
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงยืนกรานว่าเขา ไม่เสียใจกับการตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่าน แม้สงครามครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน โดยทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ Fox News และยืนยันว่า หากย้อนกลับไปตัดสินใจใหม่ได้ เขาก็จะเลือกทำแบบเดิมทุกอย่าง
ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่สงครามอิหร่าน เริ่มสร้างแรงกดดันทางการเมืองให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ มากขึ้น ทั้งจากราคาน้ำมันและก๊าซที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญสำหรับพรรครีพับลิกันก่อนการเลือกตั้ง ขณะที่ทรัมป์ยังยืนยันว่า เป้าหมายสำคัญของสงครามคือการทำให้อิหร่านไม่สามารถมีอาวุธนิวเคลียร์ได้
แต่แรงกดดันไม่ได้หยุดอยู่ที่อิหร่าน เมื่ออีกด้านหนึ่ง รัฐบาลทรัมป์กำลังถูกจับตาจากท่าทีที่มีต่ออิสราเอล หลังอังกฤษ ฝรั่งเศส แคนาดา และประเทศอื่น ๆ เตรียมใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อกิจกรรมการตั้งถิ่นฐานของอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ ขณะที่ทรัมป์และมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กลับไม่ได้ออกมาประณามมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวอย่างที่หลายฝ่ายคาด
สำหรับรัฐบาลที่ประกาศตัวว่าเป็นหนึ่งในรัฐบาลที่สนับสนุนอิสราเอลมากที่สุด ความเงียบครั้งนี้จึงกลายเป็นสัญญาณที่น่าสนใจว่า ท่าทีของทรัมป์ต่ออิสราเอลกำลังเปลี่ยนไปหรือไม่ และในเวลาที่สงครามอิหร่านกำลังสร้างต้นทุนทางการเมืองให้เขา ความสัมพันธ์กับพันธมิตรสำคัญอย่างอิสราเอลก็กำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนไปพร้อมกัน
ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับลอรา อินกราแฮม ผู้ดำเนินรายการของ Fox News โดยถูกถามตรง ๆ ว่า เขาเสียใจกับการตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่านหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อสงครามอาจส่งผลต่อการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนหรือไม่
คำตอบของทรัมป์ชัดเจนว่า เขาไม่เสียใจ
“ผมไม่เชื่อในคำว่า ‘เสียใจ’ คุณสามารถตั้งคำถามกับตัวเองได้เสมอเล็กน้อย” ทรัมป์กล่าว พร้อมยืนยันว่า หากย้อนกลับไปได้และต้องตัดสินใจอีกครั้ง เขาก็จะทำแบบเดิมทุกอย่าง
“ถ้าผมต้องทำอีกครั้ง ผมจะทำ เหมือนที่ผมทำไป” ทรัมป์กล่าว
ทรัมป์ยังปฏิเสธข้อเสนอที่ว่า ผู้สนับสนุนบางส่วนของเขาอาจรู้สึกหมดกำลังใจหรือไม่พอใจกับสงคราม โดยเขายืนยันว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น พร้อมชี้ว่า สิ่งที่ผู้สนับสนุนของเขาภูมิใจคือการที่เขาไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์
“ผมไม่คิดว่าพวกเขาหมดกำลังใจ ผมคิดว่าพวกเขาภูมิใจมากที่ผมไม่ปล่อยให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์” ทรัมป์กล่าว
ทรัมป์ยังย้ำคำประกาศว่า สงครามจะยุติลงทันทีหลังการเลือกตั้งกลางเทอม โดยกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “มันจะจบลงทันทีหลังการเลือกตั้ง” ซึ่งสอดคล้องกับคำพูดของเขาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ที่กล่าวหาอิหร่านว่ากำลังพยายามมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งซึ่งจะเป็นตัวชี้ว่า พรรครีพับลิกันจะยังสามารถรักษาเสียงข้างมากในสภาคองเกรสไว้ได้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม แม้ทรัมป์จะยืนยันว่าไม่เสียใจกับการเปิดศึก แต่สงครามกำลังสร้างโจทย์ทางการเมืองที่ปฏิเสธได้ยาก โดยเฉพาะเรื่อง ราคาน้ำมันและก๊าซที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่พรรครีพับลิกันต้องเผชิญก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม
สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีอิสราเอล รวมถึงประเทศในอ่าวเปอร์เซียที่เป็นที่ตั้งฐานทัพสหรัฐฯ การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน รวมถึงการโจมตีของอิสราเอลในเลบานอน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคนและประชาชนหลายล้านคนต้องพลัดถิ่น
ทรัมป์ระบุว่า การทำให้ขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านอ่อนแอลงเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของสงคราม ขณะที่อิหร่านไม่ได้มีอาวุธนิวเคลียร์ และยืนยันมาโดยตลอดว่าโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของตนมีวัตถุประสงค์เพื่อสันติ ส่วนสหรัฐฯ เองเป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์
ดังนั้น แม้ทรัมป์จะประกาศอย่างมั่นใจว่าเขาจะตัดสินใจแบบเดิมอีกครั้ง แต่สงครามที่เขาบอกว่าไม่เสียใจ กำลังกลายเป็นโจทย์ทางการเมืองที่อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อการเลือกตั้งกลางเทอมกำลังใกล้เข้ามา
ขณะที่ทรัมป์ยืนยันหนักแน่นถึงการตัดสินใจเปิดสงครามกับอิหร่าน อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลของเขากลับแสดงท่าทีที่แตกต่างออกไปเมื่อเผชิญกับประเด็นเกี่ยวกับอิสราเอล
อังกฤษ ฝรั่งเศส แคนาดา และประเทศอื่น ๆ เตรียมใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อการตั้งถิ่นฐานของอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง แต่ประธานาธิบดีทรัมป์และรัฐมนตรีต่างประเทศมาร์โก รูบิโอไม่ได้ออกมาประณามการตัดสินใจดังกล่าว
ความเงียบนี้ถือว่าน่าสนใจอย่างมาก เพราะรัฐบาลทรัมป์ประกาศตัวว่าเป็นหนึ่งในรัฐบาลที่สนับสนุนอิสราเอลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และก่อนหน้านี้รัฐบาลยังมีนโยบายที่เป็นมิตรต่ออิสราเอลอย่างชัดเจน รวมถึงการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่รัฐบาลโจ ไบเดนเคยใช้กับผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลที่ก่อเหตุรุนแรงในเวสต์แบงก์
เมื่อถูกถามถึงมาตรการคว่ำบาตรของชาติพันธมิตร ทรัมป์กลับตอบอย่างระมัดระวังผิดจากที่หลายฝ่ายคาด โดยบอกเพียงว่าเขาจะ “พูดคุยกับอิสราเอล”
ก่อนหน้านี้ อังกฤษได้แจ้งให้รัฐบาลสหรัฐฯ ทราบล่วงหน้าก่อนประกาศมาตรการดังกล่าวในวันอังคารที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา รวมถึงมีการพูดคุยระหว่างทรัมป์กับนายกรัฐมนตรีแอนดี เบิร์นแฮม ขณะที่แหล่งข่าวบางรายมองว่า ปฏิกิริยาของทรัมป์และรูบิโออาจสะท้อนถึงความไม่สบายใจต่อแนวนโยบายของอิสราเอลในเวสต์แบงก์
แม้ทรัมป์เคยกล่าวว่าจะไม่ยอมให้อิสราเอลผนวกดินแดนเวสต์แบงก์ แต่ในทางปฏิบัติ อิสราเอลยังคงเดินหน้าตอกย้ำการควบคุมพื้นที่ ขยายการตั้งถิ่นฐาน และยึดครองดินแดนเพิ่มเติม
รัฐบาลทรัมป์มีแนวโน้มอย่างมากว่าจะไม่ใช้มาตรการคว่ำบาตรต่ออิสราเอลเอง แต่การที่ทำเนียบขาวไม่ได้ออกมาประณามมาตรการของชาติพันธมิตรในทันที กลับทำให้นักการทูตและพันธมิตรของสหรัฐฯ จับตาว่า ทรัมป์อาจกำลังพิจารณาดำเนินการบางอย่างหรือไม่
แม้จะเป็นเพียงมาตรการเล็กน้อยต่อการตั้งถิ่นฐาน แต่หากสหรัฐฯ เลือกสนับสนุนมาตรการดังกล่าว หรือยังคงไม่ออกมาประณามต่อไป ก็อาจถือเป็นรอยร้าวครั้งสำคัญระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอล ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่อิสราเอลกำลังเผชิญกับการโดดเดี่ยวจากนานาชาติมากขึ้น
