Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เจาะลึก BOI to IPO โครงการดึง New Economy ความหวังใหม่ปลุกตลาดหุ้นไทย
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

เจาะลึก BOI to IPO โครงการดึง New Economy ความหวังใหม่ปลุกตลาดหุ้นไทย

17 ก.ย. 69
22:05 น.
แชร์

ความพยายามในการปลุกบรรยากาศการลงทุนให้คึกคักและเพิ่มความน่าสนใจดึงดูดนักลงทุนได้อย่างยั่งยืน เป็นโจทย์ที่หลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งผลักดันผ่านหลายโครงการ หลายมาตรการ ทั้งการสร้างความเชื่อมั่น การเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ ตลอดจนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างนวัตกรรมแห่งอนาคต

หนึ่งในความหวังที่สำคัญของตลาดทุนไทยในเวลานี้ คือ การดึงธุรกิจแห่งอนาคตเข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นไทย ผ่านโครงการที่ชื่อว่า ‘BOI to IPO’ ซึ่งเป็นการทำงานสามประสานของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยมีเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังผลักดัน โดยวันนี้ (17 กันยายน 2569) ทั้ง 3 หน่วยงานได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) อย่างเป็นทางการ ณ กระทรวงการคลัง

แนวคิดของโครงการ BOI to IPO คือ การใช้เครื่องมือของแต่ละหน่วยงานเข้ามาต่อกัน ตั้งแต่ BOI ที่ดึงดูดและส่งเสริมธุรกิจเข้ามาลงทุน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เปิดทางและสนับสนุนการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าจดทะเบียน ไปจนถึง ก.ล.ต. ที่ปรับกระบวนการพิจารณา IPO ให้กระชับขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ ดึงดูดธุรกิจ new economy โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI เข้าระดมทุนในประเทศไทย และใช้ตลาดทุนเป็นส่วนหนึ่งของการขยายธุรกิจในระยะต่อไป เพื่อให้เกิดการหยั่งรากลึกในเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

ยุทธศาสตร์ Investment-led Growth ปลูกเมล็ดพันธุ์ New Economy ให้หยั่งรากลึก

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทานโลก และการแข่งขันที่เข้มข้นในการดึงดูดการลงทุน รัฐบาลจึงมุ่งเน้นยุทธศาสตร์ Investment-led Growth โดยใช้การลงทุนเป็นเครื่องยนต์หลักในการสร้างศักยภาพการเติบโตใหม่ให้ประเทศ เพราะการกระตุ้นการบริโภคในระยะสั้นเหมือนการกินแล้วหมดไป แต่การลงทุนจะช่วยยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว เหมือนกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอดีต เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ ท่าเรือ หรือระบบขนส่ง ที่ส่งผลให้การท่องเที่ยวและการส่งออกของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ทว่าในโลกยุคใหม่ รูปแบบการลงทุนได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้น เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) wellness รวมถึงยานยนต์แห่งอนาคต อีกทั้งท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือ Fragmented World ที่แม้จะส่งผลกระทบเรื่องราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อ แต่ก็มีโอกาสแฝงอยู่จากการที่ชาติต่าง ๆ ต้องการกระจายห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ประเทศไทยจึงต้องดึงดูดอุตสาหกรรม new economy เข้ามา โดยที่ผ่านมาบีโอไอทำหน้าที่เป็นหัวหอกในการหว่านเมล็ดพันธุ์ใหม่ ผ่านมาตรการ Thailand Fast Pass (เดิม BOI Fast Track) เพื่อปลดล็อกกฎเกณฑ์ จนทำให้มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนถึง 1.4 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา และแปลงเป็นเงินลงทุนจริงแล้วกว่า 530,000 ล้านบาท ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ซึ่งส่งผลให้ตัวเลขอุตสาหกรรมในไตรมาสที่ 1 และ 2 โตขึ้น 10% และเกือบ 14% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม การหว่านเมล็ดพันธุ์อย่างเดียวยังไม่พอ บีโอไอได้ต่อยอดให้เมล็ดพันธุ์แตกกิ่งก้านสาขาผ่านโครงการ Skill Bridge เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทย เช่น ในกลุ่มยานยนต์แห่งอนาคตและดิจิทัลที่มีการเทรนแรงงานไปแล้วเกือบ 70,000 คนในสองไตรมาสแรกของปีนี้ ตลอดจนบริษัทผลิตอุปกรณ์ส่งข้อมูลด้วยแสงอันดับต้น ๆ ของโลกที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสระบุรี ซึ่งจ้างงานคนไทยกว่า 20,000 คน และมีการทำ R&D ร่วมกับมหาวิทยาลัยในไทย

