Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
หุ้นไทยจะไปยังไงต่อ สิงหาฯต่างชาติขาย กันยาฯไทยขายเอง น่ากังวลหรือไม่?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

หุ้นไทยจะไปยังไงต่อ สิงหาฯต่างชาติขาย กันยาฯไทยขายเอง น่ากังวลหรือไม่?

8 ก.ย. 69
15:21 น.
แชร์

หลังจากตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวและสะสมแรงบวกในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 เดือนสิงหาคมกลายเป็นช่วงที่ SET Index เริ่มพักฐาน โดยสิ้นเดือนดัชนีลดลง 1.8% จากเดือนก่อนหน้า แต่หากเทียบกับสิ้นปี 2568 ยังเพิ่มขึ้นถึง 26.6% ขณะที่มูลค่าการซื้อขายยังอยู่ในระดับสูง

ขณะเดียวกัน เดือนสิงหาคมเป็นเดือนแรกในรอบหลายเดือนที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย โดยขายสุทธิ 24,681 ล้านบาท หลังจากเป็นแรงซื้อสำคัญที่ช่วยผลักดันตลาดในช่วงหลายเดือนก่อนหน้า

แรงกดดันสำคัญของตลาดหุ้นไทยมาจากปัจจัยต่างประเทศ ทั้งความผันผวนของตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ หลังนักลงทุนกังวลต่อหนี้สาธารณะและการขาดดุลการคลังของสหรัฐฯ รวมถึงทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ผลักดันราคาน้ำมันดิบขึ้นใกล้ระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) และเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นก็กดดันกระแสเงินทุนในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงตลาดหุ้นไทย

เมื่อเดือนสิงหาคมเห็นแรงส่งแผ่วลง คำถามสำคัญที่ตามมา คือ ตลาดหุ้นไทยเพียงแค่จอดพักเพื่อไปต่อ หรือเป็นสัญญาณเตือนว่าโมเมนตัมที่เคยผลักดันตลาดกำลังจะหมดแรง ?

สิงหาคม หุ้นไทยพักฐาน

ฉัตรชัย ทิศาดลดิลก CFA, FRM ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาวะตลาดในเดือนสิงหาคมเป็นการพักฐาน โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากความผันผวนในต่างประเทศ ทั้งสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่ขยับเข้าใกล้ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ขณะเดียวกัน ความผันผวนของตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ จากความกังวลเกี่ยวกับหนี้สาธารณะและการขาดดุลการคลัง ก่อนที่ทิศทางจากการประชุม Jackson Hole จะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น และเงินดอลลาร์แข็งค่า ปัจจัยเหล่านี้กดดันสินทรัพย์เสี่ยงและกระแสเงินทุนในตลาดเกิดใหม่ โดยเกิดภาวะปิดรับความเสี่ยง (risk off) และมีเงินทุนไหลออกจากหลายตลาด รวมถึงตลาดหุ้นไทย ซึ่งกระแสเงินลงทุนของต่างชาติในเดือนสิงหาคมเปลี่ยนเป็นขายสุทธิเป็นครั้งแรกของปี 2569

ปัจจัยกดดันเหล่านี้ส่งผลให้ SET Index ปิดเดือนสิงหาคมที่ 1,595.16 จุด ลดลง 1.8% จากเดือนก่อนหน้า แม้ยังเพิ่มขึ้น 26.6% จากสิ้นปี 2568 สำหรับมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาด SET และ mai ในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 75,050 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ส่วนช่วง 8 เดือนแรกของปี มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 69,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

สิงหาฯ ต่างชาติขายเดือนแรก ก่อนกลับมาซื้อต้นกันยาฯ

เดือนสิงหาคมเป็นเดือนแรกของปีที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย โดยมียอดขายสุทธิ 24,681 ล้านบาท หรือประมาณ 746 ล้านดอลลาร์ แต่หากนับตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนสิงหาคม ต่างชาติยังคงเป็นผู้ซื้อสุทธิหุ้นไทย 51,183 ล้านบาท โดยปัจจัยสำคัญที่กดดันกระแสเงินทุนในเดือนสิงหาคมมาจากตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ โดย bond yield ที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้เกิดแรงขายในสินทรัพย์เสี่ยงในหลายตลาด

เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นภูมิภาคในเดือนเดียวกัน ไต้หวันมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิ 9,058 ล้านดอลลาร์ อินเดีย 2,963 ล้านดอลลาร์ และอินโดนีเซียมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิ 68 ล้านดอลลาร์ ขณะที่เวียดนามเงินทุนต่างชาติไหลออกสุทธิ 67 ล้านดอลลาร์ ฟิลิปปินส์เงินทุนต่างชาติไหลออกสุทธิ 223 ล้านดอลลาร์ มาเลเซียเงินทุนต่างชาติไหลออกสุทธิ 486 ล้านดอลลาร์ และเกาหลีใต้เงินทุนต่างชาติไหลออกสุทธิ 8,633 ล้านดอลลาร์

สำหรับสัดส่วนการซื้อขายในเดือนสิงหาคม นักลงทุนต่างชาติมีสัดส่วนสูงสุดที่ 55.3% รองลงมาคือนักลงทุนรายย่อย 30.8% ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์มีสัดส่วนกลุ่มละ 6.9%

