
แนวปะการังทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากความร้อนในมหาสมุทรที่เกิดถี่และรุนแรงขึ้น รายงานล่าสุดของ Global Coral Reef Monitoring Network (GCRMN) ซึ่งรวบรวมข้อมูลแนวปะการังยาวนานกว่า 40 ปี พบว่า เหตุการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่ที่ในอดีตอาจทิ้งช่วงกันหลายสิบปี ปัจจุบันกลับเกิดขึ้นโดยเฉลี่ยทุก 5-6 ปี
รายงานฉบับนี้ครอบคลุมแนวปะการัง 36,886 จุด ใน 124 ประเทศและดินแดน จากข้อมูลมากกว่า 21.1 ล้านรายการ ถือเป็นการประเมินสถานการณ์แนวปะการังทั่วโลกครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ผลการศึกษาพบว่า ในช่วงปี 1980-2009 ปะการังแข็งที่ยังมีชีวิตปกคลุมพื้นที่แนวปะการังทั่วโลกเฉลี่ยประมาณ 30.2% ก่อนลดลงเหลือ 27.3% ในช่วงปี 2020-2024 หรือลดลงประมาณ 9.5% เมื่อเทียบกับระดับในอดีต
ความเสียหายรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงปี 2023-2024 เมื่อพื้นที่ปะการังแข็งทั่วโลกลดลงถึง 8.9% ภายในปีเดียว นับเป็นการลดลงรายปีครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการบันทึก ส่งผลให้ในปี 2024 พื้นที่ปะการังแข็งทั่วโลกเหลือเพียงประมาณ 25.8%
ปะการังอาศัยอยู่ร่วมกับสาหร่ายขนาดเล็กภายในเนื้อเยื่อ โดยสาหร่ายเหล่านี้ช่วยสร้างอาหารและพลังงาน รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ปะการังมีสีสัน
เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงผิดปกติ ปะการังจะเกิดความเครียดและขับสาหร่ายออกจากเนื้อเยื่อ จนมองเห็นโครงสร้างสีขาวด้านใน เกิดเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ปะการังฟอกขาว”
อย่างไรก็ตาม การฟอกขาวไม่ได้หมายความว่าปะการังจะตายทันที หากอุณหภูมิน้ำลดลงเร็วพอ ปะการังยังสามารถฟื้นตัวและรับสาหร่ายกลับเข้ามาอาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อได้อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม หากน้ำทะเลร้อนต่อเนื่องนานเกินไป หรือมีคลื่นความร้อนระลอกใหม่เกิดขึ้นก่อนที่ปะการังจะฟื้นตัว ปะการังจะยิ่งอ่อนแอ มีพลังงานไม่เพียงพอ เจริญเติบโตและสืบพันธุ์ได้ยากขึ้น รวมถึงเสี่ยงต่อโรคและการตายมากกว่าเดิม
ข้อมูลในอดีตแสดงให้เห็นว่า หากมีเวลามากพอ แนวปะการังก็สามารถกลับมาได้ โดยหลังเหตุการณ์ฟอกขาวครั้งใหญ่ในปี 2016-2017 ซึ่งทำให้พื้นที่ปะการังแข็งทั่วโลกลดลงประมาณ 6.6% พื้นที่ปะการังกลับมาเพิ่มขึ้นเกือบ 6% ในช่วงปี 2017-2019
แต่ปัจจุบันระยะพักระหว่างเหตุการณ์ฟอกขาวกำลังสั้นลง ความเสียหายรอบใหม่จึงเกิดขึ้นก่อนที่ปะการังซึ่งรอดชีวิตจากรอบก่อนจะเติบโตเต็มที่และสร้างปะการังรุ่นใหม่ได้เพียงพอ ส่งผลให้ความสามารถในการฟื้นตัวของแนวปะการังค่อย ๆ ลดลง
ดังนั้น ตั้งแต่ปี 1998 เป็นต้นมา เหตุการณ์ฟอกขาวระดับโลกครั้งใหญ่ทุกครั้งจึงล้วนตามมาด้วยการลดลงของพื้นที่ปะการังแข็ง โดยในปี 1998-1999 ลดลงประมาณ 6.5% ปี 2010-2011 ลดลง 9.9% ปี 2016-2017 ลดลง 6.6% และล่าสุดในปี 2023-2024 ลดลงอีก 8.9%
นักวิทยาศาสตร์จึงกังวลว่า หากความร้อนยังเกิดถี่ในระดับปัจจุบัน ความเสียหายที่เคยเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวหลังการฟอกขาว อาจค่อย ๆ กลายเป็นการลดลงในระยะยาวของแนวปะการังทั่วโลก
รายงานของ NOAA ระบุว่า เหตุการณ์ปะการังฟอกขาวระดับโลกครั้งล่าสุด ซึ่งเริ่มขึ้นในปี 2023 มีขอบเขตกว้างกว่าทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมา
ระหว่างเดือนมกราคม 2023 ถึงเดือนกันยายน 2025 พื้นที่แนวปะการังประมาณ 84.4% ของโลกเผชิญความร้อนสะสมในระดับที่สามารถทำให้ปะการังฟอกขาวได้ ขณะเดียวกัน มีรายงานการฟอกขาวครั้งใหญ่ในอย่างน้อย 83 ประเทศและดินแดน
สัดส่วนดังกล่าวสูงกว่าสถิติเดิมจากเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวระดับโลกครั้งที่ 3 ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี 2014–2017 เมื่อพื้นที่แนวปะการังประมาณ 68.2% ของโลกเผชิญความร้อนในระดับที่ทำให้เกิดการฟอกขาว ส่งผลให้เหตุการณ์ล่าสุดกลายเป็นเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวระดับโลกที่แผ่ขยายเป็นวงกว้างที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก
ปัจจัยหลักมาจากอุณหภูมิมหาสมุทรที่สูงขึ้น ประกอบกับการเกิด “คลื่นความร้อนในทะเล” หรือ Marine Heatwave ซึ่งทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงกว่าระดับปกติเป็นเวลานาน
เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้น คลื่นความร้อนในทะเลก็มีแนวโน้มเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น และเมื่อหลายภูมิภาคเผชิญความร้อนพร้อมกัน ก็อาจนำไปสู่การฟอกขาวเป็นวงกว้างในระดับโลก
ขณะเดียวกัน แบบจำลองของ GCRMN ชี้ว่า หากเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวทั่วโลกยังคงเกิดขึ้นโดยเฉลี่ยทุก 5-6 ปี แนวปะการังทั่วโลกก็มีแนวโน้มลดลงต่อไป เนื่องจากช่วงเวลาระหว่างแต่ละเหตุการณ์สั้นเกินกว่าที่แนวปะการังจะฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่
แม้แนวปะการังจะกินพื้นที่ไม่ถึง 0.2% ของพื้นมหาสมุทร แต่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในทะเลอย่างน้อย 25% และมีความสำคัญต่อทั้งชีวิตและเศรษฐกิจของผู้คนจำนวนมาก
ปัจจุบันมีประชากรราว 104 ล้านคนอาศัยอยู่ภายในระยะ 5 กิโลเมตรจากแนวปะการัง เพิ่มขึ้นถึง 46% ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ผู้คนเกือบหนึ่งพันล้านคนทั่วโลกได้รับประโยชน์จากแนวปะการัง ทั้งในด้านอาหาร รายได้ การท่องเที่ยว และการปกป้องชายฝั่ง
สำหรับภาคประมง แนวปะการังทำหน้าที่เป็นทั้งแหล่งอาหาร ที่อยู่อาศัย และแหล่งอนุบาลของสัตว์น้ำจำนวนมาก หากแนวปะการังเสื่อมโทรม จำนวนและความหลากหลายของสัตว์น้ำในพื้นที่ก็อาจลดลงตามไปด้วย กระทบต่อทั้งรายได้ของชาวประมงและความมั่นคงทางอาหารของชุมชนชายฝั่ง
ภาคการท่องเที่ยวก็เผชิญความเสี่ยงเช่นเดียวกัน เพราะแนวปะการังเป็นทรัพยากรสำคัญของกิจกรรมดำน้ำและการท่องเที่ยวทางทะเล
เมื่อปะการังเสียหาย ความน่าสนใจของแหล่งท่องเที่ยวย่อมลดลง และอาจส่งผลต่อธุรกิจตั้งแต่ผู้ประกอบการเรือดำน้ำ โรงแรม ร้านอาหาร ไปจนถึงแรงงานและชุมชนที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยว
นอกจากนี้ แนวปะการังยังทำหน้าที่เป็นกำแพงธรรมชาติ ช่วยลดพลังงานของคลื่นก่อนเข้าสู่ชายฝั่ง จึงมีส่วนลดความเสียหายจากคลื่น พายุ และการกัดเซาะ หากแนวปะการังลดลง พื้นที่ชายฝั่งอาจต้องรับแรงกระแทกจากทะเลมากขึ้น และต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นในการสร้างโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง
การสูญเสียปะการังจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ปัญหาความหลากหลายทางชีวภาพ แต่สามารถส่งผลต่อเนื่องมาถึงอาหาร รายได้ ธุรกิจท่องเที่ยว และต้นทุนในการดูแลพื้นที่ชายฝั่งได้
สถานการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่ในปี 2024 สะท้อนชัดว่า แนวปะการังของไทยก็เผชิญวิกฤตนี้เช่นเดียวกับพื้นที่อื่นทั่วโลก
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ระบุว่า ในเดือนมิถุนายน 2024 แนวปะการังส่วนใหญ่ของไทยได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น โดยพบการฟอกขาวในพื้นที่ติดตามประมาณ 88.7% แบ่งเป็นฝั่งอันดามันประมาณ 90% และอ่าวไทยประมาณ 85%
ต่อมา ทช. ประเมินว่า เหตุการณ์ปะการังฟอกขาวในปี 2024 รุนแรงกว่าปี 2023 ราว 3 เท่า หลังอุณหภูมิน้ำทะเลในบางช่วงเพิ่มขึ้นประมาณ 1-2 องศาเซลเซียส
เมื่อเข้าสู่เดือนมีนาคม 2026 ทช. ระบุว่า ยังไม่พบสัญญาณว่าประเทศไทยจะเผชิญเหตุปะการังฟอกขาวรุนแรงในปีนี้ เนื่องจากฝนและมรสุมที่เข้ามาในช่วงกลางปีมีส่วนช่วยลดอุณหภูมิน้ำทะเล
อย่างไรก็ตาม ทช. ยังคงเตือนว่า คลื่นความร้อนในทะเลสามารถก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและสร้างผลกระทบได้ แม้จะไม่ได้สัมพันธ์กับปรากฏการณ์ El Niño โดยตรงเสมอไป
ผลสำรวจบริเวณเกาะโลซิน จังหวัดปัตตานี ระหว่างวันที่ 20-24 สิงหาคม 2026 พบว่า สัดส่วนปะการังมีชีวิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แนวปะการังอยู่ในระดับสมบูรณ์ดีถึงดีมาก และไม่พบการฟอกขาว
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า สถานการณ์แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยเกาะราชาน้อยบริเวณอ่าวกล้วยและอ่าวป่าตองด้านใต้ พบการฟอกขาวประมาณ 1–10% ขณะที่บางพื้นที่ เช่น เกาะเมียงและเกาะกลาง หมู่เกาะพีพี พบการฟอกขาวในระดับ 11–50% และอีกหลายพื้นที่ยังไม่พบการฟอกขาว
ความแตกต่างนี้สะท้อนว่า แนวปะการังแต่ละพื้นที่อาจเผชิญสถานการณ์ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับทั้งอุณหภูมิน้ำ คุณภาพสิ่งแวดล้อม และแรงกดดันเฉพาะพื้นที่
ภาพของประเทศไทยจึงสอดคล้องกับรายงานระดับโลกที่พบว่า แม้ปะการังจะยังสามารถฟื้นตัวได้ แต่ระดับการฟื้นตัวจะขึ้นอยู่กับว่า ความร้อนและแรงกดดันอื่น ๆ จะกลับมาสร้างความเสียหายซ้ำรวดเร็วเพียงใด
รายงานของ GCRMN ชี้ว่า อนาคตของแนวปะการังไม่ได้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิโลกเพียงปัจจัยเดียว แม้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะเป็นมาตรการสำคัญที่สุดในการชะลอความร้อนของมหาสมุทรในระยะยาว แต่การจัดการปัญหาในระดับพื้นที่ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
แรงกดดันจากการทำประมงเกินขนาด การปล่อยน้ำเสียและมลพิษ การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่ง ตลอดจนคุณภาพน้ำที่เสื่อมโทรม ล้วนทำให้แนวปะการังอ่อนแอลงตั้งแต่ก่อนเผชิญกับความร้อน
หากสามารถลดแรงกดดันเหล่านี้ได้ ปะการังก็จะมีสภาพแข็งแรงขึ้น และมีโอกาสรอดหรือฟื้นตัวจากเหตุการณ์ฟอกขาวได้มากกว่าเดิม
ดังนั้น การอนุรักษ์แนวปะการังจึงต้องดำเนินควบคู่กันทั้งสองระดับ ได้แก่ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับโลกเพื่อจำกัดความร้อนของมหาสมุทร และการจัดการปัญหาในระดับพื้นที่ เพื่อให้ปะการังมีทั้งเวลาและความแข็งแรงเพียงพอสำหรับการฟื้นตัว
อ้างอิง : Reuters, Global Coral Reef Monitoring Network (GCRMN), กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง