
วันที่ 6-7 สิงหาคม 2569 นี้ ประเทศไทยเตรียมให้การต้อนรับมิน อ่องหล่าย ประธานาธิบดีของเมียนมา ที่จะมาเยือนอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความประหลาดใจของหลายฝ่าย เนื่องจากต่างทราบกันดีว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศเมียนมารุนแรงเพียงใด และนั่นทำให้เมียนมาถูก “จับจ้อง” และ “กีดกัน” จากประชาคมระหว่างประเทศ จากข้อกล่าวหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน และอื่น ๆ อีกมากมาย
ดังนั้นคำถามที่หลายคนคงมีอยู่ในใจน่าจะเป็น มิน อ่องหล่ายมาไทยทำไม? และสิ่งนี้จะเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยหรือไม่
Spotlight ได้พูดคุยกับรองศาสตราจารย์ ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และนายกสมาคมภูมิภาคศึกษา ถึงความสงสัยหลาย ๆ อย่าง ซึ่งอาจารย์ได้มองว่า นี่คือโอกาสที่ดี และโอกาสที่ต้องระมัดระวังเช่นกัน
รองศาสตราจารย์ ดร.ดุลยภาคระบุว่า นี่คือโอกาสอันดี เพราะไทยจะได้พูดคุยกับประธานาธิบดีและผู้นำของเมียนมาในเวลานี้ ซึ่งจะสามารถทำให้ความร่วมมือต่าง ๆ ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ ทั้งประเด็นการค้า การลงทุน รวมไปจนถึงประเด็นปัญหาที่น่าเป็นกังวลอย่างปัญหาสิ่งแวดล้อม ยาเสพติด และแก๊งสแกมเมอร์บริเวณชายแดน ซึ่งแม้จะเป็นประเด็นที่แก้ได้ยาก เพราะมีผลประโยชน์ชายแดนอันซับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่การที่ได้คุยกันก็ถือเป็นเรื่องดี
แต่ขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสที่ต้องระมัดระวัง เนื่องจากชาวเมียนมาจำนวนมากก็ยังคงต่อต้านมิน อ่องหล่าย และประชาคมระหว่างประเทศหลายแห่งยังคงจับจ้องเมียนมาอยู่ หากไทยเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดเกินไปก็จะกลายเป็นความเสี่ยงได้
อย่างไรก็ตาม ไทยทราบถึงความเสี่ยงข้อนี้ดี จึงเสนอแนวทาง “Re-engagement Calibrate” เอาไว้ ซึ่งตามแนวทางดังกล่าวจะทำให้การคุยกับมิน อ่องหล่ายต้องยึดหลักว่า เมียนมาต้องปรับปรุงให้เป็นไปตามฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ผู้นำอาเซียนและผู้แทนจากเมียนมา ร่วมกันเห็นชอบเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2564 ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อคลี่คลายวิกฤตการณ์ความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรงในเมียนมาหลังการรัฐประหาร
โดยเนื้อหาของฉันทามติ 5 ข้อประกอบด้วย
อาจารย์ดุลยภาคยังมองว่า การที่ไทยก็มีแนวทางปฏิบัติก็ย่อมเหมือนเป็นเครื่องเตือนใจเราด้วยว่าต้องไม่รีบร้อนเข้าไปทำปฏิสัมพันธ์มากจนเกินไป
สำหรับฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนอาจารย์มองว่า แม้จะมีข้อที่พูดถึงการยุติความรุนแรง เริ่มการเจรจา และให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แต่ถ้าหากไปดูในความเป็นจริงก็จะพบว่า ยังไม่ค่อยคืบหน้าเท่าใด และในโครงสร้างรัฐสภาของเมียนมาเอง บรรดาสมาชิกที่เป็นฝ่ายอนุรักษนิยมก็จะมองว่า นี่คือการแทรกแซงภายในของเมียนมา และอาจจะฟังดูย้อนแย้ง แต่หลักการของอาเซียนเองก็ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่าจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก
ส่วนกำหนดการของมิน อ่องหล่ายในครั้งนี้ก็ระบุชัดเจนแล้วว่า จะมีการไปพบกับบรรดาผู้นำธุรกิจ-อุตสาหกรรมของไทยด้วย โดยอาจารย์ดุลยภาคมองว่า มิน อ่องหล่ายจะต้องทำหน้าที่เป็น Salesman ในการมา “ขาย” และเชิญชวนให้นักธุรกิจในไทยเข้าไปลงทุนในเมียนมานั่นเอง
้เมื่อถามต่อว่า แล้วสถานการณ์ในเมียนมาสงบมากพอที่จะนักธุรกิจไทยจะเข้าไปลงทุนหรือไม่ อาจารย์ตอบว่า ยังคงมีการปะทะกันประปราย แต่หลังการเลือกตั้งของเมียนมา รัฐบาลก็ถือว่าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้น รัฐบาลใหม่ก็พยายามหาทางเจรจากับฝ่ายต่าง ๆ เพียงแต่ เป็นการเจรจาที่อาจจะนำไปสู่การหยุดยิงได้เพียงบางกลุ่มหรือบางเงื่อนไขเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เมียนมาที่ตกอยู่ในสถานการณ์ความไม่สงบตั้งแต่เกิดการรัฐประหารย่อมรู้ดีว่า พวกเขาจะรบตลอดไปไม่ได้ ดังนั้นเขาย่อมอยากเจรจาเพื่อหาทางออก