Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
'ฮั่วเซ่งเฮง' ชี้ปีนี้ทองลุ้นเด้งกลับไปแตะ 75,000 บาท จับตาหนี้สหรัฐฯ
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

'ฮั่วเซ่งเฮง' ชี้ปีนี้ทองลุ้นเด้งกลับไปแตะ 75,000 บาท จับตาหนี้สหรัฐฯ

28 ส.ค. 69
10:49 น.
แชร์

ตลาดทองคำเข้าสู่ช่วงสำคัญ เมื่อปัจจัยระยะสั้นจากทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด เริ่มซ้อนทับกับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างด้านการคลังของสหรัฐฯ หลังหนี้รัฐบาลพุ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก ขณะที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เตรียมเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว เพื่อเสริมสภาพคล่องและช่วยให้ตลาดพันธบัตรทำงานได้อย่างราบรื่นขึ้น

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ตลาดต้องประเมินแรงส่งต่อราคาทองคำในสองทิศทาง ด้านหนึ่ง การระดมทุนจำนวนมากของรัฐบาลอาจเพิ่มอุปทานพันธบัตรและผลักดัน Bond Yield ให้สูงขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อทองคำในระยะสั้น 

แต่อีกด้านหนึ่ง หากภาระหนี้และดอกเบี้ยทำให้ความกังวลต่อเสถียรภาพทางการคลังเพิ่มขึ้น ความต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์สกุลดอลลาร์อาจกลายเป็นแรงสนับสนุนทองคำในระยะกลางถึงระยะยาว

นอกเหนือจากปัจจัยด้านหนี้ ตลาดยังจับตาการประชุม Jackson Hole ระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม เพื่อประเมินสัญญาณนโยบายการเงินก่อนการประชุม FOMC ในเดือนกันยายน ขณะที่แรงซื้อจากธนาคารกลางและกระแสเงินลงทุนที่กลับเข้าสู่ Gold ETF ยังคงช่วยพยุงตลาด 

ด้านฮั่วเซ่งเฮงมองว่า ภาพทางเทคนิคของทองคำปรับตัวดีขึ้นหลังราคาผ่านแนวต้านสำคัญ พร้อมคงเป้าหมายปี 2569 ไว้ที่ 4,900-5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 74,000-75,000 บาทต่อบาททองคำ

Treasury Buyback ช่วยพยุงตลาด แต่หนี้ 40 ล้านล้านดอลลาร์ยังเป็นโจทย์ใหญ่

หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่ตลาดการเงินจับตาคือ การที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มขนาดโครงการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว หรือ Treasury Buyback โดยปรับวงเงินสูงสุดต่อครั้งจาก 2 พันล้านดอลลาร์ เป็นอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์ ครอบคลุมพันธบัตรอายุ 10-20 ปี และ 20-30 ปี ระหว่างวันที่ 9 กันยายนถึง 4 พฤศจิกายน 2569

มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายสนับสนุนสภาพคล่องและประสิทธิภาพการทำงานของตลาดพันธบัตรระยะยาว ซึ่งเผชิญแรงขายจากความกังวลทั้งด้านเงินเฟ้อ หนี้รัฐบาล และทิศทางนโยบายการเงิน อย่างไรก็ตาม Treasury Buyback ไม่ใช่มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ QE เพราะไม่ได้เป็นการสร้างเงินใหม่หรือขยายขนาดงบดุลของเฟด

แม้ว่าวงเงินซื้อคืนจะมีขนาดไม่สูงเมื่อเทียบกับตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ โดยรวม แต่ในช่วงแรกอาจช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อ Bond Yield ระยะยาวได้บางส่วน หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับลดลง ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ยก็จะลดลงตามไปด้วย จึงถือเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ

อย่างไรก็ตาม ภาพในระยะต่อไปยังถูกบดบังด้วยหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นเหนือ 40 ล้านล้านดอลลาร์ ท่ามกลางการขาดดุลงบประมาณและภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในระยะสั้น ความจำเป็นต้องระดมทุนจำนวนมากอาจทำให้อุปทานพันธบัตรเพิ่มขึ้นและผลักดัน Bond Yield ให้สูงขึ้น ซึ่งจะกลับมากดดันราคาทองคำ

ฮั่วเซ่งเฮงจึงประเมินว่า หนี้สหรัฐฯ มีผลต่อทองคำแตกต่างกันตามกรอบเวลา โดยอาจสร้างแรงกดดันผ่าน Bond Yield ในระยะสั้น แต่หากตลาดตั้งคำถามต่อความยั่งยืนทางการคลังและภาระดอกเบี้ยมากขึ้น ความต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์สกุลดอลลาร์อาจเพิ่มขึ้น และทำให้ปัญหาหนี้กลายเป็นแรงสนับสนุนเชิงโครงสร้างต่อทองคำในระยะยาว

ธนาคารกลางเดินหน้าซื้อทอง ขณะที่เงินลงทุนเริ่มไหลกลับเข้า Gold ETF

ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า ความต้องการทองคำทั่วโลกในไตรมาส 2 ปี 2569 เมื่อรวมตลาด OTC อยู่ที่ 1,269 ตัน ส่งผลให้ความต้องการทองคำในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 2% มาอยู่ที่ 2,522 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3.8 แสนล้านดอลลาร์

แรงซื้อจากธนาคารกลางยังคงเป็นหนึ่งในเสาหลักของตลาด โดยในไตรมาส 2 ธนาคารกลางซื้อทองคำสุทธิ 289 ตัน เพิ่มขึ้น 62% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกัน ธนาคารกลาง 45% ที่ตอบแบบสำรวจของ World Gold Council ระบุว่า มีแผนเพิ่มปริมาณทองคำสำรองภายในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

