
โครงการ “แลนด์บริดจ์” (Landbridge) ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาหารือมายาวนานกว่า 40 ปี กลับมาเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอีกครั้ง ท่ามกลางภูมิทัศน์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะแรงกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และข้อจำกัดของเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบมะละกา
โครงการนี้มีเป้าหมายหลักในการย่นระยะเวลาและเพิ่มทางเลือกด้านการขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรอินเดีย ผ่านการเชื่อมพื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยที่จังหวัดชุมพร กับฝั่งทะเลอันดามันที่จังหวัดระนอง โดยอาศัยการพัฒนาท่าเรือน้ำลึก ถนน ระบบรถไฟรางคู่ และโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมรองรับตลอดแนวเส้นทาง
รัฐบาลมองว่าแลนด์บริดจ์เป็นโอกาสในการยกระดับประเทศให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ โดยใช้รูปแบบการลงทุนแบบ PPP (Public-Private Partnership) ที่ดึงเอกชนเข้ามาร่วมพัฒนา
อย่างไรก็ตาม โครงการขนาดใหญ่นี้ยังเผชิญคำถามสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA ซึ่งยังเป็นข้อกังวลของหลายฝ่าย เนื่องจากผลการศึกษาบางส่วนยังไม่ครอบคลุมทุกมิติ ขณะที่คำถามเรื่องผลกระทบระยะยาวต่อระบบนิเวศและชุมชนในพื้นที่ยังคงถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา
ล่าสุด รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อสรุปผลการศึกษาภายใน 90 วัน พร้อมตั้งเป้าเริ่มก่อสร้างโครงการในปี 2573
เมื่อพิจารณาว่าโครงการ “แลนด์บริดจ์” อาจกลายเป็นหนึ่งในโครงการคมนาคมขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ด้วยมูลค่าการลงทุนราว 1 ล้านล้านบาท คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แต่อยู่ที่ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่อาจตามมา
เพราะแนวเส้นทางของโครงการไม่ได้พาดผ่านพื้นที่ว่างเปล่า แต่เชื่อมโยงกับระบบนิเวศและวิถีชีวิตที่ดำรงอยู่มาก่อน ทั้งทะเลซึ่งเป็นแหล่งอาหาร ป่าที่ช่วยรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม และชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากรเหล่านี้ในชีวิตประจำวัน
มาดูกันว่าหากแลนด์บริดจ์เกิดขึ้นจริง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ประเทศไทยต้องเผชิญอาจมีอะไรบ้าง?
ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการแลนด์บริดจ์ที่อาจเชื่อมโยงกับชีวิตผู้คนในวงกว้างมากที่สุด คือ “ความมั่นคงทางอาหาร” โดยเฉพาะผลกระทบต่อ “พื้นที่วางไข่และแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ” ในทะเลไทย
ข้อมูลจากการลงพื้นที่ของกลุ่ม Beach for Life ที่เผยแพร่ผ่าน The Active ThaiPBS บอกเราว่า พื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริเวณก่อสร้าง แต่สามารถขยายเป็นวงกว้างตามแนวชายฝั่งหลายกิโลเมตร ครอบคลุมทั้งป่าชายเลน แหล่งทรัพยากรชายฝั่ง และพื้นที่สำคัญทางระบบนิเวศ โดยเฉพาะแนวชายฝั่งตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงมาถึงอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งวางไข่ของ “ปลาทู”
