Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ศักยภาพ‘เวียดนาม’ไล่กวดไทย รัฐประสิทธิภาพดีกว่า แรงงานเก่ง AIกว่าคนไทย
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ศักยภาพ‘เวียดนาม’ไล่กวดไทย รัฐประสิทธิภาพดีกว่า แรงงานเก่ง AIกว่าคนไทย

19 มิ.ย. 69
14:46 น.
แชร์

ผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันประจำปี 2569 ของ IMD World Competitiveness Center สะท้อนภาพการแข่งขันในอาเซียนที่เริ่มเปลี่ยนไป โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของ “เวียดนาม” ซึ่งเพิ่งถูกนำเข้ามาจัดอันดับเป็นครั้งแรก แต่สามารถขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 27 ของโลก ตามหลังไทยซึ่งอยู่ที่อันดับ 26 เพียงหนึ่งอันดับเท่านั้น ขณะที่คะแนนรวมของทั้งสองประเทศห่างกันไม่มาก ไทยอยู่ที่ 71.11 คะแนน ส่วนเวียดนามอยู่ที่ 70.63 คะแนน

แม้ไทยยังรักษาอันดับ 3 ของอาเซียนไว้ได้ รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย และยังมีจุดแข็งชัดเจนด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ แต่รายละเอียดภายในตัวชี้วัดกลับชี้ให้เห็นว่าเวียดนามไม่ได้เป็นเพียงประเทศผู้ตามอีกต่อไป เพราะในหลายมิติที่มีผลต่อขีดความสามารถระยะยาว เวียดนามเริ่มทำอันดับได้ดีกว่าไทยแล้ว โดยเฉพาะประสิทธิภาพของภาครัฐและประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ

เมื่อเทียบกันใน 4 ปัจจัยหลัก ไทยยังนำเวียดนามด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ โดยไทยอยู่ที่อันดับ 10 เทียบกับเวียดนามอันดับ 19 และยังนำเล็กน้อยด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยไทยอยู่ที่อันดับ 45 เทียบกับเวียดนามอันดับ 46 แต่ในด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ เวียดนามอยู่ที่อันดับ 26 ดีกว่าไทยที่อันดับ 32 ขณะที่ด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ เวียดนามอยู่ที่อันดับ 19 เหนือกว่าไทยที่อันดับ 21

สัญญาณที่น่าจับตายิ่งกว่านั้นอยู่ในระดับตัวชี้วัดย่อยและผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหาร ซึ่งเวียดนามทำผลงานโดดเด่นกว่าไทยในหลายด้าน ตั้งแต่ความสามารถของนโยบายรัฐในการปรับตัว ความเป็นผู้ประกอบการ ความยืดหยุ่นของภาคธุรกิจ ไปจนถึงทักษะด้าน AI โดยเฉพาะตัวชี้วัด AI skills ที่เวียดนามอยู่ที่อันดับ 11 ขณะที่ไทยอยู่ที่อันดับ 38

สถิติเหล่านี้สะท้อนว่าแรงกดดันจากเวียดนามไม่ได้จำกัดอยู่แค่อันดับรวมที่ไล่จี้ไทย แต่ยังครอบคลุมปัจจัยเชิงคุณภาพที่อาจกำหนดทิศทางการแข่งขันของทั้งสองประเทศในระยะต่อไป

การจัดอันดับ World Competitiveness Ranking คืออะไร? ประเทศในอาเซียนอยู่อันดับไหนกันบ้าง?

การจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน หรือ World Competitiveness Ranking ประจำปี 2569 ของ IMD World Competitiveness Center ภายใต้สถาบัน International Institute of Management Development หรือ IMD ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นการประเมินความสามารถของแต่ละเขตเศรษฐกิจในการนำจุดแข็งของตนมาสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ผ่าน 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 

  • สมรรถนะทางเศรษฐกิจ 
  • ประสิทธิภาพของภาครัฐ 
  • ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ 
  • โครงสร้างพื้นฐาน

