Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ศูนย์ข้อมูลจ่อลงทุนไทยทะลุล้านล้านบาท กินน้ำ-ไฟมากแต่สร้างงานประจำน้อย
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ศูนย์ข้อมูลจ่อลงทุนไทยทะลุล้านล้านบาท กินน้ำ-ไฟมากแต่สร้างงานประจำน้อย

3 ก.ย. 69
16:43 น.
แชร์

กระแสการลงทุนในธุรกิจ Data Center เป็นหนึ่งในความหวังใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย สะท้อนจากมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า ในปี 2568 มีโครงการ Data Center ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 36 โครงการ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 7.28 แสนล้านบาท ขณะที่เฉพาะไตรมาสแรกของปี 2569 มีคำขอลงทุนในกลุ่ม Data Center และ Cloud Service เพิ่มอีก 48 โครงการ มูลค่าราว 8.74 แสนล้านบาท ซึ่งสูงกว่ามูลค่าคำขอตลอดทั้งปี 2568 และเมื่อรวมกันแล้วมีมูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการลงทุนตั้งแต่หลายแสนล้านบาทไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับมูลค่าเพิ่มในระดับเดียวกันโดยอัตโนมัติ เพราะเม็ดเงินส่วนใหญ่ไม่ได้หมุนเวียนอยู่ภายในประเทศทั้งหมด

รายงานของ Krungthai COMPASS ระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการพัฒนา Data Center มากกว่า 60% เป็นค่าอุปกรณ์สารสนเทศ ตั้งแต่ชิปประมวลผล หน่วยความจำ ไปจนถึงระบบเครือข่าย ซึ่งไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ส่วนผู้ประกอบการไทยที่ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่ยังอยู่ในธุรกิจก่อสร้าง การพัฒนาที่ดิน และระบบสาธารณูปโภค

ด้วยเหตุนี้ รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 2/2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จึงระบุว่า การประเมินความสำเร็จของอุตสาหกรรม Data Center ไม่ควรพิจารณาเพียงจำนวนโครงการหรือมูลค่าคำขอลงทุนเท่านั้น แต่ต้องดูด้วยว่าไทยสามารถเก็บ “มูลค่าเพิ่มในประเทศ” ได้มากเพียงใด หลังหักต้นทุนด้านไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และสิทธิประโยชน์ทางภาษี รวมถึงพิจารณาว่า Data Center สามารถเชื่อมโยงและสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการ แรงงาน และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของไทยได้จริงหรือไม่

เงินลงทุนก้อนใหญ่ ไม่เท่ากับมูลค่าเพิ่มที่อยู่ในไทย

Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่อยู่เบื้องหลังบริการดิจิทัลในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การโอนเงินผ่านแอปพลิเคชัน การดูหนังผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิง ไปจนถึงการค้นหาคำตอบด้วย AI การขยายตัวของบริการเหล่านี้ทำให้ความต้องการพื้นที่จัดเก็บ ประมวลผล และส่งต่อข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ฐานลูกค้าของอุตสาหกรรมนี้กระจายอยู่ในหลายภาคส่วน โดยศูนย์วิจัยกรุงศรีระบุว่ากลุ่มผู้ใช้งานหลักคือธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และกลุ่มธนาคาร การเงิน และประกันภัย (BFSI) ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินสัดส่วนตลาดปี 2569 ว่ามาจากภาคการเงิน 29% ค้าส่ง-ค้าปลีก 25% และบริการสุขภาพ 19% จึงกล่าวได้ว่า Data Center ไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สำหรับวางเซิร์ฟเวอร์ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมาก

ข้อมูลจาก McKinsey & Company ประเมินว่า ในช่วงปี 2568-2573 การลงทุน Data Center ทั่วโลกอาจมีมูลค่าสะสมถึง 6.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และภายในปี 2573 ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอาจมีสัดส่วนความต้องการ Data Center ราว 34% เทียบกับอเมริกาเหนือที่ 46% จึงไม่น่าแปลกที่หลายประเทศในภูมิภาค รวมถึงไทย พยายามดึงดูดการลงทุนจากผู้ให้บริการรายใหญ่

แต่ห่วงโซ่อุปทานของ Data Center มีตั้งแต่ผู้ให้บริการระบบไฟฟ้าและโทรคมนาคม ผู้จัดหาที่ดินและงานก่อสร้าง ผู้ผลิตอุปกรณ์ไอที ไปจนถึงผู้ให้บริการ Data Center, Cloud, ระบบเครือข่าย และบริการจัดเก็บข้อมูล

