
บิลค่าไฟที่ประชาชนจ่ายทุกเดือน อาจมีต้นทุนบางอย่างซ่อนอยู่โดยที่ผู้ใช้ไฟไม่เคยเห็นเป็นรายการชัดเจน หนึ่งในนั้นคือ “ค่าไฟทางสาธารณะ” ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าควรเป็นภาระของประชาชนทั้งประเทศจริงหรือไม่
วันนี้ 22 มิถุนายน 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยผ่านเพจ “ทีมสุดซอย ทุบทุนเทา” ว่า ค่าไฟทางสาธารณะทั่วประเทศถูกนำไปรวมอยู่ในโครงสร้างค่าไฟมานานกว่า 10 ปี ก่อนถูกผลักกลับมาให้ประชาชนจ่ายผ่านบิลค่าไฟโดยไม่รู้ตัว
นายเอกนัฏระบุว่า ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไม่ได้ถูกแสดงเป็นรายการ “ค่าไฟทาง” โดยตรง แต่ถูกนำไปซ่อนอยู่ในหมวดความสูญเสียที่ไม่ใช่เชิงเทคนิค หรือ Non-technical Loss ซึ่งต่างจากความสูญเสียเชิงเทคนิคที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของระบบไฟฟ้า เช่น ความร้อนจากการส่งกระแสไฟฟ้าผ่านสาย
นายเอกนัฏระบุว่า ค่าไฟทางดังกล่าวถูกบวกอยู่ใน “ค่าไฟฐาน” คิดเป็นภาระราว 10 สตางค์ต่อหน่วย หรือรวมแล้วกว่าหมื่นล้านบาทต่อปี
บทความนี้ SPOTLIGHT จึงชวนผู้อ่านไล่ดูรายละเอียดจากคำอธิบายของนายเอกนัฏว่า “ค่าไฟทาง” ถูกซ่อนอยู่ในส่วนใดของโครงสร้างค่าไฟ Non-technical Loss คืออะไร และแนวทางแก้ไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเสนอไว้มีอะไรบ้าง
วันนี้ 22 มิถุนายน 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในเพจ “ทีมสุดซอย ทุบทุนเทา” ถึงเบื้องหลังโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าที่ระบุว่า ประชาชนถูกเอาเปรียบมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี จากการนำ “ค่าไฟทางสาธารณะ” ทั่วประเทศเข้าไปคำนวณรวมอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชน
นายเอกนัฏอธิบายว่า โดยปกติความสูญเสียในระบบไฟฟ้าจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน
ตามข้อมูลที่นายเอกนัฏเปิดเผย ค่าไฟทางดังกล่าวถูกผลักกลับมาเป็นต้นทุนใน “ค่าไฟฐาน” โดยบวกอยู่ในยอด 3.78 บาท จากค่าไฟเฉลี่ย 3.95 บาท คิดเป็นเงินที่ประชาชนต้องร่วมกันแบกรับโดยไม่รู้ตัวประมาณ 10 สตางค์ต่อหน่วย หรือรวมแล้วกว่าหมื่นล้านบาทต่อปี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานระบุว่า ค่าไฟทางส่วนนี้ไม่ได้ถูกใส่ไว้ในบิลค่าไฟเป็นรายการตรงไปตรงมา แต่ถูกนำไปบวกไว้ในค่าความสูญเสียที่ไม่ใช่เชิงเทคนิค ทำให้ประชาชนไม่เห็นว่ากำลังจ่ายค่าไฟฟ้าแสงสว่างสาธารณะผ่านบิลค่าไฟของตนเอง
ทั้งนี้ ข้อกล่าวอ้างเรื่องการนำค่าไฟสาธารณะไปซ่อนไว้ใน Non-technical Loss ยังเป็นข้อมูลจากฝ่ายการเมืองเพียงด้านเดียว และยังไม่ปรากฏผลการตรวจสอบอิสระรองรับ จึงต้องติดตามต่อไปว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจะออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นนี้เพิ่มเติมหรือไม่
นายเอกนัฏระบุว่า ประเด็นสำคัญของปัญหานี้อยู่ที่วิธีการนำค่าไฟทางสาธารณะไปซ่อนอยู่ในหมวดค่าความสูญเสียที่ไม่ใช่เชิงเทคนิค แทนที่จะระบุเป็นรายการค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนของหน่วยงานผู้ใช้ไฟโดยตรง
“ตัวไฟทางเนี่ย ถูกหลบตาประชาชนมาเป็น 10 ปี... ถูกนำมาคำนวณเป็นต้นทุนของการไฟฟ้าแล้วบวกยัดบวกมาซ่อนอยู่ในบิลค่าไฟมาชาร์จให้กับผู้ใช้” นายเอกนัฏกล่าว