ท่าทีดังกล่าวยังอาจสะท้อนถึงความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้นของทรัมป์ต่อเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ซึ่งกำลังเผชิญการเลือกตั้งในเดือนหน้า
รูบิโอเองก็ปฏิเสธที่จะออกมาประณามมาตรการของชาติพันธมิตรโดยตรง แต่กล่าวว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการเห็นสิ่งใดที่ทำให้สถานการณ์ในเวสต์แบงก์สั่นคลอนในช่วงเวลาที่ภูมิภาคกำลังเผชิญสถานการณ์มากมาย และมองว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจกระทบความสามารถของสหรัฐฯ ในการเดินหน้าความคืบหน้าเกี่ยวกับกาซา รวมถึงแผน 20 ข้อและ Board of Peace ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ให้ความสำคัญ
ประเด็นสำคัญอีกเรื่องคือ โครงการตั้งถิ่นฐาน E1 ซึ่งสหรัฐฯ แตกต่างจากพันธมิตรนานาชาติหลายประเทศตรงที่ไม่ได้ออกมาประณามต่อสาธารณะต่อแผนของอิสราเอลที่จะเดินหน้าโครงการดังกล่าว เพราะโครงการนี้จะทำให้เวสต์แบงก์ถูกแบ่งออกเป็นพื้นที่เหนือและใต้ และทำให้การจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ที่มีดินแดนเชื่อมต่อกันแทบเป็นไปไม่ได้ อีกทั้งยังตัดเยรูซาเล็มตะวันออก ซึ่งถูกมองว่าเป็นเมืองหลวงของรัฐปาเลสไตน์ในอนาคต ออกจากพื้นที่ส่วนที่เหลือ
เบซาเลล สโมทริช รัฐมนตรีคลังฝ่ายขวาจัดของอิสราเอล แสดงจุดยืนสนับสนุนการขยายการตั้งถิ่นฐานอย่างเปิดเผย โดยกล่าวหลังการอนุมัติโครงการ E1 ว่า แนวคิดเรื่องรัฐปาเลสไตน์กำลังถูกลบออกจากโต๊ะเจรจา ไม่ใช่ด้วยคำขวัญ แต่ด้วยการลงมือทำ
อิสราเอลเข้ายึดเยรูซาเล็มตะวันออกและเวสต์แบงก์ในสงครามปี 1967 ขณะที่พื้นที่ทั้งสองแห่งถือเป็นดินแดนที่ถูกยึดครองภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และการตั้งถิ่นฐานของอิสราเอลในพื้นที่ดังกล่าวถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
สำหรับแดเนียล ชาปิโร อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอล ซึ่งปัจจุบันเป็นนักวิจัยอาวุโสของ Atlantic Council ความรุนแรงในเวสต์แบงก์เป็นประเด็นที่ทรัมป์มีอำนาจต่อรองกับเนทันยาฮูได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการรุนแรงมากนัก โดยเฉพาะเมื่อเนทันยาฮูกำลังเผชิญการเลือกตั้ง
เนทันยาฮูต้องการการสนับสนุนจากทรัมป์อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนอย่างเปิดเผยหรืออย่างน้อยเป็นการส่งสัญญาณในทางอ้อม และเขาไม่ต้องการให้ทรัมป์พูดเป็นนัยว่าการมีรัฐบาลอิสราเอลชุดอื่นอาจทำให้สถานการณ์ดีขึ้น
ชาปิโรจึงมองว่า ทรัมป์มีอำนาจต่อรองกับเนทันยาฮูอยู่มาก เพียงแต่จนถึงตอนนี้ เขายังไม่ได้ใช้อำนาจนั้นอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ อีกรายไม่เชื่อว่าเนทันยาฮูจะยอมควบคุมผู้ตั้งถิ่นฐานก่อนการเลือกตั้ง โดยมองว่ามาตรการคว่ำบาตรที่ชาติพันธมิตรเตรียมใช้เปรียบเสมือน “สัญญาณเตือน” มากกว่าจะเป็นมาตรการที่สร้างแรงกดดันทันที
ท้ายที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของมาตรการคว่ำบาตรต่ออิสราเอลเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งบททดสอบของทรัมป์ว่า เขาจะรักษาสมดุลระหว่างการสนับสนุนพันธมิตรสำคัญอย่างอิสราเอล กับการรับมือแรงกดดันทางการเมืองที่กำลังเพิ่มขึ้นรอบตัวเขาได้อย่างไร ในขณะที่สงครามอิหร่านเองก็ยังคงเป็นเดิมพันใหญ่ที่ทรัมป์ยืนยันว่า เขาไม่เสียใจที่เลือกเดินหน้า