นอกจากการพัฒนาทักษะคนไทยแล้ว BOI ยังต้องการให้เกิดการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ที่เข้ามาอยู่ใน supply chain ของอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบที่ผลิตในประเทศ เช่น PCB ที่ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

BOI to IPO คือ ‘ปุ๋ยสูตรพิเศษ’ ที่ไทยเติมให้ธุรกิจ New Economy

เอกนิติมองว่า บริษัทที่เข้ามาลงทุนในไทยควรเติบโตต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงเข้ามาตั้งฐานการผลิตและจ้างงาน แต่ควรเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาคน และการสร้าง supply chain ที่เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ และต่อยอดไปสู่การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย

เป้าหมายจึงอยู่ที่การผลักดันบริษัทเหล่านี้เข้า IPO ในตลาดหุ้นไทย โดยโครงการ BOI to IPO จะทำหน้าที่เป็น ‘ปุ๋ยสูตรพิเศษ’ ที่จะเชื่อมโยงบริษัทกลุ่ม new economy ให้บริษัทสามารถระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจ ขณะที่นักลงทุนไทยก็สามารถเข้ามามีส่วนร่วมรับประโยชน์จากการเติบโตของธุรกิจ new economy ผ่านการลงทุนตลาดทุนไทย และยังทำให้ตลาดทุนไทยมีสินทรัพย์ใหม่ ๆ เปรียบเสมือนการสร้าง ‘หุ้นนางฟ้าและเทวดา’ ขึ้นในประเทศไทย ผ่านการทำงานบูรณาการของทั้งสามหน่วยงานที่จะมีช่องทางพิเศษ (special track) และสิทธิประโยชน์มอบให้ เพื่อยกระดับและ transform เศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง

“วันนี้เราพูดถึงหุ้นเจ็ดนางฟ้าในอเมริกา เราจะทำยังไงให้มีนางฟ้าและเทวดามาอยู่ที่เมืองไทย” เอกนิติกล่าว และบอกว่า โครงการ BOI to IPO คือคำตอบ

BOI มองตอนนี้คือ Right Time ดึงบริษัทเข้าตลาดหุ้นไทย

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อธิบายถึงการผนึกกำลังในครั้งนี้ว่า เป็นการนำเครื่องมือของทั้งสามหน่วยงานมาเชื่อมต่อกัน โดย BOI ที่ให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อสร้างแรงจูงใจ ส่วน ตลท. และ ก.ล.ต. จะเข้ามาสนับสนุนการเตรียมความพร้อมและกระบวนการเข้าจดทะเบียน

เลขาฯ BOI บอกว่า เป้าหมายหลักไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำ IPO เท่านั้น แต่คือการก้าวไปสู่การลงทุนที่ยั่งยืน (sustainable investment) โดยมองความยั่งยืนออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่ ความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยและความยั่งยืนของธุรกิจ

ในด้านเศรษฐกิจไทย การเปิดทางให้กิจการ new economy เข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์จะทำให้คนไทยมีโอกาสถือหุ้นในกิจการที่มีศักยภาพเติบโตสูง และเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณภาพให้กับตลาดทุน ส่วนในด้านธุรกิจ บริษัทสามารถใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการระดมทุนเพื่อขยายกิจการทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงนำเงินทุนไปใช้กับการวิจัยพัฒนาและการพัฒนาบุคลากร และอีกองค์ประกอบหนึ่งที่จะดีต่อไทย คือ ‘ธรรมาภิบาล’ เพราะเงื่อนไขการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กำหนดให้กิจการต้องยกระดับธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการให้มีความโปร่งใส

