศาล” เป็นหลัก ไม่สามารถกักขังหรือปล่อยตัวใครได้เองโดยไม่มีหมายศาลรองรับ
เมื่อถามถึงประเด็นโทษประหารชีวิต “เบนซ์” เผยว่า จากประสบการณ์ที่เคยสัมผัส คนส่วนใหญ่ในเรือนจำรวมถึงตนเอง เห็นด้วยกับการนำโทษประหารชีวิตมาบังคับใช้จริง โดยเฉพาะคดีฆ่าข่มขืนและคดีอุกฉกรรจ์ เพราะเชื่อว่าจะช่วยลดการทำผิดซ้ำและปราบปรามอาชญากรรมร้ายแรงได้จริง พร้อมยกตัวอย่างประเทศจีนที่มีบทลงโทษรุนแรงและประหารจริง จนทำให้กลุ่มอาชญากรข้ามชาติไม่กล้าเข้าไปตั้งฐานกระทำความผิด
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีการประหารชีวิตจริงครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2561 (คดีฆ่าปาดคอชิงไอโฟน) ซึ่งตามหลักเกณฑ์สากล หากประเทศใดไม่มีการประหารชีวิตติดต่อกันครบ 10 ปี จะถือเป็นการยกเลิกโทษประหารชีวิตโดยปริยายในทางปฏิบัติ ดังนั้น ปี พ.ศ. 2571 จะเป็นหมุดหมายครบ 10 ปีที่สำคัญ ซึ่งสังคมต้องจับตาดูทิศทางของกฎหมายไทยอย่างใกล้ชิด
“เบนซ์” ยืนยันในฐานะคนที่เคยได้รับโอกาสว่า คนที่พ้นโทษแล้วกลับตัวเป็นคนดีได้นั้นมีอยู่จริง แต่สำหรับกรณีของ “ป๋อง-ธง” ถือเป็นส่วนน้อยที่ไม่สามารถกลับใจได้ ซึ่งหากต้องกลับเข้าเรือนจำในรอบนี้ ไม่ว่าจะได้รับโทษประหารชีวิตหรือจำคุก ก็ต้องใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 20 ปีถึงจะมีโอกาสได้กลับออกมาสู่สังคม พร้อมชวนให้ประชาชนร่วมกันติดตามผลการดำเนินคดีนี้ต่อไป
ติดตาม “ข่าวร้อน บันเทิงแซ่บ” ได้ในรายการ APOP Today ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 13.30 - 14.00 น.
Advertisement