
‘ชีวิตผู้ใหญ่ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด’ ตอนเด็กๆ เราอาจเคยอยากโตเป็นผู้ใหญ่เร็วๆ แต่เมื่อโตขึ้น หลายคนกลับอยากย้อนเวลากลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง
ชีวิตวัยทำงานไม่ได้มีแค่เรื่องงานที่ต้องเครียด แต่ยังต้องเผชิญแรงกดดันทางการเงิน ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น การแข่งขันที่รุนแรง รวมถึงความคาดหวังจากครอบครัว
ความเครียดและแรงกดดันเหล่านี้ทำให้หลายคนเผชิญภาวะ Burnout หรือภาวะหมดไฟ เพราะความเหนื่อยกายอาจพักแล้วดีขึ้น แต่ความเหนื่อยใจกลับแก้ได้ยากกว่า จึงไม่แปลกที่หลายคนจะเริ่มโหยหาชีวิตวัยเด็กอีกครั้ง เห็นได้จากกระแส Y2K กล้องดิจิทัล กล้องฟิล์ม การแต่งตัวยุค 90 เทรนด์ดอกบัว และเทรนด์ของเล่นหรือของสะสมในอดีตที่กลับมาได้รับความนิยม
หนึ่งในตัวอย่างที่กำลังเป็นกระแสอยู่ตอนนี้คือ สกุชชี่ (Squishy) ของเล่นที่เคยฮิตเมื่อราว 10 ปีก่อน และกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งจากนักรีวิวบน TikTok อะไรทำให้ของเล่นชนิดนี้กลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง และสะท้อนภาพสังคมอย่างไร บทความนี้ SPOTLIGHT ชวนทุกคนมาหาคำตอบ
หากใครเล่น TikTok ช่วงนี้ น่าจะได้เห็นนักรีวิวหลายคนหันมาทำคอนเทนต์รีวิวการบีบ สกุชชี่ (Squishy) ของเล่นสุดน่ารักที่ใช้บีบคลายเครียด มีทั้งรูปขนมปัง เค้ก ผลไม้ หรือแม้แต่อาหารจำลองที่ดูเหมือนของจริง พร้อมกับพูดคำว่า “Slow มาก / สโลมาก”
เหตุผลที่สกุชชี่ถูกพูดถึงในลักษณะนี้ เพราะของเล่นชนิดนี้ทำจากโฟมหรือวัสดุนิ่มพิเศษ สามารถบีบ กด หรือยืดได้ และเมื่อปล่อยมือ วัสดุจะค่อยๆ คืนรูปเดิมอย่างช้าๆ คุณสมบัตินี้เองที่เรียกว่า Slow Rising Toy
คอนเทนต์สกุชชี่ที่กำลังโด่งดังอยู่ตอนนี้มีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การเปิดกรุ ป้ายยา ไปจนถึงการบีบสกุชชี่โชว์โดยไม่ต้องพูดอะไร ตามสไตล์คอนเทนต์ ASMR
กระแสความฮิตดังกล่าวทำให้ สำเพ็ง ย่านค้าส่งของเล่นชื่อดังกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยเฉพาะร้านที่ขายสกุชชี่ เราจึงได้เห็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์จำนวนมากบุกไปสำเพ็ง เพื่อตามล่าหาสกุชชี่ลายที่ถูกใจ
ราคาของสกุชชี่มีตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักร้อยบาท ขึ้นอยู่กับขนาด ลวดลาย และความน่ารัก แต่สิ่งที่ทำให้หลายคนยอมจ่ายมากขึ้นคือ “ความ Slow” หากสกุชชี่ชิ้นไหนคืนรูปช้า นิ่ม และให้สัมผัสที่ฟินกว่า ราคาก็มักจะสูงขึ้นตามไปด้วย โดยลายที่กำลังได้รับความนิยมในช่วงนี้ เช่น เนย ขนมปัง และครัวซองต์ ซึ่งเป็นลายที่ทำออกมาได้เหมือนของจริงมาก
หากมองในเชิงสังคม คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมสกุชชี่ ซึ่งดูผิวเผินเหมือนเป็นของเล่นเด็ก จึงกลับมาได้รับความนิยมในกลุ่ม Gen Z และ Gen Y ทั้งที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเดิมน่าจะเป็นเด็กอายุไม่เกิน 12 ปี
คำตอบหนึ่งอาจอยู่ที่ความเครียดและแรงกดดันของสังคมปัจจุบัน ที่ทำให้หลายคนเริ่มมองหาความสบายใจเล็กๆ ลดการใช้โทรศัพท์และโซเชียลมีเดีย จนเกิดกระแส Social Detox หรือ Digital Detox ขึ้นมา พร้อมกับหันไปพึ่งพา Sensory Toy อย่างฟิดเจ็ตทอย สไลม์ หรือสกุชชี่ เพื่อช่วยผ่อนคลายแทน
ขณะเดียวกัน กระแสนี้ยังเชื่อมโยงกับกลยุทธ์การตลาดแบบ Nostalgia Marketing หรือการนำความคิดถึงและความทรงจำในอดีต ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ สิ่งของ หรือสถานที่ มาเชื่อมกับแบรนด์ เช่น ร้านขนมและเครื่องดื่มหลายแบรนด์ที่หยิบเมนูวัยเด็กกลับมาขายใหม่ หรือแบรนด์ระดับโลกอย่าง Coca-Cola, Pepsi และ Burger King ที่เคยนำภาพจำยุค 90 กลับมาใช้ในแคมเปญการตลาด
เช่นเดียวกับ Barbie ที่ปลุกตัวละครเก่าๆ ให้กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หรือ Coffee Party ของร้าน TicTacToe และ Rise Coffee ที่จัดงานในธีม #Throwback 2016 ย้อนบรรยากาศกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ตั้งแต่การตกแต่งงาน เพลงที่เปิด ไปจนถึงมุมถ่ายรูปแบบเก่าๆ เช่น ฟิลเตอร์ Snapchat รูปหมาแลบลิ้น
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ผู้บริโภคในวันนี้ไม่ได้ซื้อแค่สินค้า แต่กำลังซื้อ “ความรู้สึก” และ “ความทรงจำ” ที่มาพร้อมกับสินค้านั้นด้วย