
“รู้อะไรก็ไม่สู้รู้วิชา” เป็นคำที่คนไทยคุ้นเคยมานาน เพราะการศึกษาคือหนึ่งในเส้นทางสำคัญที่ช่วยให้คนมีความรู้ มีอาชีพ และสร้างโอกาสให้ชีวิต ที่ผ่านมา การเรียนมหาวิทยาลัยจึงมักถูกมองว่าเป็นบันไดไปสู่งานที่มั่นคง เมื่อเรียนจบก็เริ่มงานแรก เก็บเกี่ยวประสบการณ์ และค่อย ๆ เติบโตในสายอาชีพ แต่สำหรับคนที่กำลังสำเร็จการศึกษาในวันนี้ ก้าวแรกของเส้นทางดังกล่าวอาจไม่ได้ง่ายเหมือนเดิม
ข้อมูลจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่า อัตราการว่างงานของเยาวชนทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 12.4% ในปี 2025 หรือเท่ากับมีคนหนุ่มสาวอายุ 15-24 ปีราว 67 ล้านคนที่ยังไม่มีงานทำ
ขณะเดียวกัน เยาวชนมากกว่า 257 ล้านคนทั่วโลกไม่ได้อยู่ในการจ้างงาน การศึกษา หรือการฝึกอบรม หรืออยู่ในกลุ่ม NEET (Not in Education, Employment, or Training) สะท้อนว่าปัญหาการเข้าสู่ตลาดแรงงานของคนรุ่นใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศใดประเทศหนึ่ง
รายงานจาก Bnomics แพลตฟอร์มบทวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจจาก ธนาคารกรุงเทพ (Bangkok Bank) ระบุว่า สถานการณ์นี้เป็นผลจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งเศรษฐกิจที่เติบโตช้าลง การสร้างงานใหม่ที่ไม่ทันกับจำนวนคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน และทักษะที่ภาคธุรกิจต้องการซึ่งกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อ AI เข้ามาช่วยทำงานพื้นฐานบางประเภทที่เคยเป็นพื้นที่ฝึกฝนของพนักงานระดับเริ่มต้น
ขณะเดียวกันไทยยังมีปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะแรงงานกับความต้องการของตลาด หรือ Skill Mismatch ทำให้เกิดภาพย้อนแย้งที่ตำแหน่งงานจำนวนมากยังว่างอยู่พร้อมกับที่ผู้สำเร็จการศึกษาจำนวนหนึ่งยังหางานไม่ได้
การมีใบปริญญาเคยถูกมองว่าเป็นประตูสำคัญสู่การมีงานทำ แต่ในตลาดแรงงานปัจจุบัน ประตูบานนี้ไม่ได้เปิดออกโดยอัตโนมัติอีกต่อไป เพราะการสร้างงานใหม่ไม่ทันกับจำนวนคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ทำให้การแข่งขันเพื่อเข้าสู่งานแรกสูงขึ้น
ความยากไม่ได้อยู่เพียงที่จำนวนตำแหน่งงาน แต่ยังอยู่ที่ลักษณะของงานซึ่งเปลี่ยนแปลงไป นายจ้างไม่ได้พิจารณาเฉพาะวุฒิการศึกษา แต่ต้องการเห็นว่าผู้สมัครสามารถนำความรู้ไปใช้ทำงานจริงได้มากน้อยเพียงใด คนที่มีความรู้ในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวจึงอาจต้องแข่งขันกับผู้สมัครที่มีทั้งประสบการณ์ฝึกงาน เคยทำโครงการจริง หรือมีทักษะเฉพาะที่สอดคล้องกับงาน
สถานการณ์นี้ทำให้เส้นทางแบบเดิมที่ว่า “เรียนให้จบก่อน แล้วค่อยเรียนรู้การทำงานจริงเมื่อเข้าบริษัท” ใช้ได้ยากขึ้น เพราะกว่าจะสำเร็จการศึกษา เทคโนโลยีบางอย่างอาจเปลี่ยนไปแล้ว ขณะที่ทักษะที่นายจ้างต้องการก็อาจไม่เหมือนกับวันที่นักศึกษาเริ่มก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัย
ในอดีต งานธุรการ งานสำนักงาน การจัดทำเอกสาร การประมวลผลข้อมูล การวิเคราะห์เบื้องต้น หรือแม้แต่การเขียนโค้ดบางส่วน มักเป็นงานที่เปิดโอกาสให้พนักงานระดับ Junior ได้เริ่มเรียนรู้จากการลงมือทำ แต่วันนี้ AI สามารถเข้ามาช่วยทำงานเหล่านี้ได้มากขึ้น ทำให้งานพื้นฐานบางส่วนที่เคยทำหน้าที่เป็น “สนามฝึก” ของคนเพิ่งเริ่มทำงานกำลังเปลี่ยนรูปแบบไป
ILO ประเมินว่า ประมาณ 6.1% ของงานที่คนอายุ 15-29 ปีทำอยู่ อยู่ในกลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเปลี่ยนแปลงจาก AI อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่างานทั้งหมด 6.1% จะหายไป สิ่งที่กำลังเปลี่ยนคือ “ลักษณะของงาน” และ “ทักษะที่จำเป็น” สำหรับการทำงานนั้น
สำหรับคนรุ่นใหม่ ความท้าทายจึงไม่ใช่เพียงการแย่งตำแหน่งงานกับผู้สมัครคนอื่น แต่ยังต้องพิสูจน์ว่าสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้ เมื่อ AI ช่วยรับหน้าที่บางส่วน ผู้สมัครจึงต้องแสดงความสามารถในงานส่วนที่ต้องใช้การคิด วิเคราะห์ ตรวจสอบ หรือสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของอาชีพ
ในอีกด้านหนึ่ง AI ก็กำลังสร้างความต้องการแรงงานรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะงานด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม เทคโนโลยี การแพทย์และสุขภาพ รวมถึงอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ทักษะสูง เทคโนโลยีจึงอาจทำหน้าที่พร้อมกันทั้งทดแทนงานบางส่วน เปลี่ยนวิธีทำงานของอาชีพเดิม และสร้างงานรูปแบบใหม่ขึ้นมา
ภาพของตลาดแรงงานไทยสะท้อนความท้าทายเดียวกัน ในไตรมาส 2 ปี 2026 ไทยมีผู้ว่างงานประมาณ 400,000 คน หรือคิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.95% โดยในจำนวนนี้ราว 192,000 คนเป็นผู้ที่ไม่เคยทำงานมาก่อน
เมื่อพิจารณาตามระดับการศึกษา ผู้สำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมีอัตราการว่างงานสูงที่สุดที่ 1.6% เทียบกับ 1.0% ในกลุ่มผู้จบมัธยมศึกษาตอนปลาย และ 0.9% ในกลุ่มผู้จบมัธยมศึกษาตอนต้น ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่า การศึกษาที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าจะเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ง่ายกว่าเสมอไป
อย่างไรก็ตาม ปัญหาของไทยไม่ได้เกิดจากการมีตำแหน่งงานน้อยเกินไปเพียงด้านเดียว ข้อมูลที่รัฐบาลเปิดเผยในเดือนกรกฎาคม 2026 ระบุว่า แพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” มีตำแหน่งงานว่างสะสมมากกว่า 311,000 อัตรา ขณะที่มีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีกว่า 25,000 คนอยู่ระหว่างหางาน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพที่ดูย้อนแย้งว่า แม้จะมีทั้ง “คนหางาน” และ “งานหาคน” อยู่พร้อมกัน แต่ทั้งสองฝ่ายอาจจับคู่กันไม่ได้ง่าย เหตุผลสำคัญคือทักษะและประสบการณ์ของผู้สมัครอาจไม่ตรงกับสิ่งที่นายจ้างต้องการ ขณะที่สถานที่ทำงาน ค่าจ้าง สภาพการทำงาน ตลอดจนความคาดหวังของนายจ้างและผู้สมัคร ล้วนมีส่วนทำให้การจับคู่ยากขึ้น
