
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระแส “รักสุขภาพ” และ “Longevity” กำลังมาแรงอย่างมากในประเทศไทย ไม่ว่ามองไปทางไหนก็เห็นคนไทยรักการออกกำลังกาย วิ่ง หรือเต้นแอโรบิก และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจึงกลายเป็นตลาดที่บูมหนักและมีความน่าสนใจไม่น้อย
Spotlight ได้มีโอกาสไปเยือนงาน Vitafoods Asia 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งนี่คือมหกรรมแสดงสินค้าและนวัตกรรมด้านโภชนเภสัช (Nutraceuticals) อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยรวบรวมผู้จัดแสดงสินค้ากว่า 650 ราย ภายใต้ธีม "Nutraceuticals Trends Across Generations" อัปเดตเทรนด์สุขภาพ สารสกัด นวัตกรรม และบริการรับจ้างผลิต (OEM/ODM)
ความน่าสนใจคือ เพียงวันแรกที่เปิดงาน เหล่านักธุรกิจและผู้สนใจชาวไทยก็ตบเท้าเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง สะท้อนให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์สุขภาพกำลังมาแรงจริง ๆ แต่ถ้าหากจะพูดถึงเจ้าตลาดในผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ เราจะมองข้าม “ออสเตรเลีย” ไม่ได้เลย
ในปีนี้ ออสเตรเลียได้จัดตั้งพาวิลเลียนระดับประเทศในงาน Vitafoods เป็นครั้งแรก โดยนำบริษัทจากออสเตรเลียจำนวน 24 แห่งเข้าร่วมงานในประเทศไทย เพื่อเปิดโอกาสทางการค้า การลงทุน และการสร้างเครือข่ายด้านการผลิตระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ แต่ความร่วมมือระหว่างไทยและออสเตรเลียนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านการค้าและการผลิตเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการวิจัย วิทยาศาสตร์ การแพทย์ และการกำกับดูแลมาตรฐานผลิตภัณฑ์
และนอกเหนือไปกว่านี้ ไทยยังมีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเวชภัณฑ์ทางเลือกให้กับบริษัทจากออสเตรเลีย โดยขณะนี้ มีหลายบริษัทของออสเตรเลียอยู่ระหว่างการหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งกำลังการผลิตในประเทศไทย เพื่อดันไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตในอาเซียน
นายพาโบล คัง เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย บอกกับเราว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เวชภัณฑ์ทางเลือก และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เนื่องจากทั้งสองประเทศมีโครงสร้างประชากรและแนวโน้มด้านสุขภาพที่ใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และความต้องการผลิตภัณฑ์ที่ช่วยส่งเสริมการมีสุขภาพดีในระยะยาว
สำหรับจุดแข็งของออสเตรเลียคือ การมีประสบการณ์ยาวนานด้านการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพและเวชภัณฑ์ทางเลือก ภายใต้ระบบกำกับดูแลที่เข้มงวด รวมถึงมีจุดแข็งด้านการผลิตขั้นสูง นวัตกรรม และมาตรฐานความปลอดภัย
ขณะที่ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และมีชนชั้นกลางประมาณ 28 ล้านคน ซึ่งยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง นอกจากนี้ ไทยยังเป็นประเทศที่มีอายุเฉลี่ยของประชากรสูงที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีค่ามัธยฐานอายุมากกว่า 41 ปี ส่งผลให้ผู้บริโภคไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพ การดูแลตัวเอง และผลิตภัณฑ์เพื่อการสูงวัยอย่างมีคุณภาพมากขึ้น ออสเตรเลียจึงมองว่า จุดแข็งด้านการผลิตและมาตรฐานของออสเตรเลีย สามารถเชื่อมโยงกับความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภคไทยได้เป็นอย่างดี
นอกจากการเป็นตลาดผู้บริโภคแล้ว ไทยยังมีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเวชภัณฑ์ทางเลือกให้กับบริษัทจากออสเตรเลีย โดยขณะนี้มีหลายบริษัทอยู่ระหว่างการหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งกำลังการผลิตในประเทศไทย แต่เป้าหมายไม่ได้จำกัดเฉพาะการผลิตเพื่อจำหน่ายในตลาดไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ปัจจุบัน บริษัทออสเตรเลียหลายแห่ง เช่น Blackmores และ Swisse มีผลิตภัณฑ์จำหน่ายในตลาดไทยแล้ว และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
ในด้านการวิจัย องค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย หรือ CSIRO ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยหลักของรัฐบาลออสเตรเลีย ได้ร่วมมือกับประเทศไทยในด้านการวิจัยและพัฒนาวัคซีน รวมถึงการผลิตวัคซีน
นอกจากนี้ สำนักงานกำกับดูแลผลิตภัณฑ์เพื่อการบำบัดของออสเตรเลีย หรือ TGA ซึ่งมีบทบาทใกล้เคียงกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ของไทย ยังมีความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลของไทยในด้านการรับรองและมาตรฐานผลิตภัณฑ์