ตามคำอธิบายของนายเอกนัฏ วิธีการดังกล่าวเป็นการนำค่าไฟทางไปคำนวณเป็นต้นทุนของการไฟฟ้า แล้วผลักต่อมายังผู้ใช้ไฟทั้งประเทศผ่านบิลค่าไฟ โดยไม่ได้แยกออกมาให้ประชาชนเห็นว่าเป็นค่าไฟทาง
“วิธีการเขาแยบยลมาก เค้าไม่ใส่เข้าไปเป็นรายการว่าตรงนี้เป็นค่าไฟทาง แต่เค้าไปบวกใส่ในค่าของความสูญเสียที่ไม่ใช่เชิงเทคนิค หรือ Non-technical Loss แล้วผลักมาเป็นค่าไฟให้ผู้ใช้ไฟทั้งประเทศ” นายเอกนัฏระบุ
เมื่อค่าไฟทางถูกนำไปอยู่ในหมวด Non-technical Loss ภาระต้นทุนจึงไม่ได้ถูกคิดตรงไปยังหน่วยงานที่ใช้ไฟหรือเป็นเจ้าของภารกิจ แต่ถูกกระจายกลับมายังประชาชนในฐานะผู้ใช้ไฟทั้งหมด นายเอกนัฏชี้ว่า การนำต้นทุนลักษณะนี้ไปหารเฉลี่ยตามหน่วยไฟฟ้าที่ประชาชนใช้ ทำให้ประชาชนต้องร่วมกันรับภาระโดยไม่เห็นรายการต้นทุนที่แท้จริงในบิลค่าไฟ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยังระบุว่า ปัญหานี้เป็นเรื่องความไม่เป็นธรรมในโครงสร้างค่าไฟ เพราะค่าไฟทางเป็นค่าใช้จ่ายที่ควรมีการระบุชัดเจนว่าใครเป็นผู้ใช้ ใครเป็นเจ้าของภารกิจ และใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ แต่กลับถูกทำให้กลายเป็นต้นทุนรวมที่ประชาชนทั่วประเทศต้องช่วยกันจ่าย
จากรายงานของธนาคารโลก (World Bank) Non-technical loss คือความสูญเสียในระบบไฟฟ้าที่ไม่ได้เกิดจากข้อจำกัดทางเทคนิคของสายส่ง สายจำหน่าย หม้อแปลง หรืออุปกรณ์ไฟฟ้า แต่เกิดจากการที่ไฟฟ้าถูกใช้ไปแล้วไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ครบตามปริมาณจริง เช่น การลักลอบใช้ไฟ ความผิดปกติของมิเตอร์ การอ่านหน่วยผิดพลาด ระบบบิลลิงคลาดเคลื่อน หรือการค้างชำระจนกลายเป็นรายได้ที่สูญหาย
จุดสำคัญคือ Non-technical loss แตกต่างจาก Technical loss อย่างชัดเจน โดย Technical loss เป็นความสูญเสียทางฟิสิกส์ของระบบไฟฟ้า เช่น พลังงานที่สูญเสียเป็นความร้อนระหว่างส่งผ่านสายไฟ หม้อแปลง หรืออุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติของระบบ ส่วน Non-technical loss เป็นปัญหาด้านการจัดเก็บรายได้ การวัดหน่วยไฟ และการบริหารข้อมูลมากกว่า
ในเชิงเศรษฐศาสตร์ Non-technical loss ทำให้ต้นทุนของระบบไฟฟ้าไม่สอดคล้องกับรายได้ที่เก็บได้จริง เพราะไฟฟ้าถูกผลิต ซื้อ ส่ง และจ่ายเข้าสู่ระบบแล้ว แต่บางส่วนไม่ได้ถูกบันทึกเป็นยอดขาย หรือไม่ได้รับชำระเงินครบ หากความสูญเสียลักษณะนี้อยู่ในระดับสูง การไฟฟ้าจะมีภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น และในระยะยาวผู้ใช้ไฟที่จ่ายเงินถูกต้องอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมผ่านต้นทุนระบบที่สูงขึ้น
สำหรับบริบทค่าไฟไทย บิลค่าไฟไม่ได้มีรายการชื่อ “Non-technical loss” แยกออกมาโดยตรง โครงสร้างค่าไฟโดยทั่วไปประกอบด้วยค่าไฟฟ้าฐาน ค่า Ft และภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยค่าไฟฟ้าฐานครอบคลุมต้นทุนพื้นฐานของระบบไฟฟ้า เช่น การลงทุนในโรงไฟฟ้า ระบบสายส่ง ระบบจำหน่าย และต้นทุนค้าปลีก ส่วนค่า Ft มีไว้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าซื้อไฟฟ้า และผลกระทบจากนโยบายรัฐที่เปลี่ยนไปจากสมมติฐานเดิมในค่าไฟฟ้าฐาน ส่วนนี้อ้างอิงจากหน้าอัตราค่าบริการต่าง ๆ ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ.