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทรัพยากรปลาทูไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง จนภาครัฐต้องใช้มาตรการ “ปิดอ่าว” เป็นระยะในช่วงฤดูวางไข่ เพื่อเปิดโอกาสให้ปลาทูฟื้นตัวและเพิ่มจำนวนประชากรตามธรรมชาติ
นายวิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย ระบุว่า ปลาทูที่บริโภคในประเทศไทยปัจจุบันกว่า 90% มาจากการนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น โอมาน เยเมน และหลายประเทศในตะวันออกกลาง สะท้อนให้เห็นว่าไทยพึ่งพาปลาทูในประเทศได้น้อยลง ขณะเดียวกัน การนำเข้าปลาจากระยะไกลยังนำมาซึ่งคำถามเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยทางอาหาร เพราะปลาจำนวนมากต้องผ่านกระบวนการแช่แข็ง การขนส่งข้ามประเทศ และใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะถึงมือผู้บริโภค
แม้ปลาทูจะเป็นอาหารใกล้ตัวของคนไทย แต่การคงอยู่ของปลาทูขึ้นอยู่กับระบบนิเวศชายฝั่งที่เปราะบาง โดยธรรมชาติแล้ว ปลาทูวางไข่ในน้ำตื้นใกล้ชายฝั่ง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีแพลงก์ตอนอุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งอาหารสำคัญของลูกปลาในช่วงแรกของชีวิต
หากมีการถมทะเล ขุดลอก หรือเปลี่ยนทิศทางกระแสน้ำจากโครงการขนาดใหญ่ สภาพแวดล้อมเหล่านี้อาจเปลี่ยนไป ทั้งระดับความลึก ความใสของน้ำ ปริมาณตะกอน และความอุดมสมบูรณ์ของแพลงก์ตอน ผลที่ตามมาอาจทำให้ลูกปลาอยู่รอดได้น้อยลง และกระทบต่อปริมาณปลาทูในระยะยาว
ผลกระทบลักษณะเดียวกันยังอาจเกิดขึ้นกับ “ปูม้า” สัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของอ่าวไทย ซึ่งพึ่งพาพื้นที่ชายฝั่งและป่าชายเลนเป็นแหล่งวางไข่และอนุบาลตัวอ่อน หากพื้นที่เหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปจากการถมทะเล กระแสน้ำที่เปลี่ยนทิศ หรือมลพิษจากตะกอน โอกาสรอดและการเติบโตของปูม้าก็อาจลดลงตามไปด้วย
แลนด์บริดจ์เปลี่ยนเส้นทางเรือ กระทบรายได้ชาวประมงพื้นบ้าน
นอกจากผลกระทบต่อแหล่งเติบโตของสัตว์น้ำแล้ว โครงการแลนด์บริดจ์ยังอาจกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งพึ่งพาความอุดมสมบูรณ์ของทะเลเป็นฐานรายได้หลัก โดยเฉพาะในจังหวัดชุมพร พื้นที่ที่ถูกเสนอให้เป็นที่ตั้งของท่าเรือน้ำลึกแหลมริ่ว
หากมีการถมทะเลและก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เส้นทางเดินเรือที่ชาวประมงเคยใช้เป็นประจำอาจต้องเปลี่ยนไป จากเดิมที่สามารถออกทะเลได้โดยตรง อาจต้องอ้อมไกลขึ้น ใช้เวลามากขึ้น และมีต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อกำไรที่ชาวประมงได้รับในแต่ละวัน
อีกข้อกังวลสำคัญคือการออกแบบร่องน้ำสำหรับท่าเรือ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับสภาพธรรมชาติของพื้นที่ ตะกอนจากการขุดลอกเพื่อสร้างท่าเรือและร่องน้ำอาจสะสมจนทำให้ร่องน้ำตื้นเขินเมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะในช่วงน้ำลง เรือประมงอาจติดโคลนหรือไม่สามารถแล่นผ่านได้ตามปกติ ทำให้ชาวประมงต้องรอจนกว่าน้ำจะขึ้นถึงระดับที่สามารถออกทะเลได้
สิ่งที่เปลี่ยนไปจึงไม่ใช่แค่เส้นทางเดินเรือ แต่คือ “จังหวะของการทำมาหากิน” เพราะสำหรับชาวประมง เวลาออกทะเลและเวลากลับเข้าฝั่งมีผลโดยตรงต่อรายได้ การออกเรือช้า กลับช้า หรือออกทะเลไม่ได้ในบางวัน หมายถึงโอกาสจับสัตว์น้ำที่ลดลง และอาจทำให้ไม่สามารถนำผลผลิตกลับมาขายได้ทันช่วงเวลาที่ตลาดต้องการ
อีกหนึ่งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการแลนด์บริดจ์ คือความเสี่ยงต่อโอกาสของพื้นที่ชายฝั่งอันดามันไทยในการขึ้นสู่การเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติของ UNESCO
ปัจจุบัน พื้นที่ชายฝั่งอันดามันของไทย โดยเฉพาะกลุ่มอุทยานแห่งชาติสำคัญ เช่น อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ และอุทยานแห่งชาติแหลมสน ถูกเสนอเข้าสู่ “บัญชีเบื้องต้น” หรือ Tentative List ของ UNESCO แล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของกระบวนการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ
ทั้งนี้ การขึ้นทะเบียนมรดกโลกไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหลังการเสนอชื่อ แต่เป็นกระบวนการที่ใช้เวลาหลายปี โดยประเทศเจ้าของพื้นที่ต้องจัดทำ “เอกสารเสนอชื่ออย่างเป็นทางการ” (Nomination Dossier) ซึ่งต้องอธิบายคุณค่าโดดเด่นระดับสากล (Outstanding Universal Value) ของพื้นที่ พร้อมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน จากนั้นจะถูกประเมินโดยองค์กรระหว่างประเทศอย่าง IUCN (International Union for Conservation of Nature) ก่อนจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลก
สำหรับชายฝั่งอันดามันไทย จุดแข็งสำคัญอยู่ที่ความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศทางทะเลที่ยังคงความสมบูรณ์ แนวปะการังที่มีความสำคัญระดับโลก และการเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ทะเลหายาก ทั้งหมดนี้คือ “ทุนธรรมชาติ” ที่ทำให้พื้นที่มีศักยภาพในการก้าวสู่สถานะมรดกโลกทางธรรมชาติ
แต่เงื่อนไขสำคัญของการขึ้นทะเบียนไม่ได้อยู่ที่ความสวยงามหรือความอุดมสมบูรณ์เฉพาะจุดเท่านั้น หากยังขึ้นอยู่กับหลัก “integrity” หรือความสมบูรณ์และความคงสภาพของพื้นที่ ซึ่งหมายถึงระบบนิเวศต้องยังทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ถูกตัดขาด และไม่ถูกรบกวนจนกระทบต่อคุณค่าหลักของพื้นที่
ประเด็นนี้ทำให้แลนด์บริดจ์กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน เพราะการประเมิน integrity ไม่ได้มองเฉพาะพื้นที่อุทยานในเขตคุ้มครองเท่านั้น แต่รวมถึงบริบทโดยรอบด้วย หากพื้นที่ใกล้เคียงมีการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีเรือเดินสมุทรเพิ่มขึ้น หรือมีความเสี่ยงจากมลพิษ เช่น น้ำมันรั่ว เสียงใต้น้ำ และตะกอนจากกิจกรรมก่อสร้าง ปัจจัยเหล่านี้อาจลดทอนความสมบูรณ์ของระบบนิเวศโดยรวม และส่งผลต่อ “integrity” ของชายฝั่งและทะเลอันดามันได้
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักต่อโครงการแลนด์บริดจ์ คือผลกระทบต่อ “ระบบนิเวศใต้ทะเล” ซึ่งไม่ได้หมายถึงเฉพาะปลา ปะการัง หรือสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ที่มองเห็นได้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่เป็นฐานของทั้งระบบอย่าง “สัตว์หน้าดิน”