การจัดอันดับดังกล่าวอาศัยทั้งข้อมูลเชิงประจักษ์จากแหล่งสถิติและผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน โดยในปีนี้ IMD WCC ขยายขอบเขตการจัดอันดับให้ครอบคลุม 70 เขตเศรษฐกิจใน 6 ทวีป พร้อมเพิ่มเวียดนามเข้ามาเป็นเขตเศรษฐกิจใหม่ในการประเมิน และปรับตัวชี้วัดหลายส่วนให้สะท้อนบทบาทของปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ต่อความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญของการจัดอันดับปี 2569 คือการเพิ่มน้ำหนักให้กับประเด็น AI ผ่านตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องรวม 9 ตัวชี้วัด ได้แก่ Investment incentives for AI, AI adoption in companies, Companies address potential bias in AI algorithms, Citizen trust in AI, Society’s access to AI, AI skills, Company compliance with relevant AI laws, Companies investment in AI และ AI-related patent publications

เมื่อรวมทั้งหมด การจัดอันดับปี 2569 ใช้ตัวชี้วัดทั้งสิ้น 342 ตัว แบ่งเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ 172 ตัว ตัวชี้วัดจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหาร 92 ตัว และตัวชี้วัดที่ไม่ได้นำมาใช้ในการจัดอันดับอีก 78 ตัว

ภายใต้กรอบการประเมินดังกล่าว ภาพรวมของอาเซียนในปี 2569 มีความน่าสนใจ เนื่องจากสิงคโปร์กลับขึ้นมาเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดอันดับ 1 ของโลกและอาเซียน ขณะที่มาเลเซียขยับขึ้นอย่างโดดเด่นมาอยู่อันดับ 15 ของโลก อันดับ 2 ของอาเซียน ส่วนไทยปรับขึ้นมาอยู่อันดับ 26 และยังรักษาอันดับ 3 ของอาเซียนไว้ได้

อย่างไรก็ตาม ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันมากขึ้นจากประเทศคู่แข่งที่ไล่ตามมาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ “เวียดนาม” ซึ่งแม้เพิ่งเข้าสู่การจัดอันดับเป็นครั้งแรกในปีนี้ แต่สามารถทะยานขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 27 ของโลก ตามหลังไทยเพียงหนึ่งอันดับเท่านั้น ขณะที่ฟิลิปปินส์ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 47 แซงหน้าอินโดนีเซียที่หล่นลงไปอยู่อันดับ 48

สิงคโปร์และมาเลเซียยกระดับมาตรฐานการแข่งขันของอาเซียน

ในระดับโลก สิงคโปร์กลับมาครองอันดับ 1 อีกครั้งในปี 2569 หลังเคยขึ้นสู่อันดับสูงสุดมาแล้วในปี 2567 แม้สมรรถนะทางเศรษฐกิจลดลง 2 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 3 แต่ปัจจัยอื่นยังแข็งแกร่ง โดยประสิทธิภาพของภาคธุรกิจขยับขึ้น 7 อันดับเป็นอันดับ 1 ของโลก โครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น 1 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 5 และประสิทธิภาพของภาครัฐยังรักษาอันดับ 3 ได้ต่อเนื่อง

ความแข็งแกร่งดังกล่าวทำให้สิงคโปร์เป็นประเทศอาเซียนเพียงรายเดียวที่อยู่ในกลุ่มผู้นำโลกครบทุกปัจจัยหลัก ทั้งเศรษฐกิจ ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีคะแนนรวมในกลุ่มอาเซียน 100.00 และอันดับโลกขยับขึ้น 1 อันดับ

กลุ่ม 10 อันดับแรกของโลกปีนี้ประกอบด้วยสิงคโปร์ ฮ่องกง สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เดนมาร์ก ไอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ สวีเดน และสหรัฐอเมริกา โดย IMD ระบุว่าจุดร่วมสำคัญของกลุ่มผู้นำเหล่านี้คือความน่าเชื่อถือเชิงสถาบัน ซึ่งสะท้อนผ่านกฎระเบียบที่คาดการณ์ได้ การบังคับใช้กฎหมายที่จริงจัง และศักยภาพของรัฐในการดำเนินนโยบายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เมื่อเทียบในอาเซียน สิงคโปร์จึงไม่เพียงมีอันดับสูงสุด แต่ยังเป็นมาตรฐานด้านคุณภาพสถาบันและประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจ โดยอยู่ที่อันดับ 3 ด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ อันดับ 3 ด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ อันดับ 1 ด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และอันดับ 5 ด้านโครงสร้างพื้นฐาน สูงกว่าทุกประเทศในภูมิภาคอย่างชัดเจน

มาเลเซียเป็นอีกประเทศที่ขยับขึ้นโดดเด่นในปีนี้ โดยอันดับรวมดีขึ้น 8 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 15 ของโลก และมีคะแนนรวมในกลุ่มอาเซียน 81.91 แรงหนุนหลักมาจากการปรับขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ทั้งประสิทธิภาพของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น 11 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 14 ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจที่ดีดขึ้น 16 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 16 และโครงสร้างพื้นฐานที่ขยับขึ้น 2 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 33 ขณะที่สมรรถนะทางเศรษฐกิจอยู่ที่อันดับ 4 ของโลก สูงกว่าไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

ในระดับปัจจัยย่อย มาเลเซียปรับตัวก้าวกระโดดหลายด้าน โดยเฉพาะกฎระเบียบทางธุรกิจที่ขยับขึ้น 31 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 17 ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้น 20 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 3 และการบริหารขยับขึ้น 27 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 15 แรงส่งเหล่านี้ช่วยให้มาเลเซียรักษาอันดับ 2 ของอาเซียนไว้ได้ และขยายช่องว่างจากไทยในภาพรวม

ภาพของมาเลเซียในปีนี้ต่างจากไทยตรงที่การปรับขึ้นไม่ได้มาจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เกิดจากแรงหนุนพร้อมกันทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน

เมื่อเทียบในระดับปัจจัยหลัก มาเลเซียอยู่เหนือไทยทุกด้าน ทั้งสมรรถนะทางเศรษฐกิจอันดับ 4 เทียบกับไทยอันดับ 10 ประสิทธิภาพของภาครัฐอันดับ 14 เทียบกับไทยอันดับ 32 ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจอันดับ 16 เทียบกับไทยอันดับ 21 และโครงสร้างพื้นฐานอันดับ 33 เทียบกับไทยอันดับ 45

ช่องว่างดังกล่าวทำให้ตำแหน่งอันดับ 2 ของมาเลเซียในอาเซียนมีความมั่นคงกว่าตำแหน่งอันดับ 3 ของไทย ขณะที่ไทยเริ่มถูกเวียดนามไล่ตามอย่างใกล้ชิดมากขึ้น

ไทยดีขึ้นในอันดับรวม แต่ยังมีช่องว่างเชิงโครงสร้าง

ด้านประเทศไทยขยับขึ้นสู่อันดับ 26 จาก 70 เขตเศรษฐกิจทั่วโลกในการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันปี 2569 ดีขึ้น 4 อันดับจากอันดับ 30 ในปีก่อนหน้า และเป็นหนึ่งใน 28 เขตเศรษฐกิจที่อันดับปรับตัวดีขึ้น 

อย่างไรก็ตาม คะแนนรวมของไทยลดลงเล็กน้อยจาก 71.32 เหลือ 71.11 คะแนน สะท้อนว่าอันดับที่ดีขึ้นไม่ได้เกิดจากคะแนนไทยเพิ่มขึ้นโดยตรง แต่เกิดขึ้นในปีที่หลายประเทศมีคะแนนลดลงเช่นกัน

เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน ไทยยังอยู่ในกลุ่มกลางบน โดยมีคะแนนรวม 71.11 สูงกว่าเวียดนามเล็กน้อยที่ 70.63 แต่ยังตามหลังมาเลเซียที่ 81.91 และสิงคโปร์ที่ 100.00 ภาพรวมจึงสะท้อนว่าไทยยังรักษาความสามารถในการแข่งขันเหนือบางประเทศในภูมิภาคได้ แต่ระยะห่างจากประเทศผู้นำอย่างสิงคโปร์และมาเลเซียยังชัดเจน

หากดูย้อนหลัง อันดับรวมของไทยเคลื่อนจากอันดับ 33 ในปี 2565 เป็นอันดับ 30 ในปี 2566 ขึ้นไปแตะอันดับ 25 ในปี 2567 ก่อนลดลงมาอยู่ที่อันดับ 30 ในปี 2568 และกลับมาขยับขึ้นเป็นอันดับ 26 ในปี 2569 แรงหนุนสำคัญของปีนี้มาจากประสิทธิภาพของภาคธุรกิจที่ดีขึ้นจากอันดับ 24 เป็น 21 และโครงสร้างพื้นฐานที่ขยับจากอันดับ 47 เป็น 45 ขณะที่สมรรถนะทางเศรษฐกิจลดลงจากอันดับ 8 เป็น 10 และประสิทธิภาพภาครัฐยังคงเดิมที่อันดับ 32