หากไทยมีส่วนร่วมเพียงการจัดหาที่ดิน งานก่อสร้าง และสาธารณูปโภค ขณะที่เทคโนโลยีและอุปกรณ์หลักยังเป็นของต่างประเทศ มูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่ก็อาจไม่ได้ตกอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย

ด้วยเหตุนี้ ตัวเลขที่ควรใช้วัดความคุ้มค่าจึงไม่ใช่เพียง headline investment แต่ต้องเป็นผลประโยชน์สุทธิต่อทรัพยากรที่ไทยนำไปแลก ทั้งไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และรายได้ภาษีที่อาจลดลงจากมาตรการส่งเสริมการลงทุน

Data Center สร้างผลคูณได้ แต่ต้องเชื่อมกับเศรษฐกิจในประเทศ

Data Center สามารถสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจได้ หากโครงการเชื่อมโยงกับธุรกิจและแรงงานในพื้นที่อย่างแท้จริง การศึกษาของ PwC ที่จัดทำให้ Data Center Coalition พบว่า ในช่วงปี 2560-2564 งาน 1 ตำแหน่งในอุตสาหกรรม Data Center สหรัฐฯ คิดเป็นตัวคูณการจ้างงาน 7.4 กล่าวคือสนับสนุนงานเพิ่มเติมในระบบเศรษฐกิจอีกราว 6.4 ตำแหน่ง แต่ผลดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ และขึ้นอยู่กับระดับการมีส่วนร่วมของเศรษฐกิจท้องถิ่น

กรณี Loudoun County รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา สะท้อนว่าอุตสาหกรรม Data Center สามารถกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญของท้องถิ่นได้ โดยรายได้ภาษีจากอุตสาหกรรมนี้เติบโตจากราว 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อสิบปีก่อน มาอยู่ที่ระดับ 890 ล้านถึง 1.1 พันล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2567-2568 รายได้ดังกล่าวช่วยให้เคาน์ตีลงทุนปรับปรุงถนนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์และสร้างโรงเรียนใหม่ 36 แห่งตลอด 15 ปีที่ผ่านมา

ในภาพรวมระดับประเทศ งานศึกษาของ Yue และ Zeng (2026) ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลระดับเคาน์ตีทั่วสหรัฐฯ พบว่าเมื่อ Data Center เปิดดำเนินการ การจ้างงานในพื้นที่เพิ่มขึ้นประมาณ 3.5% ค่าจ้างรวมเพิ่มขึ้น 5.0% และจำนวนสถานประกอบการเพิ่มขึ้น 4.7% 

แต่มีข้อสังเกตสำคัญสองประการ หนึ่งคือผลเหล่านี้เป็นผลระยะยาว โดยสามปีแรกหลังเปิดดำเนินการ ตัวเลขยังอยู่ที่เพียง 0.9% 1.1% และ 1.0% ตามลำดับ สองคือผลประโยชน์มักกระจุกตัวอยู่ในเขตเมืองที่มีธุรกิจและแรงงานหนาแน่น ส่วนพื้นที่นอกเขตเมืองแทบไม่ได้ประโยชน์ในระดับที่วัดได้เลย

งานกระจุกช่วงก่อสร้าง แต่การใช้ไฟและน้ำอยู่ต่อระยะยาว

หนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของ Data Center คือรูปแบบการจ้างงาน งานส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในช่วงก่อสร้าง แต่เมื่ออาคารและระบบพร้อมเปิดดำเนินการแล้ว โครงการใช้พนักงานประจำน้อยลงมาก 

การประเมินของ U.S. Chamber of Commerce พบว่า Data Center ทั่วไปจ้างแรงงานท้องถิ่นราว 1,688 ตำแหน่งในช่วงก่อสร้าง แต่หลังเปิดดำเนินการ สนับสนุนงานในท้องถิ่นเพียงราว 157 ตำแหน่งต่อปี ซึ่งนับรวมงานทางอ้อมด้วย ส่วนพนักงานประจำในอาคารจริงมีน้อยกว่านั้นมาก โดย JLARC ของรัฐเวอร์จิเนียระบุว่าโรงงานขนาด 250,000 ตารางฟุตมีพนักงานประจำเพียงราว 50 คน