นฤตม์มองว่า โครงการ BOI to IPO เป็นปุ๋ยสูตรพิเศษที่เกิดขึ้นถูกที่ถูกเวลา (the right time) เนื่องจากในช่วง 3 ปีครึ่งที่ผ่านมา (ปี 2566 ถึงมิถุนายน 2569) มีคลื่นการลงทุน new economy ไหลเข้าสู่ไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่ม semiconductor, PCB, AI supply chain, ดิจิทัล, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), หุ่นยนต์ฮิวเมนนอยด์ และชิ้นส่วนอากาศยาน ซึ่งหลายโรงงานสร้างเสร็จและเริ่มเดินหน้าการผลิตแล้ว จึงเป็นจังหวะที่เหมาะสมที่สุดในการระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจ ประกอบกับปัจจัยที่สอง คือ ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งทำให้การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศมีข้อจำกัดมากขึ้น การระดมทุนในประเทศจึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับบริษัทที่มีฐานอยู่ในประเทศไทย

BOI จูงใจด้วยสิทธิประโยชน์แบบ Top Up - ตลท.ปรับเกณฑ์รับ

ทั้งนี้ เพื่อจูงใจให้เกิดการเข้าจดทะเบียนผ่านโครงการ BOI to IPO ที่ประชุมบอร์ด BOI เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา ได้อนุมัติมาตรการให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม (on-top) จากสิทธิประโยชน์เดิม โดยหากเป็นกลุ่ม new economy จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมอีก 3 ปี จากเกณฑ์ปกติ หรือได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เพิ่มเติมเป็นเวลา 5 ปี ส่วนกลุ่มกิจการทั่วไปจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 2 ปี หรือลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เพิ่มเติมเป็นเวลา 3 ปี ตามประเภทกิจการ

ฝั่งตลาดหลักทรัพย์ฯ เข้ามารองรับด้วยการปรับเกณฑ์รับหลักทรัพย์สำหรับบริษัท new economy และบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI โดยเกณฑ์ใหม่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2569 สาระสำคัญคือการสร้างช่องทางที่เหมาะสมกับลักษณะของธุรกิจใหม่ ซึ่งมีรูปแบบการลงทุนและระยะเวลาการเติบโตแตกต่างจากธุรกิจแบบเดิม และกำหนด special track สำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และ EEC ขณะที่ยังคงมาตรฐานด้านคุณภาพ ฐานะการเงิน และการเปิดเผยข้อมูลไว้

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเข้าจดทะเบียนผ่านกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ด้วย

สำหรับ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (new economy) ที่เป็นเป้าหมายสำคัญของโครงการ ได้แก่

  1. การเกษตรและอาหารขั้นสูง (advanced agriculture & food)
  2. เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (biofuels & biochemical)
  3. การต่อยอดทางการแพทย์และสุขภาพ (medical & health advances)
  4. การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (creative tourism)
  5. ยานยนต์สมัยใหม่ (next-generation automotive)
  6. การบินและโลจิสติกส์ (aviation & logistics)
  7. ดิจิทัลและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (digital & e-commerce)
  8. อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (smart electronics)
  9. หุ่นยนต์ (robotics)
  10. การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (biotechnology, nanotechnology, digital technology และ advanced material technology)

ก.ล.ต.มี Special Track เร่ง IPO เหลือ 60-100 วัน

พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศตลาดทุนให้เอื้อต่อการระดมทุนของบริษัทที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะธุรกิจในกลุ่ม new economy ซึ่งมีบทบาทต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ new growth ในระยะยาว