ปัจจัยด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจยังเป็นจุดแข็งหลักของไทย แม้อันดับลดลง 2 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 10 แต่ไทยยังอยู่ในกลุ่มสิบอันดับแรกต่อเนื่องเป็นปีที่สาม จุดเด่นสำคัญอยู่ที่เงินเฟ้อและตลาดแรงงาน โดย Consumer price inflation และ Unemployment rate อยู่ที่อันดับ 2 ขณะที่ Long-term unemployment และ Youth unemployment อยู่ที่อันดับ 7 ส่วน Tourism receipts ยังอยู่ที่อันดับ 10

อย่างไรก็ตาม ภาพเศรษฐกิจภายในประเทศยังไม่แข็งแรงเท่าที่ควร โดยอันดับเศรษฐกิจภายในประเทศคงอยู่ที่ 38 ตัวชี้วัดด้าน GDP หลายรายการลดลง เช่น Real GDP growth ลดลงมาอยู่ที่อันดับ 34 และ Real GDP growth per capita ลดลงมาอยู่ที่อันดับ 26 

ด้านการค้าระหว่างประเทศ ไทยลดลงจากอันดับ 4 เป็นอันดับ 9 จากแรงกดดันของ Exports of commercial services – growth ที่ร่วงจากอันดับ 1 เป็นอันดับ 42 แม้ Exports of goods – growth และ Current account balance จะดีขึ้น ส่วนการลงทุนระหว่างประเทศปรับตัวดีขึ้นจากอันดับ 30 เป็น 24 จากเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น

ด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ ไทยยังอยู่ที่อันดับ 32 เท่ากับปีก่อนหน้า แม้หลายปัจจัยย่อยจะปรับตัวดีขึ้น โดยการคลังสาธารณะขยับขึ้นเป็นอันดับ 29 และนโยบายภาษีอยู่ในอันดับสูงที่ 7 จุดแข็งของไทยในหมวดนี้ ได้แก่ Regulatory burden อันดับ 3, Redundancy costs อันดับ 5 และ Consumption tax rate อันดับ 8 แต่จุดอ่อนยังอยู่ที่กรอบกฎหมาย การบังคับใช้ และความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ โดย Foreign investors อยู่ที่อันดับ 65, Tariff barriers อันดับ 60, Rule of law อันดับ 57 และ Passport freedom อันดับ 57

ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจเป็นหนึ่งในแรงหนุนหลักของไทยในปีนี้ โดยขยับขึ้นจากอันดับ 24 เป็น 21 ใกล้เคียงกับระดับสูงสุดที่ไทยเคยทำได้ในปี 2567 ตลาดแรงงานเป็นจุดเด่นสำคัญ โดยขยับขึ้นถึง 7 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 10 จาก Part-time employment ที่ขึ้นมาอยู่อันดับ 3 และ Remuneration in high skilled professions ที่ขยับมาอยู่อันดับ 11 

ขณะเดียวกัน ภาคการเงินดีขึ้นเป็นอันดับ 31 จากตัวชี้วัด Access to financial services - gender ratio ที่ขึ้นมาอยู่อันดับ 6 รวมถึงผลสำรวจผู้บริหารด้าน Credit, Venture capital และ Shareholders’ rights ที่ดีขึ้นทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ผลิตภาพยังเป็นข้อจำกัดสำคัญของไทย โดย Overall productivity อยู่ที่อันดับ 58, Labor productivity อยู่ที่อันดับ 56 และ Stock market index อยู่ที่อันดับ 61 แม้ Overall productivity - real growth ยังอยู่ในอันดับดีที่ 10 ภาพรวมจึงชี้ว่าไทยมีแรงหนุนจากตลาดแรงงานและภาคการเงิน แต่ยังต้องแก้ปัญหาผลิตภาพเชิงโครงสร้าง หากต้องการยกระดับความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไทยขยับขึ้นจากอันดับ 47 เป็น 45 โดยสาธารณูปโภคพื้นฐานดีขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 20 และยังมีจุดแข็งบางด้าน เช่น Graduates in Sciences อันดับ 7, Dependency ratio อันดับ 9, Investment in Telecommunications อันดับ 9, High-tech exports อันดับ 14 และ Total R&D personnel อันดับ 15 แต่โครงสร้างเทคโนโลยีลดลงมาอยู่อันดับ 39 