ด้านความต้องการจากนักลงทุนเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวเช่นกัน หลัง Gold ETF ทั่วโลกมีเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม ทำให้ปริมาณทองคำที่กองทุนถือครองเพิ่มขึ้น 23 ตัน มาอยู่ที่ 4,068 ตัน หลังจากเผชิญเงินทุนไหลออกติดต่อกันในช่วงสองเดือนก่อนหน้านี้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ราคาทองคำจะอยู่ในระดับสูง แต่ความต้องการจากทั้งธนาคารกลางและนักลงทุนยังไม่หายไป โดยเฉพาะแรงซื้อของธนาคารกลางที่ยังทำหน้าที่เป็นฐานรองรับตลาด ขณะที่การกลับมาของเงินลงทุนใน Gold ETF อาจช่วยเพิ่มแรงส่งต่อราคา หากกระแสเงินไหลเข้าดำเนินต่อไป

จับตาสัญญาณจาก Jackson Hole ก่อนประชุม FOMC เดือนกันยายน

อีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญคือการประชุมเศรษฐกิจประจำปีที่ Jackson Hole ระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม ภายใต้หัวข้อ “Financial Innovation: Implications for Payments and Policy” หรือ “นวัตกรรมทางการเงิน: ผลกระทบต่อระบบการชำระเงินและนโยบาย”

หัวข้อดังกล่าวสอดคล้องกับพัฒนาการของระบบการเงินสมัยใหม่ และอาจครอบคลุมทั้ง stablecoins ระบบชำระเงินดิจิทัล cryptocurrencies การแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปโทเคน หรือ tokenization ตลอดจน CBDC หรือสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง รวมถึงผลกระทบที่เทคโนโลยีเหล่านี้อาจมีต่อการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด

การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เงินเฟ้อยังอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ของเฟด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับตัวสูงขึ้น และหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้ถ้อยแถลงเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยและแนวทางสื่อสารนโยบายของเฟดมีความสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของตลาด

หากเควิน วอร์ช ประธานเฟด ส่งสัญญาณยกเลิกการใช้ Forward Guidance หรือการชี้นำทิศทางนโยบายล่วงหน้า รวมถึงงดเผยแพร่ประมาณการดอกเบี้ยผ่าน Dot Plot ตลาดอาจต้องกลับมาให้น้ำหนักกับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในแต่ละช่วงเวลามากขึ้น เนื่องจากจะมีแนวทางล่วงหน้าจากเฟดให้ใช้ประเมินทิศทางดอกเบี้ยน้อยลง

หากสุนทรพจน์ของวอร์ชมีท่าทีผ่อนคลายกว่าที่ตลาดคาด อาจช่วยลดแรงกดดันต่อ Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งจะเป็นบวกต่อทองคำ แต่หากเฟดยังให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและส่งสัญญาณคงนโยบายการเงินที่เข้มงวด ราคาทองคำอาจกลับมาเผชิญความผันผวน ก่อนที่ตลาดจะได้รับความชัดเจนเพิ่มเติมจากการประชุม FOMC ในเดือนกันยายน

ฮั่วเซ่งเฮงคงเป้าทองคำปี 2569 ที่ 4,900-5,000 ดอลลาร์

ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า ภาพทางเทคนิคของทองคำปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังราคาสามารถ Breakout ผ่านแนวต้านสำคัญบริเวณ 4,500-4,515 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นบริเวณเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน หรือ SMA200 ทำให้แนวโน้มระยะกลางถึงระยะยาวกลับมาเป็นบวกมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หลังราคาทองคำปรับขึ้นเกือบ 600 ดอลลาร์ภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน นักลงทุนยังต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรและความผันผวนในระยะสั้น โดยเฉพาะในช่วงก่อนการประชุม Jackson Hole และ FOMC เดือนกันยายน ซึ่งอาจทำให้ทั้ง Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์เปลี่ยนทิศได้อย่างรวดเร็ว

ฮั่วเซ่งเฮงยังคงเป้าหมายราคาทองคำปี 2569 ไว้ที่ 4,900-5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 74,000-75,000 บาทต่อบาททองคำ พร้อมมองว่า หากโครงสร้างราคายังคงรักษาแนวโน้มขาขึ้น การย่อตัวของราคาจะเป็นจังหวะสำหรับทยอยสะสม

สำหรับกลยุทธ์ระยะสั้น ฮั่วเซ่งเฮงประเมินโซนราคาทองคำโลกที่ 4,425-4,455 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือราคาทองคำไทยประมาณ 69,150-69,450 บาทต่อบาททองคำ เป็นบริเวณที่ควรจับตาหากราคาเข้าสู่ช่วงปรับฐาน ขณะที่นักลงทุนไทยต้องติดตามทิศทางค่าเงินบาทควบคู่กันไป เพราะมีผลโดยตรงต่อราคาทองคำในประเทศ

ทิศทางทองคำในระยะต่อไปจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายดอกเบี้ยของเฟดเพียงปัจจัยเดียว แต่ยังต้องติดตาม Bond Yield ค่าเงินดอลลาร์ ความเสี่ยงจากหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ กระแสเงินลงทุนใน Gold ETF และแรงซื้อจากธนาคารกลาง ซึ่งจะร่วมกันกำหนดว่า การผ่านแนว SMA200 ครั้งนี้จะสามารถพัฒนาต่อไปเป็นวัฏจักรขาขึ้นระยะยาวได้มากเพียงใด


แชร์
'ฮั่วเซ่งเฮง' ชี้ปีนี้ทองลุ้นเด้งกลับไปแตะ 75,000 บาท จับตาหนี้สหรัฐฯ