Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
งบทหารโลกพุ่ง สหรัฐฯ ยืนหนึ่งพ่อค้าอาวุธ เอเชียทุ่มเงินเสริมป้องกัน
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

งบทหารโลกพุ่ง สหรัฐฯ ยืนหนึ่งพ่อค้าอาวุธ เอเชียทุ่มเงินเสริมป้องกัน

7 พ.ค. 69
16:49 น.
แชร์

จากสถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้นในปี 2568 สังเกตได้ว่า งบด้านการทหารของหลายประเทศกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อเตรียมรับมือความไม่แน่นอนที่อาจลุกลามได้ทุกเมื่อ ทั้งการเสริมอาวุธ เสริมกำลัง และเตรียมพร้อมรับมือความขัดแย้งยุคใหม่จากสงครามยูเครนถึงสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งทวีปเอเชียก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกัน 

ล่าสุดสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโอล์ม (SIPRI) เผยว่า ปี 2568 งบประมาณด้านการทหารพุ่งสูงถึง 2.88 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 103 ล้านล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.9% จากปีก่อนหน้า โดยงบประมาณด้านการทหารมีการเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา 11 ปีแล้ว ซึ่งหากคิดแบบง่าย ๆ คือ ประชากรทั้งหมดบนโลกนี้จ่ายคนละ 10,000 บาทเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายทางการทหาร

การเพิ่มขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงโลกที่กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามที่ยืดเยื้อ และการปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีทางการทหารยุคใหม่ 

บทความนี้ SPOTLIGHT จะพาไปส่องว่า ทวีปต่างๆ มีค่าใช้จ่ายทางการทหารเท่าไหร่กันบ้าง? แล้วในฐานะประชาชนเราต้องแลกกับอะไรบ้าง?

5 มหาอำนาจผู้ครองสัดส่วนงบการทหารสูงสุด 

ประเทศที่ใช้จ่ายด้านการทหารมากที่สุด 5 อันดับแรกในปี 2568 ครองสัดส่วนรวมกันถึง 58% ของงบทั่วโลก ได้แก่ 

  1. สหรัฐอเมริกา ใช้งบประมาณ 9.54 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 34 ล้านล้านบาท 
  2. จีน ใช้งบประมาณ 12 ล้านล้านบาท
  3. รัสเซีย ใช้งบประมาณ 6.8 ล้านล้านบาท
  4. เยอรมัน ใช้งบประมาณ 4 ล้านล้านบาท
  5. อินเดีย ใช้งบประมาณ 3 ล้านล้านบาท

สหรัฐฯ มีการใช้งบประมาณสูงสุดอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งนำงบประมาณทั้งหมดของอีก 4 ประเทศที่เหลือมารวมกันก็ยังสูงไม่เท่าของสหรัฐฯ

สหรัฐฯ งบลดลงปีล่าสุด แต่ยังคงเป็นพ่อค้าอาวุธเบอร์หนึ่งของโลก

1 ในสถิติที่น่าสนใจ คือ เมื่อปีที่แล้วการใช้จ่ายด้านการทหารของสหรัฐฯ ลดลง 7.5% ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการชะลอการอนุมัติงบช่วยเหลือทางการทหารก้อนใหม่ให้กับประเทศยูเครน

ดร. หนาน เทียน ผู้อำนวยการโปรแกรม และผู้เชียวชาญด้านแนวโน้มการใช้จ่ายทางการทหารของสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโอล์ม เผยว่า นี่เป็นการลดลงเพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะงบประมาณปี 2569 ที่สภาคองเกรสอนุมัติได้ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ไปแล้ว และอาจพุ่งแตะ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 หากข้อเสนองบประมาณของประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับการเห็นชอบ

นอกจากจะเป็นผู้ใช้จ่ายอันดับหนึ่งแล้ว สหรัฐฯ ยังครองแชมป์พ่อค้าส่งออกอาวุธรายใหญ่ที่สุดของโลกด้วยสัดส่วน 39% (มูลค่า 1.15 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4 ล้านล้านบาทไทย) ซึ่งทิ้งห่างรัสเซีย 13%ฝรั่งเศส 9.3% จีนและเยอรมนี 5.5% ตามลำดับ โดยงบประมาณมหาศาลนี้ได้ไหลเข้าสู่บริษัทผู้รับเหมาเอกชนยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เช่น Lockheed Martin, Boeing และ RTX

ยุโรปทุ่มงบสูงสุด เหตุจากสงครามยูเครนที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 

ในด้านของภูมิภาคยุโรปนั้น จากที่กล่าวข้างต้นว่า  งบประมาณด้านการทหารเพิ่มขึ้นถึง 2.9% จากปีก่อนหน้า โดยส่วนใหญ่มาจากงบด้านการทหารของภูมิภาคยุโรปที่เพิ่มขึ้นถึง 14% หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 31 ล้านล้านบาทไทย ซึ่งสาเหตุมาจากการทุ่มงบของประเทศรัสเซีย และยูเครน จากสงครามยูเครนที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว ซึ่งทำให้รัสเซียต้องอัดฉีดงบการทหารเพิ่มขึ้น 7.5% ของ GDP ประเทศตนเอง ขณะที่ยูเครนเองก็ต้องอัดฉีดเพิ่มสูงถึง 40% ของ GDP ประเทศตนเอง 

นอกจากนี้ ชาติสมาชิกนาโต (NATO) ในยุโรปทั้ง 29 ประเทศ ยังเร่งเสริมกำลังโดยมีประเทศเยอรมี เป็นประเทศที่ใช้จ่ายด้านการทหารมากที่สุด โดยค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 24 % เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หรือประมาณ 4 ล้านล้านบาทไทย ซึ่งเกินเกณฑ์มา 2 % โดยเป็นครั้งแรกในประวัติศาตร์ของเยอรมนีตั้งแต่ปี 2533 และอาจเกินถึง 2.3% ในปี 2568 เช่นเดียวกับประเทศสเปนที่มีค่าใช้จ่ายด้านการทหารเพิ่มขึ้นถึง 50% หรือประมาณ 1 ล้านล้านบาท โดยเป็นครั้งแรกในประวัติศาตร์ของสเปนตั้งแต่ปี 2537

เจด กุยแบร์โต ริการ์ด  นักวิจัยจากโครงการการใช้จ่ายทางทหารและการผลิตอาวุธของสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโอล์ม เผยว่า ในปี 2568 งบประมาณด้านการทหารของชาติสมาชิกนาโต (NATO) ในภูมิภาคยุโรปเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วที่สุดตั้งแต่ปี 2496 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของยุโรปในการพึ่งพาตนเอง ควบคู่ไปกับแรงกดดันที่เพิ่มสูงขึ้นจากสหรัฐอเมริกา เพื่อให้เกิดการแบ่งเบาภาระร่วมกันภายในกลุ่มพันธมิตร

การใช้จ่ายในตะวันออกกลางยังคงทรงตัวแม้มีความขัดแย้ง และการแข่งขัน 

งบประมาณด้านการทหารในภูมิภาคตะวันออกกลางแตะระดับ 2.18 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 7 ล้านล้านบาท ในปี 2568 ซึ่งสูงกว่าปี 2567 เพียง 0.1% 

การใช้จ่ายด้านการทหารของอิสราเอลลดลง 4.9% มาอยู่ที่ 48,300 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงการลดระดับความรุนแรงของสงครามกาซาระหว่างปี 2567 หลังจากมีข้อตกลงหยุดยิงกับกลุ่มฮามาสเมื่อเดือนมกราคม 2568 

การใช้จ่ายของอิหร่านลดลงเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยลดลง 5.6% มาอยู่ที่ 7,400 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 266,000 ล้านบาท ในปี 2568 การลดลงในมูลค่านี้เป็นผลมาจากอัตราเงินเฟ้อรายปีที่พุ่งสูงถึง 42% 

ซูไบดา คาริม นักวิจัยจากโครงการการใช้จ่ายทางทหารและการผลิตอาวุธของสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโอล์ม เผยว่า แม้จะมีความขัดแย้งเมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่การใช้จ่ายด้านการทหารของอิหร่านกลับลดลงในมูลค่าที่แท้จริง เนื่องจากปัญหาความยากลำบากทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขอย่างเป็นทางการนี้เกือบจะแน่นอนว่า ต่ำกว่าระดับการใช้จ่ายที่แท้จริงของอิหร่าน เนื่องจากอิหร่านยังนำรายได้จากน้ำมันนอกงบประมาณมาเป็นเงินทุนสนับสนุนกองทัพ ซึ่งรวมถึงการผลิตขีปนาวุธและโดรนอีกด้วย

เอเชียทุ่มงบ เหตุจากรับมือการซ้อมรบจีน และความไม่แน่นอนของสหรัฐฯ

งบประมาณด้านการทหารในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียสูงถึง 6.81 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 24 ล้านล้านบาทไทยในปี 2568 ซึ่งสูงกว่าปี 2567 ถึง 8.1% ถือเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552 

ประเทศจีน เป็นประเทศที่ใช้จ่ายด้านการทหารรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งได้เพิ่มงบประมาณทางทหารขึ้นถึง 7.4% หรือประมาณ 12 ล้านล้านบาทไทย เป็นการขึ้นที่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 31 ซึ่งจีนก็ยังคงเดินหน้ายกระดับความทันสมัยทางการทหารต่อไป และการรื้อฟื้นแคมเปญปราบปรามการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างทางการทหารก็ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นข้อจำกัดในการใช้จ่ายส่วนนี้

มาทางด้านของประเทศเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่น ซึ่งก็มีการเพิ่มขึ้นของงบถึง 9.7% หรือประมาณ 2 ล้านล้านบาท ในขณะที่ประเทศไต้หวันก็เพิ่มขึ้น 14% หรือประมาณ 655,000 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 2 ประเทศก็ถือว่าเป้นการเพิ่มขึ้นที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ 

การใช้จ่ายด้านการทหารของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 9.7% แตะระดับ 62,200 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 ซึ่งเทียบเท่ากับ 1.4% ของ GDP และถือเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2501 ขณะที่งบประมาณด้านการทหารของไต้หวันเพิ่มขึ้น 14% เป็น 18,200 ล้านดอลลาร์ (คิดเป็น 2.1% ของ GDP) ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่อย่างน้อยปี 2531 โดยมีสาเหตุจากสถานการณ์การซ้อมรบรอบเกาะที่ทวีความเข้มข้นขึ้นโดยกองทัพปลดแอกประชาชนจีน

ดิเอโก โลเปส ดา ซิลวา นักวิจัยอาวุโสจากโครงการการใช้จ่ายทางทหารและการผลิตอาวุธของสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโอล์ม เผยว่า พันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย เช่น ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ ต่างกำลังใช้จ่ายทางการทหารมากขึ้น ไม่ใช่เพียงเพราะความตึงเครียดในภูมิภาคที่ยืดเยื้อมานานเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ อีกด้วย และกล่าวเสริมอีกว่า เช่นเดียวกับในยุโรป พันธมิตรของสหรัฐฯ ในเอเชียและโอเชียเนียก็อยู่ภายใต้แรงกดดันจากรัฐบาลทรัมป์ ที่เรียกร้องให้พวกเขาใช้จ่ายด้านการทหารของตนเองเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน

เปิดงบกลาโหมประเทศไทยปี 69 วงเงิน 2 แสนล้าน 

จากที่ได้มีการผ่างบกลาโหมในประเทศไทยกันไปเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2568 โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 

1.กองทัพบก 97,169 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 1,273 ล้านบาท 

2.กองทัพเรือ 43,491 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 2,252 ล้านบาท 

3.กองทัพอากาศ 37,721 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 894 ล้านบาท

4.กองบัญชาการกองทัพไทย 15,213 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 200 ล้านบาท 

5.สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 9,696 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 148 ล้านบาท 

6.สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ 1,142 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 144 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2568 มีการอนุมัติงบกลางตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ ขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติม วงเงิน 5,050 ล้านบาท สำหรับภารกิจของกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ เพื่อสนับสนุนกำลังพลในการปฏิบัติภารกิจ ปกป้องอธิปไตยของประเทศไทย โดยรายละเอียดอยู่ในชั้นความลับ

นอกจากนั้น ครม. เห็นชอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบกลาง วงเงิน 206 ล้านบาท ตามที่กองทัพบกเสนอขอรับการสนับสนุน ในการจัดหายุทธภัณฑ์เพิ่มเติม เสริมสร้างศักยภาพให้กำลังพล โดยไม่เปิดเผยรายละเอียด

การทหารที่แลกมากับสวัสดิการสังคมขั้นพื้นฐานของประชาชน

การเร่งสะสมอาวุธเหล่านี้มาพร้อมกับราคาที่ประชาชนต้องจ่าย เมื่อรัฐบาลเพิ่มงบกลาโหม งบประมาณด้านสาธารณสุข และการศึกษาจึงมักถูกลดลง แม้จากการวิเคราะห์ 137 ประเทศจะพบว่า ประเทศส่วนใหญ่ 114 ประเทศ ยังคงให้ความสำคัญกับสาธารณสุขเป็นอันดับแรก แต่ประเทศที่อยู่ในภาวะขัดแย้งรุนแรง เช่น ยูเครน อิสราเอล รัสเซีย และแอลจีเรีย กลับมีสัดส่วนงบประมาณที่เทไปทางด้านการทหารมากกว่าสวัสดิการพื้นฐานของประชาชนอย่างชัดเจน

วิกฤตความมั่นคงทั่วโลกในขณะนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนภาพการแข่งขันสะสมอาวุธที่ดุเดือดที่สุดนับตั้งแต่ยุคสงครามเย็น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เข้าสู่เทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งคาดว่าแนวโน้มการเพิ่มงบประมาณเหล่านี้จะยังคงดำเนินต่อไปในปี 2569 และในอนาคตต่อไป

แชร์
งบทหารโลกพุ่ง สหรัฐฯ ยืนหนึ่งพ่อค้าอาวุธ เอเชียทุ่มเงินเสริมป้องกัน