
ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ วินิจฉัยคัดค้านมาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลกอัตรา 10% ซึ่งรัฐบาลทรัมป์นำมาใช้ในปีนี้เพื่อทดแทนมาตรการภาษีชุดก่อนหน้าที่ถูกศาลฎีกาตัดสินให้เป็นโมฆะ คำตัดสินดังกล่าวสะท้อนแรงปะทะระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายตุลาการในประเด็นอำนาจของประธานาธิบดีในการใช้นโยบายภาษีเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจและการต่างประเทศ
คณะผู้พิพากษาศาลการค้าระหว่างประเทศมีมติ 2 ต่อ 1 ว่า ทรัมป์ไม่มีเหตุผลเพียงพอในการใช้อำนาจภายใต้กฎหมายการค้า ค.ศ. 1974 เพื่อกำหนดภาษีนำเข้า 10% โดยกฎหมายดังกล่าวเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถใช้มาตรการภาษีชั่วคราวได้นานสูงสุด 150 วัน หากมีความจำเป็นเพื่อรับมือกับภาวะ “ขาดดุลการชำระเงิน” อย่างมีนัยสำคัญ แต่ศาลเห็นว่าคำสั่งของทรัมป์ไม่ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเงื่อนไขตามกฎหมายดังกล่าวได้เกิดขึ้น
คำตัดสินครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญต่อยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของทรัมป์ ซึ่งใช้ภาษีนำเข้าเป็นเครื่องมือหลักในการกดดันประเทศคู่ค้า เจรจาข้อตกลงการค้าใหม่ และปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ กับโลก ท่ามกลางแรงต้านจากภาคธุรกิจ รัฐต่าง ๆ และระบบศาลที่เริ่มจำกัดขอบเขตอำนาจฝ่ายบริหารอย่างชัดเจนมากขึ้น
แกนกลางของคดีนี้อยู่ที่การตีความกฎหมายการค้า ค.ศ. 1974 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีใช้มาตรการภาษีชั่วคราวเพื่อรับมือกับปัญหาดุลการชำระเงิน แต่คณะผู้พิพากษาเห็นว่า การออกคำสั่งภาษีของทรัมป์ยังขาดฐานทางกฎหมายที่เพียงพอ เพราะไม่ได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่าเงื่อนไขจำเป็นตามกฎหมายได้ถูกปฏิบัติตามแล้ว
คดีดังกล่าวเกิดจากการฟ้องร้องของกลุ่ม 24 รัฐ ร่วมกับ Burlap & Barrel ผู้นำเข้าเครื่องเทศจากนิวยอร์ก และ Basic Fun! บริษัทของเล่นจากฟลอริดา ซึ่งต่างได้รับผลกระทบจากต้นทุนสินค้านำเข้าที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ศาลวินิจฉัยว่ารัฐส่วนใหญ่ไม่มีสถานะทางกฎหมายเพียงพอในการฟ้องร้อง จึงสั่งระงับการเก็บภาษีเฉพาะต่อสองบริษัทเอกชนดังกล่าวและรัฐวอชิงตันเท่านั้น
สำหรับภาคธุรกิจ คำตัดสินนี้ถูกมองว่าเป็นชัยชนะสำคัญของบริษัทอเมริกันที่ต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่นำเข้าสินค้า วัตถุดิบ หรือชิ้นส่วนจากต่างประเทศ เพื่อนำมาผลิตหรือจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯ
เจย์ ฟอร์แมน ซีอีโอของ Basic Fun! ระบุว่า ภาษีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้บริษัทอเมริกันแข่งขันและเติบโตได้ยากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องรักษาระดับราคาสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคได้
แม้เผชิญคำตัดสินจากศาล ทรัมป์ส่งสัญญาณชัดเจนว่าเขาจะไม่ถอยจากแนวทางดังกล่าว โดยกล่าวเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมว่า ไม่มีอะไรเกี่ยวกับศาลที่ทำให้เขาประหลาดใจ และหากเจอคำตัดสินแบบหนึ่ง รัฐบาลก็จะดำเนินการ “อีกทางหนึ่ง” ถ้อยแถลงนี้สะท้อนท่าทีของทรัมป์ที่ยังมองภาษีนำเข้าเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่เพียงมาตรการทางเศรษฐกิจระยะสั้น
ตลอดวาระการเมืองของทรัมป์ ภาษีนำเข้าถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันประเทศคู่ค้าให้ยอมเข้าสู่การเจรจาใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการขาดดุลการค้า เพิ่มอำนาจต่อรองของสหรัฐฯ และผลักดันให้บริษัทต่าง ๆ ย้ายฐานการผลิตกลับมายังสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวสร้างข้อถกเถียงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากภาษีนำเข้ามักส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคและผู้ประกอบการในประเทศ
มาตรการภาษี 10% ที่เป็นประเด็นในคดีนี้ถูกประกาศในวันเดียวกับที่ศาลฎีกาตัดสินคัดค้านโครงการภาษีอีกชุดหนึ่งของทรัมป์ โดยมาตรการดังกล่าวครอบคลุมสินค้านำเข้าส่วนใหญ่ แต่มีข้อยกเว้นสำหรับสินค้าบางรายการ เช่น เนื้อวัว มะเขือเทศ ส้ม ยา รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และแร่สำคัญบางชนิด รวมถึงสินค้าที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงการค้ากับแคนาดาและเม็กซิโก
คำตัดสินของศาลการค้าระหว่างประเทศเกิดขึ้นหลังศาลฎีกาเพิ่งล้มหนึ่งในเสาหลักของวาระสมัยที่สองของทรัมป์ โดยวินิจฉัยว่าการใช้อำนาจฉุกเฉินเพื่อออกมาตรการภาษีนำเข้านั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก่อนหน้านี้ ทรัมป์อ้างกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act ค.ศ. 1977 เพื่อกำหนดภาษีในวงกว้างกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามจัดระเบียบความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศใหม่
การที่ศาลหลายระดับเริ่มวางกรอบจำกัดอำนาจของฝ่ายบริหาร ทำให้อนาคตของนโยบายภาษีเชิงรุกของทรัมป์เผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้น แม้ประธานาธิบดีจะยังสามารถมองหาช่องทางกฎหมายอื่นในการออกมาตรการใหม่ แต่ทุกความเคลื่อนไหวย่อมเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องและตรวจสอบซ้ำ โดยเฉพาะเมื่อภาษีนำเข้ากระทบต่อทั้งต้นทุนธุรกิจ ราคาผู้บริโภค และเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทาน
ในมุมเศรษฐกิจและการเงิน ประเด็นนี้จึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อบริษัทอเมริกันเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อประเทศคู่ค้า ผู้ส่งออก นักลงทุน และตลาดโลกโดยรวม หากรัฐบาลทรัมป์ยังเดินหน้าหาช่องทางใหม่ในการใช้ภาษีเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงด้านการค้าโลก ต้นทุนสินค้า และความผันผวนของตลาดการเงินอาจกลับมาเป็นปัจจัยกดดันสำคัญอีกครั้งในระยะข้างหน้า