ขณะเดียวกัน Data Center ต้องใช้ไฟฟ้าและน้ำอย่างต่อเนื่องจนอาจกระทบกับชุมชนโดยรอบ สำนักงานสถิติแห่งชาติไอร์แลนด์ (CSO) รายงานเมื่อกรกฎาคม 2569 ว่า ในปี 2568 Data Center ใช้ไฟฟ้าคิดเป็น 23% ของการใช้ไฟฟ้าที่วัดผ่านมิเตอร์ทั้งประเทศ เพิ่มจาก 22% ในปี 2567 21% ในปี 2566 และเพียง 5% ในปี 2558 จนระบบไฟฟ้าในดับลินต้องระงับการอนุมัติเชื่อมต่อ Data Center แห่งใหม่ถึงปี 2571 

ส่วนกรณีเนเธอร์แลนด์ Data Center ของ Microsoft ในเมือง Middenmeer ใช้น้ำประปาถึง 84 ล้านลิตรในปี 2564 สูงกว่าที่บริษัทและเทศบาลเคยแจ้งไว้ที่ 12-20 ล้านลิตรต่อปี ขณะที่ในสหรัฐฯ Data Center ขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวเมื่อเดินเครื่องอาจใช้ไฟฟ้าใกล้เคียงกับบ้านเรือนราว 80,000 หลัง

สำหรับไทย “น้ำ” อาจเป็นโจทย์ที่บริหารจัดการยากกว่าไฟฟ้า เพราะไฟฟ้าสามารถส่งผ่านสายส่งจากแหล่งอื่นได้ แต่น้ำเป็นทรัพยากรที่ต้องแบ่งใช้ระหว่างครัวเรือน ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่เดียวกัน การอนุมัติโครงการจึงต้องพิจารณาสมดุลน้ำและผลกระทบต่อชุมชนควบคู่กับความพร้อมของระบบไฟฟ้า

ให้สิทธิประโยชน์ได้ แต่ต้องผูกเงื่อนไขกลับมาที่ประเทศ

ท่ามกลางความท้าทายที่มาพร้อมกับการลงทุน Data Center แนวทางสำคัญของรัฐบาลจึงต้องทำให้การส่งเสริมการลงทุนเดินควบคู่กับการกำกับดูแล พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้มูลค่าจากโครงการหมุนเวียนกลับเข้าสู่เศรษฐกิจไทยมากที่สุด

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการกำหนดสัดส่วนการใช้สินค้า บริการ และแรงงานภายในประเทศ โดยมุ่งเน้นกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงงานก่อสร้างหรือการพัฒนาที่ดิน เพื่อให้การลงทุน Data Center ช่วยยกระดับภาคธุรกิจและสร้างประโยชน์ระยะยาวแก่เศรษฐกิจไทย

InnovestX Research ยกตัวอย่างรัฐสลังงอร์ของมาเลเซีย ซึ่งกำหนดให้ Data Center แห่งใหม่ต้องใช้ local content ไม่น้อยกว่า 30% ขณะที่รัฐยะโฮร์จำกัดการอนุมัติโครงการ Data Center ระดับ tier 1 และ tier 2 แห่งใหม่ เนื่องจากเป็นโครงการที่ใช้น้ำในปริมาณสูง

ด้านสิงคโปร์เคยระงับการอนุญาตก่อสร้าง Data Center ชั่วคราวระหว่างปี 2562-2565 ก่อนกลับมาเปิดรับโครงการใหม่ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงออก Digital Infrastructure Bill และ Green Data Center Roadmap เพื่อกำกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้สอดคล้องกับข้อจำกัดด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปกำหนดให้ผู้ให้บริการ Data Center รายงานข้อมูลประสิทธิภาพการใช้พลังงานและ Water Footprint เข้าสู่ฐานข้อมูลกลาง และอยู่ระหว่างจัดทำร่างมาตรฐานสำหรับจัดระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของ Data Center

สำหรับประเทศไทย InnovestX Research เสนอให้กำหนดเพดานค่า PUE โดยอ้างอิงเกณฑ์ของสิงคโปร์ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 1.3 ควบคู่กับการกำหนดสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 50% และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรงผ่านระบบ Direct PPA

นอกจากนี้ ภาครัฐควรผูกสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนเข้ากับการถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการสร้างบุคลากรทักษะสูงในสาขา data analytics, cybersecurity และการบริหารจัดการ Data Center พร้อมกำหนดให้แต่ละโครงการเปิดเผยข้อมูลการใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ภาครัฐและพื้นที่สามารถประเมินต้นทุนและประโยชน์จากการลงทุนได้อย่างรอบด้าน

