
ตลาดพลังงานและการค้าโลกส่อแววคลายความตึงเครียด หลังการเจรจารอบแรกระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์สิ้นสุดลงด้วย “ความคืบหน้าที่น่าพึงพอใจ” โดยฝั่งผู้ไกล่เกลี่ยอย่างปากีสถานและกาตาร์ประกาศความสำเร็จในการผ่าทางตันวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางยุทธศาสตร์น้ำมันโลก หลังทั้งสองฝ่ายยอมรับเงื่อนไขสำคัญเปิดทางให้เรือพาณิชย์แล่นผ่านฟรีเป็นเวลา 60 วัน
ดีลหยุดชนวนขัดแย้งครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่หวุดหวิดจะล่มสลาย จากคำขู่ของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานและตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงระนาวก่อนหน้านี้ ทว่าข้อตกลงล่าสุดไม่เพียงแต่ปลดล็อกเส้นทางเดินเรือ แต่ยังรวมถึงการจัดตั้งสายตรงความมั่นคงและการส่งสัญญาณจากเตหะรานเกี่ยวกับการยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมัน ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ภาคธุรกิจทั่วโลกกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด
SPOTLIGHT เจาะลึกรายละเอียด "สายตรงความมั่นคง" และเงื่อนไขลับที่ทำให้สหรัฐฯ ยอมปล่อยทรัพย์สินที่ถูกอายัดคืนแก่อิหร่าน
แถลงการณ์ร่วมจากประเทศกาตาร์และประเทศปากีสถาน ในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยอย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า สหรัฐอเมริกาและอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงจัดตั้ง "สายโทรศัพท์ติดต่อสื่อสาร" (Line of Communication) ระหว่างกัน เพื่อใช้เป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการและควบคุมสถานการณ์หน้างานในช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นระบบ
รายงานจากผู้ไกล่เกลี่ยระบุว่า การจัดตั้งสายด่วนความมั่นคงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุทางทะเล การกระทบกระทั่งทางทหาร และความผิดพลาดจากการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน โดยมุ่งสร้างหลักประกันความปลอดภัยให้แก่เรือพาณิชย์ตลอดช่วงเวลา 60 วัน ตามที่ระบุไว้ในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เบื้องต้น
นอกจากนี้ ในบันทึกข้อตกลงระบุว่า ฝ่ายความมั่นคงของอิหร่านจะใช้ "ความพยายามอย่างถึงที่สุด" ในการคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่เรือขนส่งสินค้าและเรือพลังงาน ในการเดินทางผ่านน่านน้ำตั้งแต่อ่าวเปอร์เซียไปจนถึงทะเลโอมาน โดยจะไม่มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าผ่านทางใด ๆ ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว
แถลงการณ์ร่วมของสองประเทศผู้ไกล่เกลี่ยยังระบุด้วยว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะจัดตั้ง "คณะกรรมการระดับสูง" ขึ้นมาทำหน้าที่กำกับดูแลเชิงนโยบาย พร้อมทั้งวางโรดแมปมุ่งไปสู่การบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายร่วมกันภายในระยะเวลา 60 วัน โดยหัวหน้าคณะผู้เจรจาจะต้องรายงานผลความคืบหน้าต่อคณะกรรมการชุดนี้อย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ จะมีการตั้งกลุ่มทำงานเฉพาะทาง นำโดยหัวหน้าคณะผู้เจรจาเพื่อขับเคลื่อนงานใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ กลุ่มนิวเคลียร์ กลุ่มมาตรการคว่ำบาตร และกลุ่มเฝ้าระวังและแก้ไขข้อพิพาท เพื่อให้มั่นใจว่าการบังคับใช้บันทึกความเข้าใจจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยรายงานระบุว่าการเจรจาในเชิงเทคนิคสำหรับทุกประเด็นจะยังคงดำเนินต่อไป ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ด้านอับบาส อารัคชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรน้ำมันของอิหร่านได้รับการยกเว้นแล้ว และทรัพย์สินบางส่วนที่ถูกอายัดไว้ในต่างประเทศเริ่มได้รับการปล่อยตัว ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของสำนักข่าวฟารส์ที่ระบุว่า ร่างข้อตกลงขอยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันและผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องเป็นการชั่วคราวได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว เพื่อเตรียมนำไปใช้ในแผนฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของอิหร่านต่อไป
การบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการเจรจาล่าสุดนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะช่วยคลายความตึงเครียดในตลาดทุนและตลาดพลังงานโลก หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ตลาดต้องเผชิญความผันผวนอย่างหนักจากคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่าอาจใช้มาตรการทางทหารเข้ายึดครองช่องแคบฮอร์มุซ
คำขู่ดังกล่าว ดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งทะลุ 81.66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) ทะยานแตะ 77.66 ดอลลาร์ รวมทั้งฉุดดัชนีหุ้นฟิวเจอร์สวอลล์สตรีทร่วงระนาว ทว่าการผ่าทางตันและเปิดเส้นทางเดินเรือฟรี 60 วันในครั้งนี้ ถูกคาดหมายว่าจะเข้ามาช่วยสยบความตื่นตระหนก และส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบรวมถึงราคาขายปลีกหน้าปั๊มมีแนวโน้มปรับตัวลดลงในระยะถัดไป
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ภาคธุรกิจและนักลงทุนทั่วโลกยังคงต้องจับตาในอนาคต คือความราบรื่นของกรอบเวลา 60 วันนี้ โดยเฉพาะเสถียรภาพในตะวันออกกลาง ผ่านการทำงานของ "หน่วยงานลดความขัดแย้ง" ในเลบานอน ซึ่งนายอับบาส อารัคชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ชี้ว่าเป็น "การทดสอบที่แท้จริงครั้งแรก" ของสหรัฐฯ และอิหร่าน
หากกลไกนี้สามารถยุติการสู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ได้สำเร็จ และการเจรจาเชิงเทคนิคในสวิตเซอร์แลนด์ตลอกสัปดาห์นี้ราบรื่น นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำมันดิบจากอิหร่านจะกลับมา "ทะลัก" เข้าสู่ตลาดโลกในระดับก่อนเกิดสงคราม ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการค้าโลกในระยะยาว