เครื่องหมายรับรองจาก TGA ถือเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ผลิตสามารถส่งออกสินค้าไปยังตลาดประเทศที่สามได้ เนื่องจากออสเตรเลียมีระบบกำกับดูแลผลิตภัณฑ์สุขภาพที่เข้มงวดและได้รับความเชื่อถือ
ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัย Southern Cross ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านงานวิจัย ก็เข้าร่วมในพาวิลเลียนออสเตรเลียด้วย สะท้อนให้เห็นว่า ความร่วมมือระหว่างไทยและออสเตรเลียในอุตสาหกรรมนี้ ยังสามารถต่อยอดไปสู่การวิจัยทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์ และการพัฒนานวัตกรรมร่วมกันได้
ส่วนสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ผู้แทนออสเตรเลียมองว่า วิกฤตดังกล่าวยิ่งตอกย้ำความสำคัญของความมั่นคงด้านพลังงาน และการกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบและพลังงาน
ทั้งไทยและออสเตรเลียต่างให้ความสำคัญกับการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาเชื้อเพลิงอากาศยาน ก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
ในด้านความมั่นคงทางสุขภาพ ผู้แทนออสเตรเลียระบุว่า ไทยและออสเตรเลียตั้งอยู่ในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างประเทศโดยตรงน้อยกว่าตะวันออกกลางและยุโรป
ทั้งสองประเทศจึงมีศักยภาพในการพัฒนาเครือข่ายการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ยา วิตามิน และผลิตภัณฑ์สุขภาพร่วมกัน โดยใช้ฐานการผลิตในไทยและออสเตรเลีย เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางการค้าและแหล่งผลิตที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม
ความร่วมมือดังกล่าวอาจช่วยเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานด้านสุขภาพในภูมิภาค และเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตและกระจายผลิตภัณฑ์สุขภาพไปยังตลาดโลกในอนาคต
อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพและโภชนเภสัชของออสเตรเลียก็กำลังเดินหน้าขยายตลาดในเอเชีย โดยมองประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูง หลังความต้องการผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและการสูงวัยอย่างมีสุขภาพดี หรือ Healthy Ageing เติบโตต่อเนื่องตามโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย
นายจอห์น โอโดเฮอร์ตี CEO ของ Complementary Medicines Australia กล่าวว่า เทรนด์ Healthy Ageing และ Longevity หรือการมีอายุยืนยาว กำลังเป็นหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในตลาดที่มีสัดส่วนประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพในระยะยาวมากขึ้น
ออสเตรเลียมีความพร้อมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว โดยจุดแข็งสำคัญอยู่ที่การวิจัยและนวัตกรรม มาตรฐานการผลิต และกฎระเบียบด้านความปลอดภัยที่เข้มงวด พร้อมด้วยความมุ่งมั่นในการยกระดับสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคทั้งในออสเตรเลียและตลาดทั่วโลก
ด้านนายแคเมรอน อัลลัน ทูตพาณิชย์ออสเตรเลีย ก็ตอกย้ำว่า ภาคธุรกิจออสเตรเลียมองประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เวชภัณฑ์ทางเลือก และสินค้าด้านสุขภาพ โดยไม่ได้มองไทยเพียงในฐานะตลาดผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็นฐานสำคัญในการสร้างความร่วมมือและขยายธุรกิจไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ความต้องการผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในประเทศไทยกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี การออกกำลังกาย และกิจกรรมที่ผสมผสานกีฬาเข้ากับความบันเทิง
สำหรับแนวโน้มตลาดสุขภาพในช่วง 5 ปีข้างหน้า คาดว่า เรื่องการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ หรือ Longevity รวมถึงการยืดช่วงเวลาที่ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างแข็งแรง หรือ Health Span จะยังคงเป็นกระแสสำคัญ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้ พฤติกรรมของผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนจากการมุ่งลดน้ำหนัก ไปสู่การสร้างกล้ามเนื้อ การบริโภคโปรตีน และการดูแลสมรรถภาพร่างกายมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเพียงรูปร่างที่ดี แต่ยังให้ความสำคัญกับความแข็งแรงและคุณภาพชีวิตในระยะยาว
ขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่ยังมองหากิจกรรมด้านสุขภาพที่สามารถทำร่วมกับผู้อื่นได้ เช่น การออกกำลังกายในสวนสาธารณะหรือกิจกรรมแบบกลุ่ม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า สุขภาพ ความสนุก และการสร้างชุมชนกำลังกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของตลาดสุขภาพยุคใหม่