
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อเกือบ 3 เดือน เริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจอาเซียนชัดเจนขึ้นผ่าน “ราคาพลังงาน” ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แรงกดดันดังกล่าวเริ่มส่งผ่านไปยังค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และต้นทุนการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง หรือมีข้อจำกัดในการใช้นโยบายอุดหนุนราคาพลังงาน
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย หรือ KResearch ระบุว่า หลังสงครามตะวันออกกลางเริ่มขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. 2569 เงินเฟ้อทั่วไปของหลายประเทศในอาเซียนเร่งตัวขึ้น โดย สปป.ลาว เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน เม.ย. 2569 เร่งขึ้นแตะเลขสองหลักครั้งแรกในรอบ 12 เดือน ที่ 10.2% YoY สูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน
ขณะที่ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และเวียดนาม มีเงินเฟ้ออยู่ที่ 7.2% 5.8% และ 5.5% ตามลำดับ สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา และต้นทุนขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น
ระดับเงินเฟ้อของแต่ละประเทศยังสะท้อนความแตกต่างของนโยบายอุดหนุนราคาพลังงาน ประเทศที่ยังตรึงราคาน้ำมันหรืออุดหนุนพลังงานในระดับสูงสามารถชะลอการส่งผ่านต้นทุนมายังเงินเฟ้อได้มากกว่า ขณะที่ประเทศที่ปล่อยให้ราคาพลังงานเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพเร็วกว่า อย่างไรก็ดี การอุดหนุนพลังงานที่ยาวนานขึ้นเริ่มมีข้อจำกัดจากภาระทางการคลังของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น
สปป.ลาวเป็นประเทศที่เงินเฟ้อทั่วไปเร่งขึ้นสูงสุดในเดือน เม.ย. 2569 โดยอยู่ที่ 10.2% YoY และเมื่อเทียบกับเดือน ม.ค. 2569 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เงินเฟ้อของ สปป.ลาวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ขณะที่ฟิลิปปินส์มีเงินเฟ้อทั่วไป 7.2% กัมพูชา 5.8% และเวียดนาม 5.5% ส่วนไทยอยู่ที่ 2.9% อินโดนีเซีย 2.4% สิงคโปร์ 1.8% และมาเลเซีย 1.7%
ในส่วนของค่าสาธารณูปโภค ฟิลิปปินส์เผชิญแรงกดดันเด่นชัด หลังประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานในเดือน มี.ค. 2569 จากต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีการปรับขึ้นค่าไฟหลายรอบ และทำให้ดัชนีราคาค่าสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้นมากที่สุดในภูมิภาค โดยเพิ่มขึ้น 14.8% ในเดือน เม.ย. เมื่อเทียบกับเดือน ม.ค. 2569 รองลงมาคือ สปป.ลาว เพิ่มขึ้น 4.9% มาเลเซีย 2.9% กัมพูชา 2.1% ไทย 0.3% และอินโดนีเซีย 0.2% ขณะที่สิงคโปร์ลดลง 0.1%
แรงกดดันในแต่ละประเทศมีที่มาจากมาตรการด้านพลังงานที่แตกต่างกัน สปป.ลาวมีการทยอยปรับขึ้นค่าไฟอย่างต่อเนื่อง ส่วนมาเลเซียยังคงอุดหนุนค่าไฟฟ้า แต่เริ่มทยอยปรับขึ้นค่าน้ำประปาจากเหตุผลด้านภาระทางการคลัง ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าเงินเฟ้อในอาเซียนไม่ได้ขับเคลื่อนจากราคาน้ำมันเพียงด้านเดียว แต่ยังรวมถึงค่าสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนของภาคธุรกิจ
การเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันดีเซลหน้าสถานีบริการสะท้อนความแตกต่างของมาตรการอุดหนุนพลังงานได้ชัดเจน โดย สปป.ลาวมีราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มเพิ่มขึ้นสูงสุด 149.7% ณ วันที่ 11 พ.ค. 2569 เมื่อเทียบกับเดือน ม.ค. 2569 ตามด้วยมาเลเซีย 79.5% ฟิลิปปินส์ 75.1% สิงคโปร์ 57.6% เวียดนาม 53.8% กัมพูชา 44.4% และไทย 29.9% ขณะที่อินโดนีเซียอยู่ที่ 0.0% จากการที่ยังคงตรึงราคาพลังงานไว้
อินโดนีเซียยังคงอุดหนุนราคาดีเซลมากที่สุด โดยมีการอุดหนุน 19,700 รูเปียห์ต่อลิตร หรือเทียบเท่า 36.3 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาดีเซล Biosolar จำหน่ายอยู่ที่ 6,800 รูเปียห์ต่อลิตร เทียบกับราคาที่ไม่อุดหนุนที่ 26,500 รูเปียห์ต่อลิตร
ขณะเดียวกัน ไทยยังมีการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลผ่านโครงสร้างพลังงานราว 9.3 บาทต่อลิตร จากค่าเฉลี่ยเดือน เม.ย. 2569 ส่งผลให้เงินเฟ้อไทยยังอยู่ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค แม้เริ่มกลับมาเป็นบวกที่ 2.9% หลังมีการทยอยส่งผ่านราคาพลังงานและต้นทุนขนส่ง
ในทางกลับกัน ฟิลิปปินส์และ สปป.ลาว ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง เผชิญผลกระทบจากราคาพลังงานโลกมากกว่า ฟิลิปปินส์ปล่อยราคาพลังงานเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด จึงรับแรงกดดันด้านต้นทุนรวดเร็ว ขณะที่ สปป.ลาวมีการแทรกแซงราคาน้ำมันและช่วยพยุงต้นทุนบางส่วน แต่ข้อจำกัดด้านฐานะการคลังและค่าเงินอ่อนค่าทำให้ราคาน้ำมันดีเซลหน้าสถานีบริการเพิ่มขึ้นเกือบ 150% จากต้นปี
ส่วนมาเลเซียแม้ยังมีการอุดหนุนราคาน้ำมัน แต่รัฐบาลเริ่มทยอยลดการอุดหนุนลงและจำกัดให้เฉพาะกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ประเทศอาเซียนได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานในตลาดโลกที่สูงในระดับแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสัดส่วนการพึ่งพิงพลังงานและมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานของภาครัฐ ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงและมีฐานะการคลังเปราะบางจะเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อและค่าครองชีพมากกว่าประเทศอื่น
เงินเฟ้อที่กลับมาเร่งขึ้นยังอาจทำให้ธนาคารกลางในหลายประเทศมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบาย หรืออาจต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หากแรงกดดันด้านราคาพลังงานและค่าครองชีพยังไม่คลี่คลาย เงื่อนไขดังกล่าวทำให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของอาเซียนมีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะต้องรักษาสมดุลระหว่างการดูแลค่าครองชีพ การควบคุมเงินเฟ้อ และการจำกัดภาระทางการคลัง
ในระยะข้างหน้า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อและราคาพลังงานเร่งตัวขึ้นมากกว่านี้ ประเทศในอาเซียนอาจเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก ขณะที่ประเทศที่ใช้นโยบายอุดหนุนพลังงาน แม้ช่วยชะลอผลกระทบต่อค่าครองชีพและเงินเฟ้อได้ในระยะสั้น แต่ก็อาจต้องแลกด้วยภาระทางการคลังที่สูงขึ้นในระยะต่อไป