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่เดือนกันยายน ข้อมูลการซื้อขายระหว่างวันที่ 1-7 กันยายนพบว่า นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทย 6,248.39 ล้านบาท จากยอดซื้อ 180,664.39 ล้านบาท และยอดขาย 174,416 ล้านบาท แต่ในช่วงเดียวกัน กลับเป็นนักลงทุนไทยที่ขายหุ้นไทย โดยนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ 2,378.55 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 2,456.07 ล้านบาท และนักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิ 1,413.77 ล้านบาท

หุ้นไทยไปต่อได้ ปัจจัยพื้นฐานยังดี Valuation ยังไม่ตึง

แม้ตลาดหุ้นไทยในเดือนสิงหาคมจะพักฐานจากแรงกดดันของปัจจัยต่างประเทศ แต่ฉัตรชัย ทิศาดลดิลก ผู้ช่วยผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มองว่า ปัจจัยพื้นฐานในประเทศยังมีแรงสนับสนุน โดยเฉพาะแรงส่งจากการลงทุนภาคเอกชนที่ยังขยายตัวในระดับสูง แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะชะลอลง โดย GDP ไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ชะลอลงจากอัตรา 2.8% ในไตรมาสแรก และยังต่ำกว่าระดับศักยภาพระยะยาวที่ 2.6-2.7% แต่มีการปรับเพิ่มประมาณการ GDP ทั้งปี

การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 2 ขยายตัวถึง 13.4% จากปีก่อนหน้า สูงที่สุดในรอบ 13 ปีครึ่ง หรือ 54 ไตรมาส โดยการลงทุนที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับแนวโน้มค่าใช้จ่ายลงทุน (CapEx) ของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI, Data Center และโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด

ฉัตรชัยกล่าวว่า ขณะที่เศรษฐกิจยังมีข้อจำกัดจากกำลังซื้อของกลุ่มฐานรากและกลุ่มเปราะบางที่เผชิญภาวะการเงินตึงตัว และคุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลงจาก NPL ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ด้านการลงทุนกลับมีแรงส่งที่ชัดเจนขึ้น สอดคล้องกับภาพการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเติบโตที่นำโดยการลงทุน (Investment-led Growth)

ด้านผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังเป็นอีกแรงสนับสนุน โดยกำไรสุทธิในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 22.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 2 ส่วนใหญ่เป็นไปตามคาดหรือดีกว่าคาด และนักวิเคราะห์ทยอยปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (Forward EPS) อย่างต่อเนื่อง จนอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี

การปรับเพิ่มประมาณการกำไรเกิดขึ้นในช่วงที่แรงขับเคลื่อนของตลาดเริ่มกระจายไปยังหลายกลุ่มอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยทุกกลุ่มอุตสาหกรรมให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีเป็นบวก ขณะที่ในเดือนสิงหาคม กลุ่ม Industrial, Agro & Food และ Resource ให้ผลตอบแทนโดดเด่นกว่ากลุ่มอื่น และมีสัญญาณการกลับมาให้น้ำหนักกับหุ้น Global Play มากขึ้น

ด้านสภาพคล่อง มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของ SET และ mai ในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 75,050 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่ช่วง 8 เดือนแรกของปีมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 69,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ในแง่ผลตอบแทน แม้ SET Index จะปิดเดือนสิงหาคมลดลงจากเดือนก่อนหน้า แต่ยังเพิ่มขึ้น 26.6% จากสิ้นปี 2568 ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของ SET และ mai อยู่ที่ 75,050 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และทำให้ค่าเฉลี่ยในช่วง 8 เดือนแรกอยู่ที่ 69,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62.6%

ส่วนในด้าน valuation ฉัตรชัยระบุว่า earning yield gap ของ SET Index เมื่อเทียบกับผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้นมาอยู่เหนือ 5% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวเล็กน้อย ขณะที่ forward P/E ของตลาดไทย ณ สิ้นเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 14.3 เท่า เทียบกับตลาดเอเชียที่ 13.2 เท่า และ dividend yield อยู่ที่ 4.3% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเอเชียที่ 2.8% โดยมองว่า valuation ของตลาดยังไม่อยู่ในระดับตึงตัว

ฉัตรชัย ทิศาดลดิลก
ฉัตรชัย ทิศาดลดิลก

ตลาดหุ้นไทยมีความหวังจากการลงทุนใหม่

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มองว่า แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ จะอยู่ในระดับสูงและอาจดึงเงินลงทุนบางส่วนกลับไปยังสินทรัพย์สหรัฐฯ ที่ให้ผลตอบแทนราว 4-5% และมีความเสี่ยงต่ำ แต่หากบริษัทจดทะเบียนไทยยังเติบโตและสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่า นักลงทุนต่างชาติก็ยังมีโอกาสกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย

ปัจจัยหนุนที่อัสสเดชมองว่าสำคัญ คือ เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยกล่าวว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มี FDI ที่เป็นเงินลงทุนจริงเข้ามาไทยประมาณ 500,000 ล้านบาท ซึ่งการเข้ามาลงทุนของต่างชาติในอุตสาหกรรมใหม่จำกระตุ้นให้ภาคเอกชนไทยเข้าไปลงทุนเพื่อรับประโยชน์จากการใช้ Local Content และนำไปสู่การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนและเศรษฐกิจไทย

ในด้านตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ปรับเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนสำหรับบริษัทในกลุ่ม New Economy ซึ่งจะมีผลวันที่ 11 กันยายน 2569 เพื่อเปิดทางให้บริษัทใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และ EEC ตลอดจนบริษัทชั้นนำจากต่างประเทศ เข้ามาระดมทุนในตลาดไทยได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม อัสสเดชระบุว่า ผลจากการปรับเกณฑ์ดังกล่าวไม่น่าจะเห็นในปีนี้ เนื่องจากกระบวนการ IPO ต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 1 ปี

นอกจากนี้ อัสสเดชเปิดเผยว่า ขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างการตั้งเป้าลดระยะเวลาการ IPO ตั้งแต่การยื่น Filing จนถึงเริ่มซื้อขาย ให้เหลือประมาณ 90-100 วัน จากเดิมราว 165 วัน แต่กระบวนการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ไม่ได้อยู่ภายใต้การดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพียงหน่วยงานเดียว

อีกปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญมาก คือ เสถียรภาพทางการเมือง โดยอัสสเดชเล่าว่า จากการพูดคุยกับนักลงทุนต่างชาติในงาน Thailand Focus 2026 พบว่า นักลงทุนทุกรายให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางการเมืองเป็นอันดับ 1 ควบคู่กับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน เพราะหากการเมืองสะดุด แผนงานและนโยบายของภาครัฐก็อาจชะลอตามไปด้วย ซึ่งจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

“อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่ได้พูดคุยด้วยยังไม่ได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองในระยะสั้น และมองว่ารัฐบาลปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะยังมีเสถียรภาพ” กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกล่าว

ความเชื่อมั่นนักลงทุนยัง “ร้อนแรงอย่างมาก”

หากต้องการดูว่าตลาดหุ้นไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหมดแรงส่งหรือไม่ อีกตัวชี้วัดหนึ่งที่สะท้อนคำตอบได้ดี คือ ความรู้สึกของนักลงทุนเอง ซึ่งผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนยังไม่ได้สะท้อนภาพของตลาดที่กำลังหมดความเชื่อมั่นต่อหุ้นไทย

ผลสำรวจในเดือนสิงหาคม 2569 (สำรวจระหว่างวันที่ 24-31 สิงหาคม 2569) พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก” ที่ระดับ 165.89

  • ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคลอยู่ในเกณฑ์ ‘ทรงตัว’ ที่ 117.80 ปรับลดลง 1.4 จุดเปอร์เซ็นต์
  • ความเชื่อมั่นกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์อยู่ในเกณฑ์ ‘ร้อนแรง’ ที่ระดับ 155.56 ปรับลดลง 6.7 จุดเปอร์เซ็นต์
  • ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศอยู่ในเกณฑ์ ‘ร้อนแรง’ ที่ 131.58 ปรับเพิ่ม 4.2 จุดเปอร์เซ็นต์
  • ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ ‘ร้อนแรงอย่างมาก’ ที่ 200.00 ปรับเพิ่ม 20.0 จุดเปอร์เซ็นต์

ปัจจัยที่นักลงทุนมองว่าจะช่วยสนับสนุนตลาดหุ้นไทยมากที่สุด อันดับแรก คือ การไหลเข้าของเงินทุน รองลงมา คือ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ส่วนปัจจัยที่นักลงทุนมองว่าจะฉุดตลาดมากที่สุด คือ สถานการณ์การเมืองในประเทศ ตามด้วยสงครามการค้าและความขัดแย้งระหว่างประเทศ

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่นักลงทุนสนใจมากที่สุดจากการสำรวจครั้งนี้ คือ กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ (TRANS) ขณะที่กลุ่มที่นักลงทุนสนใจน้อยที่สุด คือ สื่อและสิ่งพิมพ์ (MEDIA)

ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ให้ข้อมูลว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นในช่วงครึ่งแรกของเดือนสิงหาคม จากตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ที่ออกมาดีกว่าคาดและการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวในระดับสูง ก่อนที่ช่วงครึ่งหลังของเดือนจะเห็นแรงขายทำกำไรจากนักลงทุนต่างชาติ หลังจาก SET ปรับตัวขึ้นมามาก รวมถึงมีปัจจัยจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของนโยบาย Fed และระดับบอนด์ยีลด์ในตลาดโลก

สำหรับระยะต่อไป FETCO มองว่ายังมีหลายปัจจัยที่ต้องติดตาม ทั้งทิศทางนโยบาย Fed เงินเยนและ BOJ สถานการณ์ตะวันออกกลางและราคาน้ำมัน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ งบประมาณปี 2570 มาตรการการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ

แชร์
หุ้นไทยจะไปยังไงต่อ สิงหาฯต่างชาติขาย กันยาฯไทยขายเอง น่ากังวลหรือไม่?