
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เมื่อสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจระลอกใหม่เพื่อกดดันอิหร่านอย่างหนักหน่วง ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านกำลังดำเนินเข้าสู่เดือนที่ 6
สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ แถลงเปิดฉากมาตรการดังกล่าวโดยขนานนามว่าเป็นแคมเปญ “การรัดคอทางเศรษฐกิจ” เพื่อตัดทอนเส้นเลือดใหญ่ทุกเส้นที่ค้ำจุนระบอบการปกครองของอิหร่าน ท่ามกลางวิกฤตความปลอดภัยทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ ที่ซึ่งอิหร่านและโอมานเพิ่งเสนอแผนจัดตั้งเส้นทางเดินเรือชั่วคราวและกู้ระเบิดเพื่อคลี่คลายสถานการณ์
มาตรการเด็ดขาดครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่บุคคลและนิติบุคคลเกือบ 60 รายทั่วโลก ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกับเครือข่ายสร้างรายได้จากน้ำมัน การจัดหาอาวุธ และปฏิบัติการทางไซเบอร์ของอิหร่าน ครอบคลุม 5 ภาคส่วนเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ สินทรัพย์ดิจิทัล เทคโนโลยี ทองคำ การบิน และการขนส่งทางเรือ
แต่คำถามที่น่าสนใจคือ... มาตรการรัดคอครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่ 60 หน่วยงานใดบ้าง? และเครือข่ายส่วนไหนที่สหรัฐฯ มองว่ามีความสำคัญและอันตรายที่สุดจนต้องรีบจัดการ?
หลังเปิดฉากมาตรการ “รัดคอทางเศรษฐกิจ” วอชิงตันได้กางแผนผังและพุ่งเป้ากวาดล้างเครือข่ายนอกประเทศและในอิหร่านที่ทำหน้าที่เป็น “ท่อน้ำเลี้ยง” สำคัญ โดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการชุดนี้มุ่งจัดการ 5 ภาคส่วนหลักที่พยุงเศรษฐกิจเตหะรานไว้ ได้แก่ สินทรัพย์ดิจิทัล, เทคโนโลยี, ทองคำ, การบิน และการขนส่งทางเรือ
ความน่าสนใจคือ เครือข่ายเกือบ 60 รายนี้ไม่ได้กระจุกตัวแค่ในอิหร่าน แต่กระจายรากลึกไปทั่วโลกตั้งแต่ตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออก ไปจนถึงยุโรป โดยแบ่งกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ถูกส่องสปอตไลท์ไว้ดังนี้
แม้สหรัฐฯ จะประกาศกร้าวว่า จะตัดทุกเส้นเลือดใหญ่ แต่ในจุดนี้เองก็มี “ข้อยกเว้นที่น่าจับตา” คือ สถาบันการเงินของจีน ผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน ยังไม่ถูกรวมอยู่ในบัญชีดำระลอกนี้ โดยรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ สกอตต์ เบสเซนต์ ระบุเพียงว่าต้องการให้เวลาประเทศและบริษัทต่าง ๆ ในการตัดความสัมพันธ์ เพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายระบบการเงินโลก
ท่ามกลางสงครามเศรษฐกิจและความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นทุกขณะ อิหร่านและโอมานได้เคลื่อนไหวครั้งสำคัญด้วยการร่างข้อเสนอร่วมกันเพื่อจัดตั้ง “เส้นทางเดินเรือชั่วคราว” และเริ่มปฏิบัติการกู้ระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางน้ำยุทธศาสตร์ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ในการขนส่งพลังงานของโลก
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาอ้างว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้กู้และทำลายทุ่นระเบิดทั้งหมดในพื้นที่สากลของช่องแคบดังกล่าวแล้ว พร้อมทั้งส่งคำเตือนกร้าวว่าจะทำลายเรือทุกลำที่คิดจะนำทุ่นระเบิดมาวางเพิ่มทันที
อย่างไรก็ตาม ทางการอิหร่านออกมาย้ำชัดเจนว่าข้อตกลงร่วมกับโอมานนี้ไม่ได้หมายความว่าช่องแคบจะเปิดให้ใช้งานได้ทันที เนื่องจากเตหะรานมองว่าความปลอดภัยในนิติกรรมนี้เป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติขั้นเด็ดขาด และสหรัฐฯ จำเป็นต้องปฏิบัติตามพันธกรณีเดิมให้ลุล่วงเสียก่อน
ทางฝั่งรัฐบาลเตหะรานเมินมาตรการกดดันรอบใหม่นี้ โดยตัวแทนระดับสูงและโฆษกของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ออกมาตอกกลับว่า การที่สหรัฐฯ ต้องหันมาใช้สงครามเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ คือหลักฐานชั้นดีที่ยืนยันว่า วอชิงตันเป็นฝ่าย “พ่ายแพ้ในสนามรบ” แล้ว พร้อมระบุว่าอิหร่านมีความเชี่ยวชาญระดับปริญญาเอกในการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรและพร้อมรับมือเต็มที่
ด้านมหาอำนาจอย่างประเทศจีน ออกมาโรงวิจารณ์ทันทีว่า มาตรการรัดคอของสหรัฐฯ จะยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์ตึงเครียดหนักขึ้นไปอีก โดยย้ำว่าความร่วมมือระหว่างจีนและอิหร่านอยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและไม่ควรถูกแทรกแซง ขณะที่นักกฎหมายและอดีตเจ้าหน้าที่ยูเอ็นเตือนว่า มาตรการบังคับขู่เข็ญเหล่านี้อาจยิ่งทำให้ประชาคมโลกหันมาเร่งกระบวนการ “ลดการพึ่งพารายได้และสกุลเงินดอลลาร์” เพื่อตอบโต้ความเย่อหยิ่งของวอชิงตันแทน