
ทรัมป์เอาอีกแล้ว! วันจันทร์ที่ผ่านมา (24 ส.ค. 69) รัฐบาลของทรัมป์ได้มีการยื่นเอกสารเพื่อผลักดันให้มีมาตรการเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าทำงานประเภท H-1B สำหรับแรงงานต่างชาติทักษะสูงราว 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3,500,000 บาท โดยจะมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายอย่าง ‘ถาวร’ แม้ว่าก่อนหน้านี้ ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางจะเคยมีคำตัดสินว่า “ค่าธรรมเนียมนี้ขัดต่อกฎหมาย” และสั่งระงับการจัดเก็บไปแล้วก็ตาม
วีซ่า H-1B หรือวีซ่าสำหรับผู้ชำนาญงานพิเศษในแขนงต่าง ๆ ซึ่งกำหนดให้ผู้ที่เป็นมืออาชีพเหล่านี้สามารถเดินทางเข้ามาในสหรัฐฯ เพื่อทำงานในตำแหน่งที่เขามความสามารถในช่วงเวลาหนึ่ง โดยสาขาอาชีพที่ได้รับพิจารณาจะเป็นวิศวกร พยาบาล ศาสตราจารย์ นักวิจัย หรือนักคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
คุณสมบัติของผู้มีความประสงค์จะขอวีซ่าประเภท H1-B
จริง ๆ แล้วทรัมป์ได้กำหนดค่าธรรมเนียมชั่วคราว 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับวีซ่า H-1B แบบชั่วคราวมา ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน 2568 แต่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ศาลรัฐบาลกลางบอกว่าการกระทำนี้ของทรัมป์ผิดกฎหมาย ทำให้คดีนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลหลายแห่งของสหรัฐฯ
แต่ทรัมป์ไม่สน เพราะการเก็บค่าธรรมเนียม 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ แบบชั่วคราวกำลังจะหมดอายุในเดือนกันยายนนี้ ทำให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ (DHS) เผยแพร่ร่างกฎระเบียบใหม่ลงในประกาศของรัฐบาล โดยพยายามทำให้ค่าธรรมเนียมนี้เป็นนโยบายถาวร ผ่านการประกาศค่าธรรมเนียมเวอร์ชั่นใหม่ที่เพิ่มขึ้นจากเดิมเป็น 103,265 ดอลลาร์สหรัฐฯ
นี่ถือเป็นการปรับขึ้นราคาแบบร้ายแรงมาก เพราะก่อนที่จะมีกฎหมายนี้ฉบับแรก เดิมเคยเก็บค่าธรรมเนียมเพียงประมาณ 2,000 ถึง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ค่าธรรมเนียมนี้ไม่ครอบคลุมชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ วีซ่านักเรียน หรือการยื่นขอต่ออายุวีซ่า H-1B
นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังเรียกร้องให้มีกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครวีซ่า H-1B ที่เข้มงวดมากขึ้น และเสนอขั้นตอนการคัดเลือกวีซ่าแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญกับแรงงานที่มีคุณสมบัติสูง และมีรายได้สูงกว่า
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และกลุ่มผู้คัดค้านโครงการวีซ่า H-1B บอกว่า “โครงการนี้กำลังถูกบรรดาบริษัทต่าง ๆ ฉวยโอกาสนำไปใช้ในทางที่ผิด เพื่อจ้างแรงงานต่างชาติที่มีราคาถูกกว่าเข้ามาแทนที่ และแย่งงานของคนอเมริกัน”
ในการแก้ปัญหานี้ ทางรัฐบาลจึงเลือกใช้อำนาจฝ่ายบริหารภายใต้กฎหมายคนเข้าเมืองในการจำกัดการเดินทางเข้าประเทศของคนต่างด้าวที่อาจส่งผลเสียต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ พร้อมยืนยันว่าค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บนี้ไม่ใช่ภาษีมาตรฐานทั่วไป และศาลมีอำนาจที่จำกัดในการเข้ามาตรวจสอบสิทธิ์ของประธานาธิบดีในประเด็นการจำกัดคนเข้าเมืองระดับชาติ
ฝ่ายภาคธุรกิจ และกลุ่มรัฐที่นำโดยพรรคเดโมแครตชี้ว่า “นี่คือการทำลายระบบนวัตกรรม” โดยพันธมิตรร่วมระหว่างสภาหอการค้าสหรัฐฯ รัฐต่าง ๆ ที่นำโดยพรรคเดโมแครต กลุ่มสหภาพแรงงาน และนายจ้างได้ร่วมกันยื่นฟ้องดำเนินคดีเพื่อคัดค้านกฎระเบียบนี้ โดยแย้งว่าอำนาจของประธานาธิบดีในการจำกัดการเข้าเมืองไม่สามารถอยู่เหนือกฎหมายของสภาคองเกรสที่จัดตั้งโครงการวีซ่า H-1B ได้ และกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิก็ไม่มีสิทธิ์ในการกำหนดค่าธรรมเนียมหรือสร้างรายได้เข้ารัฐโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ
นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจต่างเน้นย้ำว่า โครงการนี้แต่เดิมเป็นการแก้ปัญหาภาวะขาดแคลนแรงงานฝีมือในประเทศ และช่วยดึงดูดกลุ่มคนระดับหัวกะทิจากทั่วโลกเข้ามาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเทคโนโลยี การศึกษา และการวิจัย ซึ่งการที่ทรัมป์ทำแบบนี้เท่ากับว่าเป้นการตัดโอกาสเศรษฐกิจของสหรัฐฯ
ผลกระทบจากการขึ้นค่าธรรมเนียม และการคุมเข้มกระบวนการตรวจสอบวีซ่าของรัฐบาลทรัมป์ได้ส่งแรงสะเทือนอย่างรุนแรงต่อภาพรวมตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ในทันที
ข้อมูลจากหน่วยงานบริการสัญชาติ และคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ (USCIS) เผยว่า ในปีที่ผ่านมา มีนายจ้างยื่นคำร้องลงทะเบียนขอวีซ่า H-1B รวมเหลือเพียงประมาณ 344,000 รายการ ซึ่งลดลงกว่าร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับปี 2024 และร่วงลงเหลือไม่ถึงครึ่งหนึ่งของยอดการสมัคร 794,000 รายการในรอบปี 2023
นอกจากนี้ เอกสารคำร้องในชั้นศาลระบุว่า นับถึงช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีนายจ้างเพียงประมาณ 70 รายเท่านั้นที่ยอมจ่ายค่าธรรมเนียมหลักแสนดอลลาร์นี้ สำหรับใบสมัครวีซ่ารวมจำนวน 85 ฉบับ ท่ามกลางสมรภูมิกฎหมายที่สาลอุทธรณ์ในบอสตัน และศาลอื่น ๆ กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาไต่สวน มาตรการนี้นับเป็นอีกหนึ่งบททดสอบครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมนวัตกรรมสหรัฐฯ ที่จะต้องแบกรับต้นทุนค่าสมองไหลที่แพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้