ดังนั้น จากข้อมูลโครงสร้างค่าไฟของ กฟภ. และกรอบหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าของ กกพ. Non-technical loss จึงมักสะท้อนผ่านค่าไฟฟ้าฐานหรือต้นทุนกิจการจำหน่ายไฟฟ้ามากกว่า เช่น ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบมิเตอร์ การปรับปรุงระบบบิลลิง การติดตามรายได้ การบริหารหนี้ค้างชำระ และการตรวจสอบการใช้ไฟผิดปกติ
อย่างไรก็ตาม การมี Non-technical loss ไม่ได้หมายความว่าความสูญเสียทั้งหมดจะถูกผลักให้ประชาชนจ่ายโดยอัตโนมัติ เพราะโครงสร้างค่าไฟอยู่ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ซึ่งพิจารณารายได้พึงได้รับสูงสุดของกิจการไฟฟ้า โดยคำนึงถึงต้นทุนที่เหมาะสม จำเป็น และมีประสิทธิภาพ
โดยสรุป Non-technical loss คือ “ไฟฟ้าที่ถูกใช้แล้วแต่เก็บเงินไม่ได้ครบ” ไม่ใช่ไฟฟ้าที่สูญเสียตามธรรมชาติของสายส่งหรือหม้อแปลง ในค่าไฟไทย ความสูญเสียประเภทนี้ไม่ได้ปรากฏเป็นรายการแยกบนบิล และไม่ใช่ค่า Ft โดยตรง
หากสะท้อนถึงผู้ใช้ไฟทั่วไป จะเป็นการสะท้อนทางอ้อมผ่านค่าไฟฟ้าฐาน ต้นทุนกิจการจำหน่ายไฟฟ้า หรือประสิทธิภาพโดยรวมของระบบจัดเก็บรายได้ มากกว่าจะเป็นการบวกเพิ่มแบบตรงไปตรงมาในบิลค่าไฟแต่ละเดือน
สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมดังกล่าว นายเอกนัฏระบุว่า กระทรวงพลังงานจะจำแนกไฟทางออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อจัดการแยกบัญชีและเช็คบิลรายหน่วยงานให้ชัดเจน โดยใช้หลักว่าไฟทางประเภทใดมีหน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบ หน่วยงานนั้นต้องแสดงรายการค่าใช้จ่ายและบริหารงบประมาณของตนเอง ไม่ใช่นำต้นทุนไปซ่อนอยู่ในค่าไฟของประชาชนทั้งประเทศ
กลุ่มแรกคือไฟทางหลวง ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง แนวทางที่นายเอกนัฏเสนอคือให้หน่วยงานเจ้าภาพแยกรายการค่าไฟออกมาให้ชัดเจน และไปตั้งงบประมาณแผ่นดินเพื่อจ่ายค่าไฟของตนเอง แทนการปล่อยให้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวถูกนำไปรวมอยู่ในโครงสร้างค่าไฟของประชาชนโดยไม่มีรายการแสดงให้เห็น
กลุ่มที่สองคือไฟทางหลวงชนบท ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบท โดยจะใช้แนวทางเดียวกับไฟทางหลวงหลัก กล่าวคือต้องตัดค่าไฟส่วนนี้ออกจากบัญชีค่าไฟของประชาชน และให้หน่วยงานต้นสังกัดบริหารจัดการผ่านงบประมาณของตนเอง