ขณะที่สุขภาพและสิ่งแวดล้อมยังอยู่ในอันดับต่ำที่ 56 และการศึกษาอยู่ที่อันดับ 52 โดย Language skills อยู่ที่อันดับ 60 สะท้อนว่าไทยยังถูกถ่วงด้วยคุณภาพการศึกษา สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และขีดความสามารถด้าน AI

จาก Key Attractiveness Indicators ผู้ตอบแบบสำรวจในไทยมองว่าจุดแข็งสำคัญที่สุดของประเทศคือ Open and Positive Attitudes ที่ 57.10% ตามด้วย Reliable infrastructure 54.90%, Cost Competitiveness 51.60%, Business Friendly Environment 50.30% และ Dynamism of Economy 46.20% 

ในทางกลับกัน ปัจจัยที่ได้รับการเลือกในสัดส่วนต่ำกว่า ได้แก่ Competitive Tax Regime 12.10%, Effective Legal Environment 14.30%, Competency of the Government 14.30% และ High Education Level 15.40% 

ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับอันดับรายปัจจัยที่ชี้ว่าไทยยังมีจุดแข็งด้านทัศนคติที่เปิดกว้าง ความเป็นมิตรต่อธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และต้นทุน แต่ยังต้องยกระดับภาครัฐ ระบบกฎหมาย การศึกษา และเทคโนโลยี เพื่อให้ความสามารถในการแข่งขันแข็งแรงขึ้นในระยะยาว

เวียดนามเข้ามาครั้งแรก แต่ไล่จ่อไทย และทำอันดับได้ดีกว่าไทยทันทีในด้านประสิทธิภาพรัฐและเอกชน

เวียดนามเป็นเขตเศรษฐกิจใหม่ในการจัดอันดับปี 2569 และเริ่มต้นที่อันดับ 27 ของโลก หรืออันดับ 4 ของอาเซียน ตามหลังไทยเพียงหนึ่งอันดับ โดยมีคะแนนรวม 70.63 เทียบกับไทยที่ 71.11

ช่องว่างระหว่างไทยกับเวียดนามจึงแคบมากเมื่อดูจากคะแนนรวม ขณะที่อันดับของเวียดนามในปัจจัยหลักถือว่าค่อนข้างสมดุล ทั้งสมรรถนะทางเศรษฐกิจอันดับ 19 ประสิทธิภาพของภาครัฐอันดับ 26 ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจอันดับ 19 และโครงสร้างพื้นฐานอันดับ 46

เมื่อเทียบกับไทย เวียดนามยังตามหลังในอันดับรวม รวมถึงด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน แต่กลับทำอันดับได้ดีกว่าไทยในด้านประสิทธิภาพของภาครัฐและประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ไทยอยู่ที่อันดับ 10 ด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ เทียบกับเวียดนามอันดับ 19
  • ไทยอยู่ที่อันดับ 32 ด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ เทียบกับเวียดนามอันดับ 26
  • ไทยอยู่ที่อันดับ 21 ด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ เทียบกับเวียดนามอันดับ 19
  • ไทยอยู่ที่อันดับ 45 ด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทียบกับเวียดนามอันดับ 46

สถิติดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ไทยยังมีแต้มต่อด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานโดยรวม แต่เวียดนามเริ่มต้นการจัดอันดับด้วยตำแหน่งที่แข็งแรง โดยเฉพาะในสองปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของรัฐและภาคธุรกิจ

เมื่อดูในระดับปัจจัยย่อย เวียดนามมีหลายด้านที่ทำผลงานได้ดีเมื่อเทียบกับไทย โดยเฉพาะด้านการค้าระหว่างประเทศ เวียดนามอยู่ในอันดับ 6 ขณะที่ไทยอยู่ในอันดับ 9 ด้านตลาดแรงงาน เวียดนามอยู่ในอันดับ 7 ขณะที่ไทยอยู่ในอันดับ 10 

ด้านการจ้างงาน ไทยยังทำได้ดีกว่า โดยอยู่ในอันดับ 4 เทียบกับเวียดนามอันดับ 11 แต่ในด้านค่านิยมและทัศนคติ เวียดนามอยู่ที่อันดับ 13 ขณะที่ไทยอยู่ที่อันดับ 25 ความแตกต่างนี้ทำให้เวียดนามไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามในอันดับรวม แต่ยังมีจุดแข็งเฉพาะในบางปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความพร้อมของภาคธุรกิจและทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่ทำให้เวียดนามโดดเด่นยิ่งขึ้นคือผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหาร ซึ่งในหลายตัวชี้วัดเวียดนามมีอันดับดีกว่าไทยอย่างชัดเจน 

  • ตัวชี้วัด Adaptability of government policy ของเวียดนามอยู่ในอันดับ 8 ขณะที่ไทยอยู่ในอันดับ 43 
  • ตัวชี้วัด Entrepreneurship ของเวียดนามอยู่ในอันดับ 2 ขณะที่ไทยอยู่ในอันดับ 29 
  • ตัวชี้วัด Flexibility and adaptability ของเวียดนามอยู่ในอันดับ 5 ขณะที่ไทยอยู่ในอันดับ 36 
  • ตัวชี้วัด AI skills ของเวียดนามอยู่ในอันดับ 11 ขณะที่ไทยอยู่ในอันดับ 38 

ข้อมูลเหล่านี้ชี้ว่าภาคเอกชนของเวียดนามมีทัศนคติเชิงบวกต่อสถานะของประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะความสามารถของนโยบายรัฐในการปรับตัว ความเป็นผู้ประกอบการ ความยืดหยุ่น และทักษะด้าน AI

เมื่อเทียบกับปัจจัยดึงดูดของไทยที่ยังเด่นด้านทัศนคติเปิดกว้าง โครงสร้างพื้นฐาน ต้นทุน และความเป็นมิตรทางธุรกิจ เวียดนามกลับปรากฏจุดแข็งจากมุมมองผู้บริหารในด้านความพร้อมเชิงพฤติกรรมและเชิงนโยบายหลายตัว 

การที่เวียดนามเริ่มต้นในอันดับ 27 จึงมีความหมายในเชิงการแข่งขันระยะถัดไป เพราะเวียดนามสามารถเริ่มต้นในอันดับที่ดีและมีแนวโน้มต่อยอดขีดความสามารถในการแข่งขันขึ้นไปได้อีก โดยเฉพาะเมื่อนำไปเทียบกับช่องว่างของไทยในด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และความพร้อมด้านเทคโนโลยี

ในภาพรวม ไทยยังนำเวียดนามในอันดับรวมและยังมีจุดแข็งด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตัวชี้วัดด้านราคา การว่างงาน และท่องเที่ยว แต่เวียดนามเข้ามาในอันดับที่ใกล้กับไทยมากและมีอันดับเหนือไทยในบางมิติที่มีผลต่อการแข่งขันระยะยาว ได้แก่ ประสิทธิภาพของรัฐ ประสิทธิภาพภาคธุรกิจ ความยืดหยุ่น ความเป็นผู้ประกอบการ และทักษะ AI 

ดังนั้นการแข่งขันระหว่างไทยกับเวียดนามในกรอบ IMD ปีนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงอันดับรวมที่ห่างกันหนึ่งอันดับ แต่สะท้อนความแตกต่างของโครงสร้างจุดแข็งระหว่างประเทศที่อยู่ในตำแหน่งใกล้กันมากที่สุดในกลุ่มอาเซียนตอนกลางของตาราง

ไทยยังรั้งกลุ่มนำอาเซียน แต่ช่องว่างภาครัฐ-ธุรกิจเปิดทางให้เวียดนามไล่จี้

หากเปรียบเทียบทั้ง 6 เขตเศรษฐกิจอาเซียนตามปัจจัยหลัก จะเห็นลำดับการแข่งขันที่ชัดเจนขึ้น สิงคโปร์ยังอยู่ในกลุ่มนำด้วยอันดับ 3, 3, 1 และ 5 ในสี่ปัจจัยหลัก ตามด้วยมาเลเซียที่อยู่ในกลุ่มอันดับดีมากด้วยอันดับ 4, 14, 16 และ 33 ส่วนไทยอยู่ในกลุ่มกลางบนที่อันดับ 10, 32, 21 และ 45 ขณะที่เวียดนามอยู่ใกล้ไทยมากด้วยอันดับ 19, 26, 19 และ 46 ด้านฟิลิปปินส์อยู่ที่อันดับ 38, 45, 30 และ 60 ส่วนอินโดนีเซียอยู่ที่อันดับ 24, 38, 50 และ 58