ทั้งนี้ มองว่า ความร่วมมือภายใต้โครงการ BOI to IPO จะช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน สามารถเตรียมความพร้อมและเข้าถึงตลาดทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

เลขาฯ ก.ล.ต.บอกว่า ก.ล.ต.วางมาตรการเชิงรุกไว้ 2 ด้าน ด้านแรก คือ process โดยอยู่ระหว่างการปรับปรุงกระบวนการพิจารณาคำขอ IPO หรือเรียกว่า streamline IPO process ให้รวดเร็ว ชัดเจน และคาดการณ์ได้มากขึ้น โดยวางกรอบการดำเนินการไว้ประมาณ 60-100 วัน เทียบกับระยะเวลาเฉลี่ยที่ผ่านมา 147 วัน และกรอบตามกฎหมาย 165 วัน ทั้งนี้ กระบวนการแบบ stremline IPO process ไม่ได้ใช้เฉพาะกับโครงการ BOI to IPO โดยเฉพาะ แต่จะเป็นมาตรการที่ช่วยให้การ IPO ภายใต้โครงการนี้เกิดขึ้นได้เร็วขึ้น

พรอนงค์ยืนยันว่า แนวทางดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการลดมาตรฐานการพิจารณา แต่เป็นการทำให้แต่ละฝ่ายเข้ามาหารือกันตั้งแต่ก่อนยื่นคำขอ ทั้งบริษัท ที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้บริหารด้านบัญชีการเงิน ผู้สอบบัญชี และ ก.ล.ต. เพื่อให้ประเด็นสำคัญ เช่น โครงสร้างธุรกิจและการถือหุ้น ระบบควบคุมภายใน รายการระหว่างกัน ผลการดำเนินงาน รวมถึงประเด็นด้านบัญชีและรายงานทางการเงิน มีความชัดเจนตั้งแต่ต้น ปัจจุบัน ก.ล.ต.อยู่ระหว่างทดลองแนวทางดังกล่าวผ่าน sandbox โดยมีผู้เข้าร่วมกระบวนการแล้ว 3 ราย เพื่อเรียนรู้จากกระบวนการจริง ก่อนนำไปพัฒนาเป็นแนวทางอย่างเป็นทางการต่อไป

อีกด้าน คือ principle โดย ก.ล.ต.อยู่ระหว่างปรับแนวทางพิจารณา IPO ให้มุ่งสู่ disclosure based มากขึ้น ลดการใช้ดุลยพินิจในประเด็นที่สามารถกำกับดูแลผ่านการเปิดเผยข้อมูล เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนและเพียงพอต่อการตัดสินใจ ขณะที่ยังคงใช้แนวทาง merit-based ในกรณีที่มีความจำเป็นและมีนัยสำคัญ

  • ประวัติการดำเนินงาน (track record) : ปรับลดระยะเวลาการมีรายได้เชิงพาณิชย์เหลือเพียง 1 ปีขึ้นไป ทั้งสำหรับตลาด SET (จากเดิมที่ต้องมี 3 ปี) และตลาด mai (จากเดิมที่ต้องมี 2 ปี)
  • มูลค่าราคาตลาด (market cap) : สำหรับตลาด SET ปรับลดลงเหลือ 3,000 ล้านบาทขึ้นไป (ผ่อนคลายจากเกณฑ์เดิมที่กำหนดไว้ 7,500 ล้านบาท) และสำหรับตลาด mai ปรับลดลงเหลือ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป (ผ่อนคลายจากเกณฑ์เดิมที่กำหนดไว้ 2,000 ล้านบาท)

นอกจากนี้ ยังปรับเกณฑ์สัดส่วนรายได้หลักจากอุตสาหกรรมเป้าหมายให้เหลือขั้นต่ำเพียง 30% ของรายได้จากการดำเนินงานในปีล่าสุด เพื่อให้สอดรับกับโครงสร้างและรูปแบบการเติบโตของกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง

ตลท.มอง BOI to IPO สร้าง 4 Big Win

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า โครงการนี้เกิดจากการทำงานร่วมกันตลอด 5-6 เดือนที่ผ่านมา เพื่อสร้าง synergy ระหว่าง 3 หน่วยงาน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ ตลท. ที่มุ่งสู่การเป็น Trusted Gateway to inclusive opportunities

อัสสเดชมองว่า โครงการนี้จะสร้าง 4 Big Win หรือผลประโยชน์ครั้งใหญ่ 4 ด้าน ได้แก่ (1) การสร้างโอกาสระดมทุนให้ธุรกิจ new economy ทั้งไทยและต่างชาติ (2) การเปิดโอกาสให้นักลงทุนสถาบันและรายย่อยร่วมเติบโตกับเศรษฐกิจใหม่ (3) การเป็นตัวกระตุ้น (catalyst) ให้ตลาดทุนไทยคึกคักและลดการพึ่งพาเฉพาะ old economy และที่สำคัญที่สุด คือ (4) การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตามยุทธศาสตร์ Investment-led Growth ซึ่งช่วยลดอัตราส่วนหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ผ่านการเพิ่มรายได้ของประเทศ เกิดการสร้างงาน และสร้างความมั่งคั่งให้ประชาชน

แม้จะมีการลดระยะเวลาและปรับกฎเกณฑ์ให้การ IPO เกิดขึ้นได้เร็วขึ้น แต่อัสสเดชเน้นย้ำว่า ต้องการให้ธุรกิจที่เข้ามาระดมทุนในตลาดเป็นธุรกิจที่มีคุณภาพ “เพราะฉะนั้น บทบาทในโครงการนี้ผมต้องการดึง quality เข้ามาจริง ๆ สร้างโอกาสที่ถูกต้องให้กับนักลงทุนในตลาดทุนของเรา”

เดินหน้าจีบบริษัทเป้าหมาย

หลังการลงนาม ทั้ง 3 หน่วยงานจะเดินหน้าทำงานร่วมกันในการออกทำการตลาดเชิงรุก รวมถึงการเดินสายโรดโชว์ต่างประเทศ ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแผนเดินทางร่วมกับคณะของนายกรัฐมนตรีไปยังกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในสัปดาห์หน้า

ในส่วนของบริษัทเป้าหมาย ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาเริ่มพูดคุยกับหลายบริษัทแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ เนื่องจากเป็นข้อมูลลับทางธุรกิจและการตัดสินใจเข้าจดทะเบียนเป็นเรื่องที่บริษัทต้องดำเนินการภายในที่ยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ

ในเบื้องต้นมีบริษัทเป้าหมายที่อยู่ในกลุ่ม BOI มากกว่า 10 บริษัท และจะเริ่มเข้าไปพูดคุยตั้งแต่ภายในปีนี้ โดยนอกจากบริษัทที่เข้ามาลงทุนใหม่ ยังต้องการชักชวนบริษัทที่อยู่ในไทยมานานและมีสิทธิประโยชน์ BOI เหลืออยู่ให้พิจารณาการเข้าจดทะเบียนด้วย อย่างไรก็ตาม การพูดคุยที่ผ่านมาไม่ได้หมายความว่าทุกบริษัทจะตัดสินใจ IPO เพราะบางบริษัทมีนโยบายจดทะเบียนเฉพาะบริษัทแม่ในประเทศต้นทาง ขณะที่บางบริษัทในกลุ่ม EV ก็ยังอยู่ระหว่างพิจารณา

สำหรับกรอบเวลาของโครงการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ CMDF กำหนดมาตรการสนับสนุนไว้ 5 ปี โดยอัสสเดชระบุว่า หากเร็วที่สุดและมีบริษัทเข้าจดทะเบียนได้ภายในปลายปี 2570 ก็จะถือว่าเป็นผลสำเร็จ และหลังจากนั้นคาดว่าจะเห็น pipeline ที่ชัดเจนขึ้น

แชร์
เจาะลึก BOI to IPO โครงการดึง New Economy ความหวังใหม่ปลุกตลาดหุ้นไทย