ไทยยังไม่ถึงขั้น “เลือกได้” ต้องแข่งดึงทุนพร้อมคัดกรองโครงการ

ในด้านศักยภาพในการดึงดูดการลงทุน แม้ไทยมีจุดแข็งทั้งด้านทำเล ความพร้อมของระบบไฟฟ้า และโครงข่ายโทรคมนาคม แต่ InnovestX Research ประเมินว่าไทยยังไม่ได้อยู่ในสถานะที่สามารถเลือกนักลงทุนได้ทั้งหมด เพราะยังต้องแข่งขันด้านสิทธิประโยชน์ (incentive) กับมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนรอบนี้

ในเวลาเดียวกัน ระบบนิเวศ Data Center ของไทยยังมีช่องว่าง โดยเฉพาะกฎหมายที่ยังไม่ครอบคลุมลักษณะเฉพาะของธุรกิจนี้ จนบางโครงการขออนุญาตก่อสร้างในลักษณะคลังสินค้า ทั้งที่มีความต้องการใช้พลังงานแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง 

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐได้เริ่มปิดช่องว่างเชิงสถาบันแล้ว โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อ 5 สิงหาคม 2569 เห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 14 สิงหาคม 2569 กำหนดให้มีคณะกรรมการระดับชาติที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำหน้าที่เสนอนโยบาย มาตรฐาน และกรอบแนวทางปฏิบัติแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ร่างระเบียบนี้นับเป็นครั้งแรกที่ไทยมีกลไกกำกับดูแลการลงทุน Data Center ในภาพรวม ควบคู่กับโครงการนำร่อง Direct PPA และการทบทวนสิทธิประโยชน์ของ BOI ที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ

InnovestX Research มองว่ากรอบคัดกรองโครงการควรพิจารณาอย่างน้อย 4 มิติ ได้แก่ ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ ความเพียงพอของไฟฟ้า ความเพียงพอของน้ำ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีหน่วยงานหลักทำหน้าที่ประสานงาน ติดตาม และประเมินผล รวมทั้งปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับลักษณะของ Data Center โดยเฉพาะ

เปลี่ยนจากที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์ สู่ฐาน Cloud-AI-Cybersecurity

โดยสรุป เป้าหมายระยะยาวของไทยในการดึงดูดการลงทุนจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การมีอาคาร Data Center หรือเซิร์ฟเวอร์ตั้งอยู่ในประเทศ แต่ต้องสร้างเศรษฐกิจ “รอบ” Data Center ด้วยการต่อยอดขึ้นไปสู่บริการ Cloud, Cybersecurity, AI และงานวิจัยและพัฒนาที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงกว่า

ภาครัฐสามารถสนับสนุนให้บริษัทเทคโนโลยีไทยเข้าไปอยู่ในระบบ ผ่านการจับคู่ผู้ประกอบการไทยกับ hyperscalers การยกระดับ supplier ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสากล และการพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม เพื่อให้ประโยชน์จากการลงทุนไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมงานก่อสร้าง

ท้ายที่สุด หัวใจของนโยบาย Data Center ไม่ใช่การแข่งขันกันประกาศจำนวนโครงการหรือยอดเงินลงทุนที่สูงขึ้น แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนทรัพยากรและสิทธิประโยชน์ที่ไทยมอบให้ เป็นมูลค่าเพิ่ม เทคโนโลยี ทักษะแรงงาน และธุรกิจต่อเนื่องที่อยู่ในประเทศได้จริง

หากทำได้ Data Center จะเป็นมากกว่า “ตึกกับระบบเซิร์ฟเวอร์” ที่ไม่สร้างงานและรายได้ให้คนในพื้นที่ และกลายเป็นฐานสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยในระยะยาว

อ้างอิง: สศช. (สภาพัฒน์), กรมประชาสัมพันธ์, วิจัยกรุงศรี, ธนาคารแห่งประเทศไทย, Mordor Intelligence, McKinsey & Company, McKinsey (Asia-Pacific), Yue & Zeng, SSRN, Georgia Tech Scheller College of Business, Loudoun County Government, Wyandotte EDC, Progress Chamber, Moneywise, U.S. Chamber of Commerce (C_TEC), PwC / Data Center Coalition, Central Statistics Office ไอร์แลนด์, Data Center Dynamics, Aquatech, Singapore EDB, Data Center Dynamics (IMDA Roadmap), Morgan Lewis, The Edge Malaysia, The Star

แชร์
ศูนย์ข้อมูลจ่อลงทุนไทยทะลุล้านล้านบาท กินน้ำ-ไฟมากแต่สร้างงานประจำน้อย