ลำดับดังกล่าวชี้ว่าไทยยังมีจุดแข็งชัดเจนด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ แต่ช่องว่างด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ ภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐานเมื่อเทียบกับประเทศกลุ่มนำยังเด่นชัด ขณะเดียวกัน เวียดนามซึ่งเพิ่งเข้าร่วมการจัดอันดับเป็นปีแรกกลับมีตำแหน่งใกล้ไทยมาก และทำอันดับได้ดีกว่าไทยในบางปัจจัยหลัก โดยเฉพาะประสิทธิภาพของภาครัฐและภาคธุรกิจ

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ระบุว่า จุดแข็งหลักของไทยยังอยู่ที่สมรรถนะทางเศรษฐกิจ แต่ปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาครัฐและภาคธุรกิจเริ่มสะท้อนช่องว่างที่ชัดขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศกลุ่มนำ โดยเฉพาะเมื่อเวียดนามเริ่มต้นด้วยอันดับที่ดีกว่าไทยในบางมิติและมีแนวโน้มต่อยอดขีดความสามารถในการแข่งขันได้อีก

ขณะเดียวกัน ช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานระหว่างไทยกับกลุ่มนำยังไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ประเทศผู้ตามเริ่มขยับเข้าใกล้ไทยมากขึ้น

นอกจากนี้ สำหรับประเทศไทย ตัวชี้วัดจำนวนหนึ่งยังอยู่ในกลุ่มครึ่งล่างของการจัดอันดับ โดยเฉพาะผลิตภาพและประสิทธิภาพ สุขภาพและสิ่งแวดล้อม และการศึกษา ซึ่งยังเป็นจุดอ่อนต่อเนื่อง 

ความท้าทายสำคัญจึงอยู่ที่การยกระดับประสิทธิภาพของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ตั้งแต่การปรับปรุงกรอบการบริหารภาครัฐ การพัฒนากฎระเบียบธุรกิจให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน การเพิ่มผลิตภาพของภาคเอกชน ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนอื่น ๆ ที่กระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

TMA ยังประเมินว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 ไทยต้องเผชิญความท้าทายจากบริบทภูมิรัฐศาสตร์และระเบียบระหว่างประเทศที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้น เกิดการขาดแคลนวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำคัญ รวมถึงเพิ่มอุปสรรคต่อการขนส่งสินค้าและบริการระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ไทยยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่กดดันขีดความสามารถในการแข่งขันต่อเนื่อง ทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังพึ่งพาอุตสาหกรรมรูปแบบเก่า ทักษะแรงงานที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการใหม่ และจำนวนประชากรวัยแรงงานที่ลดลง 

TMA Center for Competitiveness จึงเสนอให้ไทยเร่งลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและการหยุดชะงักของห่วงโซ่มูลค่า เพิ่มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมขั้นสูง บริการดิจิทัล และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เสริมความร่วมมือระดับภูมิภาค ใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดช่องว่างทักษะแรงงาน รวมถึงปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้พร้อมรับความท้าทายใหม่

โดยสรุป ไทยยังอยู่ในตำแหน่งสำคัญของอาเซียนด้วยอันดับ 3 ของภูมิภาคและอันดับ 26 ของโลก แต่การแข่งขันในปี 2569 สะท้อนแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน ด้านบน สิงคโปร์และมาเลเซียยังมีอันดับและประสิทธิภาพเหนือกว่าไทยในหลายมิติ 

ส่วนด้านล่าง เวียดนามขยับเข้ามาใกล้ไทยทันทีตั้งแต่ปีแรกที่ถูกจัดอันดับ และมีหลายตัวชี้วัดที่ดีกว่าไทย โดยเฉพาะด้านการปรับตัวของนโยบายรัฐ ความเป็นผู้ประกอบการ ความยืดหยุ่น และทักษะ AI ขณะที่ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียแสดงให้เห็นว่าอันดับการแข่งขันในอาเซียนสามารถเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วจากแรงขยับของภาคธุรกิจและตลาดแรงงาน

สถานะของไทยจึงยังแข็งแรงในเชิงอันดับ แต่รายละเอียดในตัวชี้วัดชี้ว่าไทยต้องรักษาจุดแข็งด้านเศรษฐกิจ พร้อมเร่งปิดช่องว่างด้านภาครัฐ ภาคธุรกิจ ผลิตภาพ โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงความพร้อมด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัล


แชร์
ศักยภาพ‘เวียดนาม’ไล่กวดไทย รัฐประสิทธิภาพดีกว่า แรงงานเก่ง AIกว่าคนไทย