
คอนเสิร์ตควรเป็นพื้นที่สำหรับดนตรี เสียงเพลง และความสุข แต่เมื่อศิลปินมีการออกมาพูดถึงประเด็นสังคมต่าง ๆ เวทีนั้นมักจะกลายเป็นสนามรบทางการเมืองในทันที
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับทัวร์ “Loop Tour” ของ Ed Sheeran หลัง Macklemore แรปเปอร์ชื่อดังถูกถอนชื่อออกจากไลน์อัปของทัวร์นี้จากการแสดงจุดยืนสนับสนุนปาเลสไตน์ และโชว์ภาพความเสียหายในกาซาระหว่างการเป็นศิลปินเปิดให้กับ Ed Sheeran บนเวทีที่ “MetLife Stadium” รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกาถึง 2 ครั้ง
การแสดงออกนี้ของ Macklemore ทำให้เกิดกระแสวิพากษวิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะกับชาวยิว ซึ่งพวกเขามองว่า Macklemore ประกาศตนเป็นปรปักษ์กับชาวยิว ทำให้สถานที่ต่าง ๆ ที่เห็นว่าจะมีศิลปินชื่อ ‘Macklemore’ ขึ้นแสดงบนเวที ต่างถอดถอน Macklemore ออกจากการแสดงที่เหลือทั้งหมดของทัวร์
เรื่องนี้เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา หลัง Macklemore ขึ้นแสดงในคอนเสิร์ตของ Ed Sheeran ที่ “MetLife Stadium” รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งบนเวทีเขาได้กล่าวกับคนดูว่า “เหตุผลหลักที่ผมมาคอนเสิร์ตนี้ก็เพื่อที่จะขึ้นมาพูด 2 คำนี้อย่างจริงใจ นั่นคือ Free Palestine”
หลังจากเขาพูดเสร็จ เขาก็ได้ร้องเพลง ‘Hind's Hall’ ซึ่งเป็นเพลงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความกล้าหาญของนักศึกษามหาวิทยาลัยโคลัมเบียที่เป็นผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อประณามการกระทำอิสราเอลในฉนวนกาซา และระหว่างร้องเพลงนี้ วิดีโอความเสียหายก็ได้ถูกเปิดขึ้นบนหน้าจอใหญ่ในคอนเสิร์ต
เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับการตอบรับทั้งเสียงเชียร์จากผู้ชมบางส่วน แต่ก็นำมาซึ่งกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มชาวยิวในสหรัฐฯ องค์กร StopAntisemitism และสภาชาวอิสราเอล-อเมริกันที่เข้ายื่นร้องเรียนให้ถอดเขาออกจากทัวร์
ในวันต่อมา Macklemore ได้กลับขึ้นแสดงอีกรอบบนคอนเสิร์ต พร้อมชี้แจงอย่างชัดเจนว่า “ถึงพี่น้องชาวยิวที่รัก การที่เราวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของอิสราเอลในกาซา ไม่ได้เป็นการโจมตีชาวยิวแต่อย่างใด ผมเพียงต้องการให้ผู้คนตั้งแต่กาซาไปจนถึงเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครองได้รับรู้ว่า พวกเขายังไม่ถูกลืม”
หลังเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น Macklemore ได้ออกมาชี้แจงว่า เขาถูกปลดออกจากทัวร์จากการผลักดันของโรเบิร์ต คราฟต์ มหาเศรษฐีเจ้าของสนาม Gillette Stadium ในรัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งโรเบิร์ตชี้แจงว่าสนามของเขาจะไม่เปิดพื้นที่ให้กับ "คำพูดที่มีแต่ความเกลียดชัง" และจากฝ่ายผู้จัดทัวร์อย่าง Messina Touring Group ที่แจ้งว่าทางสถานที่จัดงานต่าง ๆ ไม่อนุญาตให้ Macklemore ขึ้นแสดง ทำให้ต้องยกเลิกทัวร์ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม Macklemore ได้เปิดเผยผ่านแถลงการณ์ว่า แม้เขาจะต้องสูญเสียเงิน สปอนเซอร์ ข้อตกลงแบรนด์ และความสัมพันธ์จากการออกมาพูดจุดยืนตัวเอง แต่เขายังคงยืนยันว่า
พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า หากคำพูดของเขาสามารถดึงสายตา และบทสนทนากลับมาสู่เรื่องปาเลสไตน์ได้ นี่ก็นับว่าเป็นทัวร์คอนเสิร์ตที่ประสบความสำเร็จที่สุดในชีวิตของเขาแล้ว
ทางฝั่ง Ed Sheeran เองก็ได้ออกมาชี้แจงว่า เขาใช้เวลาทั้งอาทิตย์ในการพยายามคุยกับทางสถานที่จัดคอนเสิร์ต และหาตรงกลางของเรื่องนี้ แต่ Messina Touring Group ที่เป็นผู้จัดงานคอนเสิร์ตของ Ed Sheeran ยืนยันว่าจะถอน Macklemore ออกจากไลน์อัปทั้งหมด
เขากล่าวเพิ่มเติมว่า “ผมตกใจกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างอิสราเอล และปาเลสไตน์ ซึ่งความทรมาน และความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นทั้งหลายคือโศกนาฏกรรมของมนุษย์”
เขาย้ำอีกว่า “ผมไม่ได้สมรู้ร่วมคิดเรื่องนี้ ผมมีความคิดเห็นส่วนตัวของผมกับเรื่องนี้ แค่เพราะผมไม่ได้พูดออกมาในที่สาธารณะก็ไม่ได้แปลว่าผมไม่สนใจเรื่องนี้ ผมสนับสนุนในแบบของผม”
Ed Sheeran ชี้แจงว่าเหตุผลที่เขาไม่ได้ใช้ช่องทางออนไลน์ของเขาออกมาพูดเรื่องการเมือง เพราะว่าคนที่ติดตามเขามีหลายวัย ส่วนคนที่มาคอนเสิร์ตของเขาก็ไม่ได้คาดหวังมาฟังเรื่องการเมือง แต่อย่างไรก็ตาม ผมเคารพความกล้าของ Macklemore ที่แสดงจุดยืนตัวเองอย่างชัดเจน และยืนหยัดในสื่งที่เขาเชื่อ เขากล่าวทิ้งท้ายว่า
อิสราเอลปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาที่ว่าด้วยการล้างฆ่าเผ่าพันธุ์ ซึ่งอิสราเอลชี้ว่าเป็นการป้องกันตัวเองในกาซา และเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครองก็เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 กองทัพอิสราเอลได้เปิดฉากปฏิบัติการในฉนวนกาซาเพื่อตอบโต้การโจมตีทางตอนใต้ของอิสราเอลที่นำโดยกลุ่มฮามาส ซึ่งเป็นการโจมตีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,200 คน และถูกจับเป็นตัวประกัน 251 คน
ระหว่างปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซา มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 73,780 คน ตามรายงานของกระทรวงสาธารณสุขที่บริหารโดยกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา ซึ่งตัวเลขดังกล่าวได้รับการยอมรับจากองค์การสหประชาชาติ
คำชี้แจงของ Ed Sheeran ไม่สามารถหยุดยั้งการประท้วงจากศิลปินร่วมทัวร์ได้ โดยศิลปินทั้งหมดได้ประกาศถอนตัวตาม Macklemore ไม่ว่าจะเป็น
Finneas (พี่ชาย และโปรดิวเซอร์ของ Billie Eilish) ที่กล่าวว่า
"ศิลปินไม่ควรถูกทำให้เงียบเสียงเมื่อพวกเขาออกมาพูดเพื่อผู้ที่ถูกกดขี่"
Lukas Graham วงดนตรีเดนมาร์กที่กล่าวว่า
"พวกเราควรจะสามารถพูดถึงสงคราม การสูญเสียชีวิตของพลเรือน และเด็ก ๆ ได้" และยอดเงินในบัญชีธนาคารไม่ควรเป็นตัวตัดสินว่าใครมีสิทธิ์พูด"
Beoga วงโฟล์กไอริชกล่าวว่า
"การได้เล่นต่อหน้าผู้ชมจำนวนมากคือความฝัน แต่การเล่นในสถานที่ที่ปิดปากผู้เรียกร้องเพื่อปาเลสไตน์ ไม่ใช่ทางเลือกสำหรับพวกเรา"
Aaron Rowe นักร้องนักแต่งเพลงชาวไอริชเองก็ได้ประกาศถอนตัวเช่นกัน โดยกล่าวว่า
“แม้ Ed Sheeran จะเป็นเพื่อนที่ดี และเปลี่ยนชีวิตเขา แต่นี่ไม่ใช่คำตัดสินใจที่ทำได้ง่าย”
จริง ๆ มันไม่มีคำตอบที่ง่าย และถูกต้อง ศิลปินมีอิสระในการแสดงออก แต่สถานที่จัดงาน และผู้จัดงานเองก็เป็นคนควบคุมภาพลักษณ์ และสามารถกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ภายในงานได้
แต่การตัดสินใจเหล่านั้นไม่ว่าจากใครก็ตาม สามารถสร้างความเสียหายที่ใหญ่โตได้เหมือนกับกรณีของ Ed Sheeran ที่ทำให้ศิลปินมากกว่า 1 คนต่างร่วมถอนตัวออกจากคอนเสิร์ต แม้ Ed Sheeran จะย้ำชัดว่าเขาไม่ได้มีส่วนร่วมการตัดสินใจในครั้งนี้ และเขาเองก็เคารพการกระทำของ Macklemore ที่แสดงจุดยืนของตัวเอง
เหตุการณ์ครั้งนี้ทิ้งคำถามทางการเมืองไว้อย่างน่าสนใจว่า ถ้าศิลปินออกมาแสดงจุดยืนทางการเมือง พวกเขาเหล่านั้นสมควรได้รับการถอดถอน หรือถูกแบนของจากวงการด้วยเหตุผลการแสดงออกถึงจุดยืนตัวเองจริง ๆ เหรอ?
แล้วถ้าบทสรุปว่าศิลปินมีอิสระในการแสดงออกจริง ๆ คนที่ควรมีสิทธิ์ตัดสินใจว่าใครควรอยู่บนเวทีที่เขาจะไปดู หรือจะไปเล่นร่วมด้วยก็ควรเป็นคนดู และศิลปินคนอื่น ๆ หรือไม่?
อย่างไรก็ตาม กรณีของ Ed Sheeran สะท้อนถึงเส้นแบ่งระหว่างศิลปะ การเคลื่อนไหวทางสังคม และอำนาจนั้นยากที่จะแยกออกจากกัน แต่สุดท้ายแล้วศิลปินก็คือมนุษย์คนหนึ่งที่มีสิทธิ์ มีเสียง และพื้นที่เท่ากับทุกคน