ข้อมูลประกาศรับสมัครงานออนไลน์ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ยิ่งทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวชัดขึ้น จำนวนประกาศรับสมัครงานโดยรวมลดลง 9.6% จาก 642,216 ตำแหน่งในช่วงไตรมาส 2-4 ปี 2024 เหลือ 580,505 ตำแหน่งในช่วงเดียวกันของปี 2025
ขณะเดียวกัน ความต้องการทักษะภายในแต่ละอาชีพก็กำลังเปลี่ยนไป ประกาศรับสมัคร Graphic Designer ลดลง 13.0% และ Software Engineer ลดลง 5.3% แต่ตำแหน่ง Software Engineer ที่ระบุว่าต้องการทักษะด้าน AI กลับเพิ่มขึ้นถึง 94.6% แสดงให้เห็นว่านายจ้างยังต้องการทักษะวิชาชีพเดิม แต่ให้ความสำคัญมากขึ้นกับคนที่สามารถนำ AI มาต่อยอดและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
การแข่งขันในตลาดแรงงานจึงอาจไม่ได้อยู่ระหว่าง “มนุษย์กับ AI” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ระหว่างคนที่สามารถใช้ AI เพื่อยกระดับทักษะของตนเอง กับคนที่ยังปรับตัวไม่ทันต่อวิธีการทำงานที่เปลี่ยนไป
ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าใบปริญญาหมดความสำคัญ เพราะการศึกษายังเป็นรากฐานของความรู้และการพัฒนาทักษะ แต่ตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยนคำถามจากเดิมที่เคยถามว่า “คุณเรียนจบอะไรมา” ไปสู่คำถามว่า “คุณนำสิ่งที่เรียนมาไปทำอะไรได้บ้าง”
ประสบการณ์จากการฝึกงาน การทำโครงการจริง ทักษะด้านเทคโนโลยี และความสามารถในการใช้ AI จึงมีน้ำหนักมากขึ้นควบคู่กับทักษะที่มนุษย์ยังมีจุดแข็ง ทั้งการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ การใช้เหตุผล และการตัดสินใจ ใบปริญญาจึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นหลักฐานของความรู้เท่านั้น แต่ต้องถูกต่อยอดให้กลายเป็นความสามารถที่ใช้ได้จริง
“รู้อะไรก็ไม่สู้รู้วิชา” จึงยังเป็นคำที่ใช้ได้ เพียงแต่ความหมายของคำว่า “รู้” กำลังเปลี่ยนไป จากการมีความรู้ในสาขาหนึ่ง ไปสู่การรู้ว่าจะประยุกต์ใช้ความรู้นั้นอย่างไร เรียนรู้สิ่งใหม่ได้เร็วเพียงใด และทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้มากน้อยแค่ไหน
สำหรับไทย ต่อให้เศรษฐกิจสร้างตำแหน่งงานได้มากขึ้น แต่หากมหาวิทยาลัยผลิตทักษะแบบหนึ่ง ขณะที่ภาคธุรกิจต้องการอีกแบบหนึ่ง ภาพเดิมก็อาจยังดำเนินต่อไป คือมีตำแหน่งงานว่างอยู่จำนวนมาก ขณะที่คนรุ่นใหม่ส่วนหนึ่งยังหาประตูเข้าสู่ตลาดแรงงานไม่พบ
ใบปริญญาจึงยังมีคุณค่า แต่กำลังเปลี่ยนจากสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นเส้นทางไปสู่งานที่มั่นคง มาเป็น “รากฐาน” ที่แต่ละคนต้องนำไปต่อยอดด้วยประสบการณ์ ทักษะเชิงปฏิบัติ และความสามารถในการปรับตัว เพราะในโลกการทำงานวันนี้ การรู้วิชาอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ส่วนความสามารถในการนำวิชาที่รู้ไปใช้จริง คือสิ่งที่จะพาแต่ละคนเดินต่อไปในเส้นทางอาชีพได้