
เนปาลและทิเบตกำลังเผชิญความเสี่ยงจากภัยพิบัติระลอกใหม่ หลังหน่วยงานในเนปาลและจีนออกคำเตือนถึงทะเลสาบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ประสบภัย ซึ่งกำลังมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นและเสี่ยงที่แนวกั้นตามธรรมชาติจะพังลง หากเกิดการแตกพัง มวลน้ำจำนวนมหาศาลอาจไหลบ่าซ้ำเติมพื้นที่ที่เพิ่งเผชิญหายนะครั้งใหญ่ ขณะที่ยังมีฝนตกต่อเนื่องและอาจเพิ่มความเสี่ยงให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น
คำเตือนครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่หลายหมู่บ้านถูกกระแสน้ำพัดทำลาย พื้นที่จำนวนมากยังถูกตัดขาด และเจ้าหน้าที่ต้องเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตท่ามกลางโคลนลึก หากเกิดน้ำหลากระลอกใหม่ขึ้นอีกครั้ง พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายอยู่แล้วอาจต้องเผชิญกับกระแสน้ำ ดินถล่ม และความยากลำบากในการเข้าถึงเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยมากยิ่งขึ้น
ล่าสุด เหตุอุทกภัยในเนปาลและทิเบตคร่าชีวิตผู้คนรวมอย่างน้อย 392 ราย โดยในเนปาลมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 389 ราย และสูญหายมากกว่า 900 คน ขณะที่ฝั่งทิเบตมีผู้เสียชีวิต 3 ราย และมีผู้สูญหายหรือไม่สามารถติดต่อได้มากกว่า 550 คน รวมแล้วมีผู้ที่ยังไม่ทราบชะตากรรมเกือบ 1,500 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งรับมือกับภัยคุกคามระลอกใหม่ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ภัยคุกคามระลอกใหม่เกิดจากทะเลสาบที่ก่อตัวขึ้นบริเวณจุดเกิดเหตุ หลังธารน้ำแข็งถล่มและดินโคลนถล่มจนปิดกั้นแม่น้ำ ทำให้น้ำเริ่มสะสมอยู่ด้านหลังแนวกั้นตามธรรมชาติ หน่วยงานบริหารจัดการและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติแห่งชาติของเนปาล หรือ NDRRMA จึงออกคำเตือนให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยและประชาชนอยู่ห่างจากริมฝั่งแม่น้ำ เนื่องจากทะเลสาบแห่งนี้มีความเสี่ยงที่จะพังหรือแตกออก และอาจก่อให้เกิดน้ำท่วมระลอกใหม่ตามมา
ภาพถ่ายทางอากาศจากทีมกู้ภัยของจีนแสดงให้เห็นมวลน้ำสีน้ำตาลจำนวนมากกำลังสะสมอยู่ในแอ่งกลางหุบเขา โดยแทบไม่มีทางระบายน้ำออกอย่างชัดเจน ขณะที่ NDRRMA ระบุว่า ระดับน้ำในทะเลสาบกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังมีความเสี่ยงที่แนวกั้นดังกล่าวจะไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นได้
สถานการณ์ยิ่งน่ากังวลมากขึ้น เมื่อกระทรวงทรัพยากรน้ำของจีนระบุว่า ทะเลสาบแห่งนี้เริ่มมีน้ำเอ่อล้นแล้ว และคาดว่าจะมีน้ำไหลเข้าสู่ทะเลสาบเพิ่มอีกราว 3 ล้านลูกบาศก์เมตรภายในช่วง 3 วันข้างหน้า ขณะเดียวกัน สื่อทางการจีนยังรายงานว่า ฝนที่คาดว่าจะตกเพิ่มเติมตลอดสัปดาห์หน้า อาจยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์และเพิ่มความเสี่ยงที่มวลน้ำจะทะลักออกมา
คำเตือนดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยบางส่วนต้องถอนตัวออกจากบริเวณลำน้ำและย้ายไปยังพื้นที่สูง ขณะที่ ออสติน ลอร์ด นักมานุษยวิทยาด้านสิ่งแวดล้อมและนักวิจัยอาวุโสของ Stimson Center เตือนว่า ยิ่งมีน้ำสะสมมาก กระแสน้ำก็อาจเคลื่อนตัวได้เร็วและรุนแรงมากขึ้น อีกทั้งเนปาลยังอยู่ในช่วงฤดูมรสุม ทำให้ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดกระแสน้ำหลากและดินถล่มเพิ่มเติม โดยเฉพาะในพื้นที่ลาดชันที่ได้รับความเสียหายหรือถูกกัดเซาะ ซึ่งอาจยิ่งทำให้ภูมิประเทศมีความไม่มั่นคง และซ้ำเติมหายนะที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว
องค์การยูนิเซฟ หรือยูเอ็นไอซีอีเอฟ ระบุว่า มีเด็กอย่างน้อย 17,000 คนได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้ บ้านเรือน ห้องเรียน และสถานพยาบาลในพื้นที่ราซูวา นูวากอต และดาดิงได้รับความเสียหาย เด็กที่รอดชีวิตยังเผชิญความเสี่ยงจากโรค ภาวะทุพโภชนาการ ความรุนแรง และการแสวงหาประโยชน์ โดยมีโรงเรียนอย่างน้อย 18 แห่งถูกทำลาย และอีก 20 แห่งได้รับความเสียหาย
ด้านนายกรัฐมนตรีเนปาล บาเลนทรา ชาห์ สั่งเร่งปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย หลังลงพื้นที่ประสบภัยและเรียกประชุมระดับสูง พร้อมกำชับให้เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย จัดบริการรักษาพยาบาลฟรีแก่ผู้บาดเจ็บ และส่งความช่วยเหลือไปยังครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่เจ้าหน้าที่จากตำรวจ กองทัพ และกองกำลังตำรวจติดอาวุธมากกว่า 13,000 นาย ถูกระดมเข้าพื้นที่เพื่อสนับสนุนภารกิจกู้ภัย
อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือยังเผชิญอุปสรรคอย่างหนัก ถนนถูกตัดขาด ไฟฟ้าดับ และระบบสื่อสารใช้การไม่ได้ในหลายพื้นที่ ทำให้บางชุมชนสามารถเข้าถึงได้ด้วยเฮลิคอปเตอร์เท่านั้น เดวิด ฟิชเชอร์ จากสภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดง ระบุว่า ผู้ประสบภัยจำนวนมากสูญเสียบ้านและทรัพย์สินทั้งหมด ขณะที่ฝน ดินถล่ม และความเสี่ยงน้ำท่วมระลอกใหม่ ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อภารกิจช่วยเหลือ
มหันตภัยครั้งนี้เริ่มต้นจากการพังทลายของธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ใกล้ยอดเขาลังตัง ลีรุง บริเวณชายแดนเนปาล-จีน ภาพวิดีโอที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ของจีน และได้รับการตรวจสอบตำแหน่งโดยซีเอ็นเอ็น แสดงให้เห็นจุดที่ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่แตกออก ก่อนจะก่อให้เกิดหิมะถล่มและดินถล่มอย่างรุนแรง โดยช่างภาพผู้บันทึกเหตุการณ์ระบุว่า เขาได้ยินเสียงธารน้ำแข็งถล่มเมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. ของวันที่ 26 สิงหาคม ซึ่งในตอนแรก คนในพื้นที่เข้าใจผิดว่าเป็นเสียงจากการฝึกซ้อมทางทหาร
แรงจากการพังทลายครั้งนี้รุนแรงจนในช่วงแรก สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือยูเอสจีเอส รายงานว่า เป็นเหตุแผ่นดินไหวขนาด 4.4 ก่อนที่การเปรียบเทียบภาพถ่ายดาวเทียมก่อนและหลังเกิดภัยพิบัติจะทำให้นักวิทยาศาสตร์พบว่า ธารน้ำแข็งขนาดมหึมาส่วนหนึ่งได้แตกออกจากพื้นที่สูงบนภูเขา ก่อนจะร่วงลงสู่แม่น้ำเบื้องล่างจากความสูงในแนวดิ่งราว 7,000 ฟุต หรือมากกว่า 2 กิโลเมตร โดยส่วนของธารน้ำแข็งที่พังลงมามีความกว้างประมาณ 2,000 ฟุต และยังมีมวลหินขนาดใกล้เคียงกันที่พังถล่มลงมาพร้อมกัน ทิ้งร่องรอยขนาดใหญ่กว้างราว 3,000 ฟุตไว้บนไหล่เขา
จากนั้น มวลน้ำ น้ำแข็งที่แตกละเอียด และก้อนหินได้กลายเป็นกระแสขนาดมหึมาพุ่งลงสู่พื้นที่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว เจฟฟรีย์ คาร์เกล นักวิทยาศาสตร์อาวุโสจากสถาบันวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ ระบุว่า กระแสน้ำดังกล่าวเคลื่อนตัวในระยะ 22 กิโลเมตรแรกด้วยความเร็วเฉลี่ยราว 193 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือกว่า 120 ไมล์ต่อชั่วโมง เท่ากับว่า มวลน้ำและเศษซากจากภูเขาเดินทางไปได้เกือบ 22 กิโลเมตรภายในเวลาเพียง 6 นาที 50 วินาที ก่อนจะพัดถล่มพื้นที่ด้านล่างและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่พังทลาย และนำไปสู่มหันตภัยครั้งรุนแรงนี้