สัตว์หน้าดิน คือสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นทะเล เช่น หนอนทะเล หอย ปูขนาดเล็ก หรือสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วที่ฝังตัวอยู่ในทรายและโคลน แม้สัตว์เหล่านี้จะมีขนาดเล็กและไม่เป็นที่สังเกต แต่พวกมันมีบทบาทสำคัญมาก เพราะเป็นอาหารของปลาและสัตว์น้ำขนาดใหญ่ เป็นตัวช่วยกรองน้ำให้สะอาด และยังเป็นตัวชี้วัดว่าพื้นที่ทะเลนั้น “ยังสมบูรณ์อยู่หรือไม่”
หากสัตว์หน้าดินลดลงหรือหายไป ผลกระทบจะเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ฐานของห่วงโซ่อาหาร สัตว์น้ำขนาดใหญ่จะสูญเสียแหล่งอาหาร คุณภาพน้ำอาจเสื่อมลง และระบบนิเวศโดยรวมจะค่อย ๆ เสียสมดุลตามไป
ข้อกังวลนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อเทียบข้อมูลในรายงาน EHIA ของโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งระบุว่าพบสัตว์หน้าดินเฉลี่ยประมาณ 47.57 ตัวต่อตารางเมตร ในพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบกว่า 32 ล้านตารางเมตร ขณะที่งานศึกษาทางวิทยาศาสตร์ทางทะเลบางชิ้นพบค่าเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 1,685 ตัวต่อตารางเมตร
ความแตกต่างของตัวเลขนี้ทำให้เกิดคำถามว่า การประเมินผลกระทบอาจนับสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลได้ครบถ้วนเพียงใด เพราะหากใช้ค่าเฉลี่ยที่สูงกว่ามาคำนวณกับพื้นที่เดียวกัน จำนวนสัตว์หน้าดินที่อาจได้รับผลกระทบอาจอยู่ในระดับ “หลายหมื่นล้านตัว” ไม่ใช่เพียงตัวเลขเล็กน้อยในเชิงระบบนิเวศ
ที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ ปัญหานี้อาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักของไทยอย่าง “ภาคการท่องเที่ยว” เพราะเมื่อฐานของระบบนิเวศใต้ท้องทะเลถูกกระทบ ผลกระทบจะลามไปยังระบบนิเวศส่วนอื่น โดยเฉพาะ “แนวปะการัง” ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งอาศัยและแหล่งอนุบาลสัตว์ทะเลจำนวนมากแล้ว ยังเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้ไทยเป็นจำนวนมากต่อปี
ปะการังต้องอาศัยน้ำที่ใส สะอาด และมีสภาพแวดล้อมค่อนข้างคงที่ หากมีตะกอนเพิ่มขึ้นจากการขุดลอก หรือกระแสน้ำเปลี่ยนทิศ ปะการังอาจเสื่อมโทรม ฟอกขาว และฟื้นตัวได้ยากขึ้น
พื้นที่ที่อยู่ในแนวเส้นทางเดินเรือของโครงการ เช่น เกาะเต่า หมู่เกาะชุมพร รวมถึงฝั่งอันดามันอย่างหมู่เกาะสุรินทร์ และจุดดำน้ำระดับโลกอย่างริเชลิวร็อก ล้วนเป็นพื้นที่ที่มีระบบนิเวศเฉพาะตัวและมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง หลายพื้นที่ยังเป็นแหล่งกระจายพันธุ์ของสัตว์ทะเลหายาก เช่น ฉลามและกระเบน รวมถึงเป็นฐานรายได้สำคัญของการท่องเที่ยวดำน้ำ
ระบบนิเวศเหล่านี้มีความเปราะบาง เพราะเติบโตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถูกรบกวนไม่มากนัก การเพิ่มขึ้นของเรือขนาดใหญ่ เสียงใต้น้ำ ความเสี่ยงจากน้ำมันรั่ว และตะกอนในน้ำ อาจกลายเป็นแรงกดดันใหม่ที่ธรรมชาติไม่สามารถปรับตัวได้ทัน
ดังนั้น คำถามสำคัญของแลนด์บริดจ์จึงไม่ได้อยู่เพียงว่าโครงการนี้จะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เช่นนี้จะดำเนินไปได้จริงหรือไม่ โดยไม่ทำลายสมดุลของระบบนิเวศใต้ทะเลซึ่งเป็นต้นทุนธรรมชาติที่ประเมินค่าได้ยาก และหากต้องแลกกันจริง สิ่งที่ประเทศจะได้รับคุ้มค่ากับสิ่งที่อาจสูญเสียไปหรือไม่
อ้างอิง : Greenpeace, มูลนิธิสืบนาคะเสถียร, SpringNews Online