การแยกค่าใช้จ่ายออกมาเช่นนี้จะทำให้สามารถเห็นต้นทุนที่แท้จริงของการใช้ไฟทางหลวงชนบท และเปิดทางให้เกิดการประเมินประสิทธิภาพการใช้พลังงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กลุ่มที่สามคือไฟทางขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. ซึ่งต้องมีการแยกรายการให้เห็นอย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน นายเอกนัฏระบุว่า ท้องถิ่นที่มีฐานะดีควรบริหารจัดการค่าไฟทางผ่านภาษีท้องถิ่นของตนเอง ส่วนท้องถิ่นที่มีฐานะไม่ดีหรือขาดแคลนงบประมาณ ส่วนกลางจะเข้าไปพิจารณาช่วยเหลือเป็นกรณีไป เพื่อไม่ให้การปรับโครงสร้างต้นทุนกระทบต่อแสงสว่างและความปลอดภัยของชุมชน
แนวทางดังกล่าวสะท้อนความพยายามในการย้ายภาระค่าไฟทางออกจากบิลค่าไฟของประชาชน กลับไปสู่หน่วยงานเจ้าของภารกิจอย่างเป็นระบบ โดยไม่ตัดขาดมิติด้านความปลอดภัยสาธารณะ เพราะในกรณีของท้องถิ่นที่ขาดแคลนงบประมาณ นายเอกนัฏระบุว่าส่วนกลางจะพิจารณาช่วยเหลือเป็นรายกรณี เพื่อให้การแยกบัญชีค่าไฟทางไม่ทำให้ชุมชนขาดแสงสว่างหรือกระทบต่อความปลอดภัยในพื้นที่
นายเอกนัฏกล่าวว่า สิ่งแรกที่ควรทำในการแก้ปัญหานี้คือการติดมิเตอร์วัดการใช้ไฟ เพื่อให้รู้ว่าการใช้ไฟทางในแต่ละพื้นที่มีปริมาณเท่าใด และมีหน่วยงานใดเป็นเจ้าของการใช้ไฟนั้นโดยตรง จากนั้นต้องแยกรายการออกมาให้เห็นชัดเจน และแยกบัญชีออกจากค่าไฟของประชาชน เพื่อไม่ให้ต้นทุนค่าไฟทางถูกนำไปซ่อนอยู่ในหมวดความสูญเสียที่ประชาชนตรวจสอบได้ยาก
นายเอกนัฏกล่าวถึงการปฏิรูปโครงสร้างส่วนนี้ว่า จะทำให้สามารถตัดต้นทุนแฝงออกไปจากระบบได้ทันที และจะส่งผลให้ค่าไฟของประชาชนลดลงได้อย่างเป็นรูปธรรมและโปร่งใสที่สุด ตามแนวทางที่กระทรวงพลังงานต้องการให้ค่าไฟสะท้อนต้นทุนอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่มีรายการค่าใช้จ่ายบางส่วนซ่อนอยู่ในหมวดอื่นจนประชาชนไม่สามารถรับรู้ได้ว่ากำลังจ่ายค่าอะไร
นายเอกนัฏยังย้ำว่า จะไม่มีการยอมให้หลบสายตาประชาชนเพื่อเอื้อประโยชน์ให้หน่วยงานใดอีกต่อไป เพราะประเด็นค่าไฟทางไม่ใช่เพียงเรื่องการลดต้นทุนในบิลค่าไฟ แต่เป็นการจัดระเบียบความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐและท้องถิ่นให้ชัดเจนมากขึ้น ภายใต้หลักการว่า ต้นทุนใดเกิดจากการใช้ไฟของหน่วยงานใด หน่วยงานนั้นควรเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่ใช่ผลักภาระมาให้ประชาชนทั้งประเทศโดยไม่แสดงรายการให้เห็น
อ้างอิง: World Bank, MDPI, PEA , ERC Thailand , PEA