
อย่าบอกว่า AI ไม่ได้แทนแรงงานคน เพราะมันเกิดขึ้นตำตาแล้ว
ผู้เขียนเพิ่งกลับจาก Summer Davos 2026 หรือ World Economic Forum – Annual Meeting of the New Champions ครั้งที่ 17 ที่เมืองต้าเหลียน ประเทศจีน มาหมาดๆ ผู้เขียนมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงหลายท่านในอุตสาหกรรมหนัก และพบว่าเรื่องที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในปีนี้ไม่ใช่ AI จะมาแทนที่คนไหม แต่เป็นคำถามที่ลึกกว่านั้นมาก
คุณศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCG Chemicals (SCGC) พูดกับผู้เขียนไว้อย่างน่าสนใจว่า วันนี้เรื่องกลัว AI ไม่ใช่ประเด็นหลักอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเรื่องของการหาวิธีทำให้เทคโนโลยีสร้างผลผลิตที่วัดผลได้จริงต่างหาก โดยยกหัวข้อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดบนเวทีคือ "AI Everywhere, Not at Once" ตั้งคำถามแหลมคมว่าทำไมองค์กรทั่วโลกทุ่มเงินลงทุนใน AI มหาศาล แต่ตัวเลขผลิตภาพทางเศรษฐกิจในภาพรวมกลับยังไม่โตก้าวกระโดดตามที่คาด มีข้อมูลจาก Experis CIO Outlook 2026 ที่สำรวจผู้นำเทคโนโลยีกว่า 1,930 รายทั่วโลกชี้ประเด็นที่น่าตกใจว่านี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่โจทย์หลักของ CIO ได้เปลี่ยนจากความปลอดภัยไซเบอร์มาเป็นการทำให้ AI สร้างมูลค่าให้ธุรกิจหลักได้จริง มากกว่าวิสัยทัศน์ที่พูดลอยๆ
ขณะที่แยน แมนดรุพ โอเลเซ่น Global Head ด้านนวัตกรรมดิจิทัลจาก Indorama Ventures บอกผู้เขียนว่าสิ่งที่เห็นวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทดลองเท่านั้น อนาคตอันใกล้ AI จะไม่ใช่แค่ซอฟต์แวร์ประมวลผล แต่จะหลอมรวมเข้ากับหุ่นยนต์อัจฉริยะหรือ Embodied AI ที่ทำงานเคียงข้างมนุษย์ในโรงงานเต็มรูปแบ ถ้าองค์กรไหนยังลังเลไม่เริ่มทดลองวันนี้ มีความเสี่ยงสูงที่จะตกขบวนไปไกลและยากจะตามคู่แข่งได้ทัน
“เรายังอยู่ห่างจากสุดสูงสุดของศักยภาพที่ AI มีอีกไกล นี่แค่เพิ่งเริ่มต้นครับ” เขากล่าว
ส่วนด้านที่น่ากังวลนั้นหนีไม่พ้นผลกระทบต่อแรงงานที่ใครๆก็เสี่ยงถูกแทนที่ได้ในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งโจนาธาน หว่อง หัวหน้าฝ่ายนวัตกรรมและการลงทุนจาก UNESCAP บอกว่าเพิ่งได้คุยกับผู้ประกอบการจีนรายหนึ่ง จากเดิมเคยจ้างพนักงาน 50 คน แต่พอนำ AI มาควบคุมกระบวนการทั้งหมด เหลือใช้คนเพียง 5 คนเท่านั้น
แรงงานหายไป 90% ในธุรกิจเดียว นี่ไม่ใช่การคาดการณ์ในอนาคต แต่เกิดขึ้นแล้ววันนี้
หลายประเทศตอนนี้กำลังขยับเชิงนโยบายจริงจัง อย่างสิงคโปร์ที่ทุ่มงบมหาศาลทำ Reskilling-Upskilling ขณะที่แนวคิด "ภาษีหุ่นยนต์" เริ่มถูกพูดถึงอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพื่อนำรายได้กลับมาสร้างตาข่ายรองรับแรงงานที่ได้รับผลกระทบ เรื่องนี้จะถูกขีดเส้นใต้และนำมาพูดในวงกว้างมากขึ้นอย่างแน่นอน เพราะคนที่เคยมีประสบการณ์ทำงานมาตลอดชีวิต เขาจะทำมาหากินอะไรต่อในวันที่เครื่องจักรแทนที่การทำงานของเขาโดยสมบูรณ์แล้ว
การอัพสกิลหรือรีสกิลตอนอายุ 50 ปีคงไม่สนุกแน่ๆ
นอกจากนี้โจทย์ใหญ่อีกข้อที่มาคู่กันคือพลังงาน ดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกที่ต้องประมวลผล AI มหาศาลทำให้ความต้องการไฟฟ้าพุ่งเป็นประวัติการณ์ จากรายงาน Energy Transition Index 2026 ของ WEF ระบุว่าพลังงานสะอาดและนิวเคลียร์รวมกันคิดเป็น 42% ของไฟฟ้าทั้งหมดของโลกแล้ว แต่โครงสร้างพื้นฐานของโครงข่ายไฟฟ้าและแหล่งทุนกลับแผ่วลงเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ ยิ่งเจอช็อกด้านภูมิรัฐศาสตร์ก็ยิ่งเห็นรอยร้าวชัด เรื่องนี้ เชค ตันดุป อิสลาม Head of Event Editorial ของ WEF ยืนยันว่าเงินทุนไม่ได้ขาดแคลน ปัญหาจริงคือการจัดสรรและความยืดหยุ่นของระบบต่างหาก
เงินยังมีอยู่ แต่การจัดสรรเงินคือปัญหา สำหรับโลกที่แตกแยกเป็นฝั่งเป็นฝ่ายอย่างไม่เกรงใจใคร
จริงอยู่ที่เวที Summer Davos 2026 นี้จะมีแต่เรื่อง AI และพลังงานเป็นหลัก แต่เรื่องที่เราไม่ควรมองข้ามและต้องเฝ้าดูต่อคือ ระเบิดเวลาของการแทนที่แรงงาานคนด้วยเครื่องจักรและ AI ถึงเวลานั้นคนจำนวนมากที่ว่างงานจะไปทำอะไรต่อและข้อได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ของมนุษย์ที่เหนือระบบจะมีอะไรบ้าง?
โลกของทุนนิยมไม่ใช่เรื่องที่ ‘โลกสวย’ แน่ๆ

นักข่าวเศรษฐกิจและผู้ก่อตั้งเพจ BizKlass