
สโลแกนสุดเท่ “เปิดสกี 365 วันต่อปี” ของเมืองตีญญ์ (Tignes) ในฝรั่งเศส ได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว หลังคลื่นความร้อนในฤดูร้อนบีบให้ปิดลานสกีตั้งแต่เดือนกรกฎาคม เช่นเดียวกับ แซร์มัตในสวิตเซอร์แลนด์ และ ปัสโซ สเตลวิโอ ในอิตาลี ที่ต้องสั่งปิดลิฟต์สกีชั่วคราวเพราะหิมะละลายกลายเป็นน้ำโคลน แถมตอนกลางคืนหิมะก็ไม่แข็งตัว ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ยุโรปไม่มีลานสกีเปิดเลยในฤดูร้อน
ไซมอน เวลส์ ครูฝึกสกีจากสวิตเซอร์แลนด์ เล่าถึงบรรยากาศในอดีตอย่างออกรสว่า "มันเวทมนตร์ชัดๆ! ยามรุ่งอรุณ คุณจะได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของยุโรป มองลงไปเห็นทุ่งหญ้าเขียวขจี แต่เท้าคุณเหยียบอยู่บนธารน้ำแข็งสีขาว" ก่อนจะตัดภาพมาที่ความจริงอันน่าเศร้าในปัจจุบันที่ว่า "พอถึงเที่ยง หิมะก็ละลายจนเหลว ทุกคนเลยเลิกเล่น แล้วหนีไปอาบแดด ว่ายน้ำ หรือเล่นกอล์ฟกันหมด"
ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ธารน้ำแข็งคือ "สินทรัพย์ทางธรรมชาติ" ที่สร้างรายได้มหาศาล แต่มาร์ติน ฮุก ซีอีโอของสกีรีสอร์ทชื่อดัง Zermatt Bergbahnen ต้องยอมสั่งหยุดเดินลิฟต์สกีเพื่อความปลอดภัย โดยอนุญาตแค่ทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ให้ซ้อมแข่งขันต่อได้เท่านั้น ขณะที่ศูนย์วิจัย CREA Mont-Blanc เผยว่าธารน้ำแข็งแอลป์สูญเสียปริมาตรน้ำแข็งไปแล้วถึงครึ่งหนึ่งนับตั้งแต่ปี 1850 แถมปีล่าสุดสวิตเซอร์แลนด์ยังเสียน้ำแข็งไปอีก 3% ภายในปีเดียว
ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง กำลังสั่นคลอน “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน” ของยุโรปที่มีมูลค่าสูงถึง 2,000,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นับเป็น 1 ใน 3 ของมูลค่าท่องเที่ยวโลก ซึ่งอยู่ที่ 6,150,000 ล้านดอลลาร์ฯ บีบให้ผู้ประกอบการต้องรื้อโครงสร้างธุรกิจบริการใหม่ทั้งหมด
แม้สภาพอากาศจะร้อนจัดจนลานสกีฤดูร้อนอย่าง Timberline ในออริกอน สหรัฐฯ ปิดตัวลงจนทำให้ซีกโลกเหนือไร้ที่เล่นสกีอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ข้อมูลจาก PriceLabs แพลตฟอร์มบริหารรายได้กลับพบว่า นักท่องเที่ยวไม่ได้ยกเลิกทริปยุโรป เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบพฤติกรรมอย่างเห็นได้ชัด
ปรากฏการณ์แรกคือ "Coolcation" หรือการหนีร้อนขึ้นเหนือ ส่งผลให้กลุ่มประเทศนอร์ดิกมียอดจองที่พักโตกระฉูด เดนมาร์ก โต 23.8% ในเดือนมิถุนายน และพุ่งไป 35.1% ในเดือนกันยายน ขณะที่ฟินแลนด์ทะยานจาก 14.8% ในมิถุนายน ไปแตะ 46.8% ในเดือนกันยายนเลยทีเดียว
ปรากฏการณ์ที่สองคือ "September Shift" นักท่องเที่ยวเลี่ยงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมที่ร้อนตับแตก แล้วหันมาเที่ยวเดือนกันยายนแทน ส่งผลให้อิตาลียอดจองเดือนกันยายนพุ่งสูงถึง 28.9% ฝรั่งเศสพุ่ง 15.2% และสเปนพลิกจากติดลบในเดือนมิถุนายน (-4.4%) กลับมาบวกแรงถึง 18% ในเดือนกันยายน โดยเฉพาะเมืองมูร์เซีย ที่พลิกจากติดลบ 20% มาบวก 20.9%
ริชชี คันเดลวัล ผู้ร่วมก่อตั้ง PriceLabs สรุปพฤติกรรมนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า "หลายคนคิดว่านักท่องเที่ยวจะทิ้งเมดิเตอร์เรเนียนไปหาทะเลเหนือ แต่ข้อมูลชี้ว่าพวกเขาไม่ได้แค่เปลี่ยนสถานที่เพื่อหาความเย็น แต่เริ่มวางแผนเดินทางในช่วงเวลาที่อากาศเย็นลงต่างหาก"
การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติบีบให้ผู้ประกอบการลานสกีต้องเร่ง Pivot โมเดลการสร้างรายได้ เกลม็องต์ คอแล็ง ผู้บริหารจาก Tignes ยอมรับตรงๆ ว่า "ธารน้ำแข็งหนาลงลดลงปีละ 3-4 เมตร และมันเร็วขึ้นเรื่อย ๆ หินเริ่มผุด ก้อนหินใหญ่ๆ ลอยขึ้นมา เราต่างรู้ดีว่าอีก 10-15 ปี ธารน้ำแข็งนี้จะหายไป มันเป็นภาพที่สะเทือนใจมาก"
ทางรอดคือการปรับปฏิทินบริการ ลานสกีต้องลดการพึ่งพาฤดูร้อน แล้วขยับไปเน้นช่วงปลายฤดูหนาวอย่างมีนาคม-มิถุนายนแทน ส่วนฤดูร้อนก็เปลี่ยนไปขายกิจกรรมเดินป่า ปั่นจักรยานภูเขา หรือพานักท่องเที่ยวไปดูผลกระทบของโลกร้อนบนธารน้ำแข็งตรงๆ เพื่อสร้างจิตสำนึกแทน
ขณะเดียวกัน ธุรกิจโรงแรม สายการบิน และที่พักระยะสั้น ต้องยกแผงระบบการตั้งราคาตามความต้องการ และปฏิทินการจ้างงานใหม่ เพื่อรองรับการขยายช่วงเวลาทำเงิน ที่ยาวไปจนถึงเดือนกันยายนและตุลาคม
แม้สภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (WTTC) จะคาดว่าเศรษฐกิจท่องเที่ยวของยุโรปในปี 2026 ยังโตได้ 3.7% (แซงค่าเฉลี่ยโลกที่ 3.1%) โดยมีอิตาลี (+4.7%) และสเปน (+4.3%) เป็นหัวหอก แต่วิธีทำเงินแบบเดิมได้จบลงแล้ว เพราะนับจากนี้ความอยู่รอดของผู้ประกอบการไม่ได้ขึ้นอยู่กับที่ตั้ง แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะปรับความคิดและโมเดลธุรกิจได้ไวกว่าความผันผวนของสภาพอากาศ