
ในวันที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้เงินมากขึ้น ธุรกิจค้าปลีกอาจดูเหมือนเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ต้องเหนื่อยกว่าเดิม เพราะคนคิดเยอะขึ้นก่อนควักเงินซื้อของ
แต่ในขณะเดียวกัน กลับดูเหมือนว่า MR.D.I.Y. กลับโตสวนเพราะเป็นโมเดลธุรกิจที่ขายของจำเป็น ทั้งของใช้ในบ้าน และสินค้าไลฟ์สไตล์ในราคาที่ผู้บริโภครู้สึกว่าจับต้องได้
ล่าสุด MR.D.I.Y. ประเทศไทย ประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ทำรายได้ 5,832.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.8% YoY ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 757 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.4% YoY และที่น่าสนใจคือกำไรโตเร็วกว่ารายได้เสียอีก
คำถามคือ ในวันที่คนไม่ได้อยากใช้เงินมากกว่าเดิม MR.D.I.Y. ทำอย่างไรให้คนยังเดินเข้าร้าน และธุรกิจยังโตเกือบ 20%? บทความนี้ SPOTLIGHT พาทุกคนไปหาคำตอบ
หนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของ MR.D.I.Y. คือการเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะไตรมาส 2 ที่บริษัทเปิดเพิ่มอีก 59 สาขา ส่งผลให้มีร้านรวม 1,248 สาขา ครบทั้ง 77 จังหวัด และจำนวนธุรกรรมเพิ่มขึ้นถึง 18.8% เป็น 34.9 ล้านรายการ
ตัวเลขนี้น่าสนใจ เพราะรายได้ของ MR.D.I.Y. โต 17.8% ขณะที่จำนวนธุรกรรมโต 18.8%
สะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตครั้งนี้ไม่ได้มาจากการพยายามทำให้ลูกค้า “จ่ายหนักขึ้น” เพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างโอกาสให้เกิดการซื้อจำนวนมากขึ้น ผ่านเครือข่ายร้านที่เข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น
หรือพูดง่าย ๆ คือ แทนที่จะรอให้ลูกค้ามาหา MR.D.I.Y. บริษัทกำลังเอา MR.D.I.Y. ไปอยู่ใกล้ลูกค้ามากขึ้นเรื่อย ๆ
และยังไม่ได้หยุดเท่านี้ เพราะครึ่งแรกของปี 2569 บริษัททำเป้าหมายการเปิดสาขาทั้งปีไปแล้วประมาณ 60% และยังยืนยันเป้าหมายเปิดร้านใหม่รวม 210 สาขาภายในปีนี้
อีกจุดแข็งของ MR.D.I.Y. คือ การวางจุดยืนที่ชัดเจนมาตลอด นั่นคือ “Always Low Prices – ราคาถูกคุ้มเสมอ”
MR.D.I.Y. ไม่ได้วางตัวเองเป็นร้านที่คนต้องรอเทศกาลลดราคาแล้วค่อยเข้า แต่พยายามสร้างภาพจำว่า ถ้าต้องการของใช้ทั่วไปในราคาที่รู้สึกว่าคุ้ม สามารถเดินเข้ามาได้ตลอด
ยิ่งในภาวะที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย Value for Money จึงกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ เพราะลูกค้าอาจไม่ได้หยุดซื้อของใช้ในชีวิตประจำวัน แต่เปลี่ยนจากคำถามว่า “อยากได้อะไร?” มาเป็น“ซื้อที่ไหนถึงจะคุ้มที่สุด?”
MR.D.I.Y. มีสินค้าครอบคลุมตั้งแต่อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ของใช้ในบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องเขียน กีฬา ของเล่น ไปจนถึงสินค้าเบ็ดเตล็ด จึงสามารถตอบโจทย์ความต้องการเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างกว้าง
นี่ทำให้ร้านไม่ได้พึ่งพาสินค้าหมวดใดหมวดหนึ่งมากเกินไป และยังมีเหตุผลให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการได้เรื่อย ๆ
สิ่งที่น่าสนใจกว่าการโตของรายได้ คือ Margin ของ MR.D.I.Y. ยังดีขึ้นด้วย ไตรมาสนี้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 0.6 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 52.0% จากการบริหารสินค้าและเลือกสัดส่วนสินค้าได้เหมาะสม ขณะที่อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 12.9%
นี่เป็นตัวเลขที่ช่วยอธิบายว่า การเติบโตไม่ได้เกิดจากสูตร “เปิดร้านเยอะแล้วขายเยอะขึ้น” เท่านั้น
แต่หลังบ้านต้องทำงานไปพร้อมกันด้วย โดยเฉพาะ Product Mix หรือการเลือกว่าจะเอาสินค้าอะไรเข้ามาขาย และสินค้าแต่ละประเภทควรมีสัดส่วนเท่าไร
สำหรับร้านที่มีสินค้าหลากหลายมาก การเลือก Product Mix ที่ดีมีผลโดยตรงทั้งต่อยอดขาย สต๊อก และ Margin
เพราะสุดท้ายแล้วธุรกิจค้าปลีกไม่ได้ชนะจากการมี “ของเยอะที่สุด” แต่ต้องมี ของที่คนอยากซื้อ ในราคาเหมาะสม และยังเหลือกำไรให้ธุรกิจ
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ MR.D.I.Y. ไม่ได้เลือกเติบโตเฉพาะในห้างใหญ่หรือพื้นที่ใจกลางเมือง โมเดลสาขาของบริษัทสามารถเข้าไปอยู่กับทั้งศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า รวมถึงทำเลสแตนด์อโลนผ่านพันธมิตรด้านอสังหาริมทรัพย์
สิ่งนี้ทำให้แบรนด์สามารถขยายไปตามพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนในแต่ละพื้นที่ได้ และเมื่อมีมากกว่า 1,200 สาขาทั่วประเทศ สิ่งที่ MR.D.I.Y. กำลังสร้างจึงไม่ใช่แค่ “ร้านขายของราคาคุ้ม”
แต่คือ Network Effect ในโลก Physical Retail เมื่อร้านมีอยู่ทุกที่ ความคุ้นเคยกับแบรนด์สูงขึ้น เมื่อคุ้นเคยมากขึ้น โอกาสเดินเข้าร้านก็เพิ่มขึ้น และเมื่อมีสินค้าหลายหมวด การเข้าร้านเพื่อซื้อของหนึ่งชิ้น ก็อาจจบด้วยของหลายชิ้นในตะกร้าได้
อีกหมุดหมายของ MR.D.I.Y. คือการได้รับคัดเลือกเข้า SET50, SET100, SET Well-being (SETWB) และ MSCI Global Small Cap Index หลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568
จึงน่าจับตามองว่าเกมต่อไปของ MR.D.I.Y. จะไม่ใช่แค่ “เปิดให้ครบทุกจังหวัด” เพราะวันนี้ทำได้แล้ว แต่คือ จะทำอย่างไรให้ร้านกว่า 1,200 แห่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น และการเปิดร้านใหม่ยังสร้างการเติบโตได้ต่อเนื่อง
เพราะการขยายสาขาเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง แต่ยิ่งเครือข่ายใหญ่ขึ้น โจทย์เรื่องการบริหารสินค้า โลจิสติกส์ ต้นทุน และประสิทธิภาพต่อสาขาก็จะยิ่งสำคัญตามไปด้วย