
Article Stories by SET Zooom in จะพาไปถอดรหัส “กลยุทธ์” การลงทุนเมื่อกระแส AI มาแรง ขณะที่เงินเฟ้อยังมีโอกาสเปลี่ยนทิศ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกการลงทุนถูกขับเคลื่อนด้วยสองกระแสสำคัญที่เกิดขึ้นพร้อมกันอย่างมีนัยสำคัญ ด้านหนึ่งคือการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินธุรกิจ การผลิต และการใช้ชีวิตของผู้คนทั่วโลก จนทำให้บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนและมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
แต่อีกด้านหนึ่ง เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนจากภาวะเงินเฟ้อที่แม้จะชะลอตัวลงจากจุดสูงสุดในหลายประเทศ แต่ก็ยังมีโอกาสกลับมาผันผวนได้อีกจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางในประเทศเศรษฐกิจหลัก
เมื่อสองแรงขับเคลื่อนนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน นักลงทุนจึงต้องเผชิญกับคำถามสำคัญว่า พอร์ตลงทุนที่เคยเหมาะสมในอดีต ยังสามารถรับมือกับโลกการลงทุนยุคใหม่ได้หรือไม่
ประเด็นดังกล่าวได้รับการหยิบยกขึ้นมาวิเคราะห์โดย Christian Mueller-Glissmann หัวหน้าฝ่าย Asset Allocation Research ของ Goldman Sachs ซึ่งอธิบายว่า โลกกำลังเข้าสู่สภาพแวดล้อมการลงทุนที่ได้รับอิทธิพลจาก “แรงกดดันคู่” หรือ Twin Forces กล่าวคือ การเร่งตัวของนวัตกรรมเทคโนโลยีควบคู่ไปกับความไม่แน่นอนของเงินเฟ้อ
แนวคิดนี้ไม่ได้ชี้ว่า AI เป็นความเสี่ยง หรือเงินเฟ้อจะกลับมารุนแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากแต่สะท้อนว่าโครงสร้างความเสี่ยงของการลงทุนกำลังเปลี่ยนไป นักลงทุนจึงควรทบทวนการจัดสรรสินทรัพย์ให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ของตลาด
การมาถึงของ AI ถือเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจโลก หลายองค์กรเร่งลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การประมวลผลข้อมูลและการพัฒนาซอฟต์แวร์อัจฉริยะ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่กลายเป็นผู้นำการเติบโตของตลาดหุ้นโลกในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของการลงทุน การเติบโตของเทคโนโลยีไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้นจะสามารถปรับตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่องเสมอไป
ราคาหุ้นสะท้อน “ความคาดหวัง” ของนักลงทุนต่อผลประกอบการในอนาคต ดังนั้น หากความคาดหวังถูกผลักดันสูงเกินกว่าความสามารถในการสร้างกำไรจริง ราคาหุ้นอาจมีความเสี่ยงที่จะปรับฐานได้ แม้ว่าธุรกิจจะยังคงมีศักยภาพในระยะยาวก็ตาม
ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงที่บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากกำลังลงทุนเม็ดเงินมหาศาลเพื่อพัฒนา AI โดยที่ผลตอบแทนจากการลงทุนอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีจึงจะสะท้อนกลับมาเป็นกำไรอย่างเต็มที่
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การลงทุนใน AI อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว แต่ระหว่างทางบริษัทอาจต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น ความสามารถในการทำกำไรที่ลดลงชั่วคราว หรือการแข่งขันที่รุนแรงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
สำหรับนักลงทุน ความแตกต่างระหว่าง “ศักยภาพของธุรกิจ” กับ “ราคาที่จ่ายเพื่อซื้อธุรกิจ” จึงเป็นประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม
นอกจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแล้ว เงินเฟ้อยังเป็นอีกปัจจัยที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา นักลงทุนจำนวนมากคุ้นเคยกับแนวคิดการถือครองหุ้นควบคู่กับพันธบัตร เนื่องจากเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว ตลาดหุ้นปรับตัวลง ธนาคารกลางมักลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ราคาพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้นและช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม
อย่างไรก็ตาม ในสภาพแวดล้อมที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงหรือมีความผันผวน ความสัมพันธ์ดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงไป
เมื่อเงินเฟ้อเร่งตัว ธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นผ่านการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลกระทบทั้งต่อตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ในเวลาเดียวกัน ทำให้สินทรัพย์ที่เคยทำหน้าที่เป็น “เบาะรองรับ” ของพอร์ตลงทุน อาจไม่สามารถลดความเสี่ยงได้ดีเท่ากับในอดีต
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้นักลงทุนจำเป็นต้องพิจารณาการกระจายความเสี่ยงในมิติที่กว้างกว่าเดิม ทั้งในด้านประเภทสินทรัพย์ รูปแบบธุรกิจและภูมิภาคการลงทุน
อีกหนึ่งประเด็นที่ Christian Mueller-Glissmann ให้ความสำคัญ คือโครงสร้างของตลาดทุนโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน
ข้อมูลที่นำเสนอในต้นฉบับสะท้อนให้เห็นว่าสัดส่วนของสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นทั่วโลกและสินทรัพย์นอกตลาด (Private Markets) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับอดีต สะท้อนว่านักลงทุนทั่วโลกกำลังรับความเสี่ยงจากตลาดหุ้นมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและนวัตกรรม
แม้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเป็นผลจากการเติบโตของเศรษฐกิจยุคดิจิทัล แต่ก็ทำให้พอร์ตลงทุนจำนวนมากมีลักษณะ “กระจุกตัว” มากกว่าที่นักลงทุนหลายคนอาจตระหนัก
ความเสี่ยงของการกระจุกตัวไม่ได้หมายถึงการถือครองหุ้นเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้น หากยังรวมถึงการที่สินทรัพย์หลายประเภทได้รับอิทธิพลจากปัจจัยเดียวกัน เช่น การเติบโตของธุรกิจ AI อัตราดอกเบี้ย หรือทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ
เมื่อปัจจัยขับเคลื่อนหลักเกิดการเปลี่ยนแปลง ความผันผวนจึงอาจส่งผลกระทบต่อพอร์ตลงทุนในวงกว้างมากกว่าที่เคยเป็น
ด้วยเหตุนี้ การประเมินความเสี่ยงของพอร์ตจึงไม่ควรพิจารณาเฉพาะจำนวนสินทรัพย์ที่ถือครอง แต่ควรมองถึงความสัมพันธ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อสินทรัพย์เหล่านั้นด้วย
ในโลกที่เทคโนโลยีเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันเศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอนจากเงินเฟ้อ การสร้างพอร์ตลงทุนที่มีความยืดหยุ่นจึงอาจมีความสำคัญไม่แพ้การแสวงหาผลตอบแทน
การลงทุนในอนาคตจึงไม่ใช่เพียงการค้นหาบริษัทที่มีศักยภาพสูงที่สุด แต่คือการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตและการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้พอร์ตสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
แม้ AI จะเป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่ประวัติศาสตร์การลงทุนชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกกับผลตอบแทนของนักลงทุน ไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป
Christian Mueller-Glissmann ยกตัวอย่างเหตุการณ์ฟองสบู่ดอทคอม (Dot-com Bubble) ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนเชื่อมั่นอย่างมากว่าการเติบโตของอินเทอร์เน็ตจะพลิกโฉมเศรษฐกิจโลก ความเชื่อดังกล่าวไม่ใช่เรื่องผิด เพราะท้ายที่สุดอินเทอร์เน็ตก็กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกยุคปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผิดพลาดในเวลานั้นคือ การประเมินมูลค่าหุ้นที่สะท้อนความคาดหวังไว้สูงเกินกว่าศักยภาพในการสร้างผลกำไรในระยะสั้น เมื่อความเป็นจริงไม่สามารถเติบโตได้ทันกับความคาดหวัง ราคาหุ้นจำนวนมากจึงปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง แม้ว่าธุรกิจบางแห่งจะสามารถกลับมาเติบโตได้ในระยะยาวก็ตาม
บทเรียนสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การหลีกเลี่ยงเทคโนโลยีใหม่ แต่คือการแยกให้ออกระหว่าง “คุณค่าของนวัตกรรม” กับ “ราคาที่นักลงทุนยินดีจ่าย”
ในบริบทของ AI ปัจจุบัน แม้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกับฟองสบู่ดอทคอมหรือไม่ แต่ข้อสังเกตดังกล่าวเป็นเครื่องเตือนใจว่า นักลงทุนไม่ควรประเมินโอกาสจากศักยภาพของเทคโนโลยีเพียงด้านเดียว หากควรพิจารณาความสมเหตุสมผลของราคา ความสามารถในการสร้างกำไรและความเสี่ยงจากการแข่งขันควบคู่กันไป
เมื่อพูดถึงความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของการลงทุน หลายคนอาจตั้งคำถามว่าหากหุ้นเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นมามากแล้ว ควรขายออกทั้งหมดหรือไม่
มุมมองจาก Christian Mueller-Glissmann ไม่ได้สนับสนุนการจับจังหวะตลาด (Market Timing) หรือการซื้อขายตามความผันผวนระยะสั้น แต่ให้ความสำคัญกับการ “ปรับสมดุลพอร์ต” (Rebalancing) อย่างมีวินัย
เหตุผลสำคัญคือ ในช่วงปลายของวัฏจักรตลาดขาขึ้น สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นมักยังสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้อีกระยะหนึ่ง การขายออกทั้งหมดเพียงเพราะราคาปรับตัวขึ้นมากแล้วอาจทำให้นักลงทุนสูญเสียโอกาสในการรับผลตอบแทนเพิ่มเติม
ในทางกลับกัน หากปล่อยให้สินทรัพย์ประเภทเดียวมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงของพอร์ตก็จะค่อย ๆ สะสมโดยไม่รู้ตัว และเมื่อเกิดการปรับฐาน ความเสียหายอาจรุนแรงกว่าที่คาดไว้
การปรับสมดุลพอร์ตจึงไม่ใช่การทำนายว่าตลาดจะขึ้นหรือลง แต่เป็นการควบคุมระดับความเสี่ยงให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนที่วางไว้ตั้งแต่ต้น
สำหรับนักลงทุนระยะยาว วินัยในการรักษาสัดส่วนสินทรัพย์จึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการคัดเลือกหลักทรัพย์ที่มีศักยภาพ
จากมุมมองของ Christian Mueller-Glissmann การบริหารพอร์ตภายใต้สภาพแวดล้อมที่ AI เติบโตอย่างรวดเร็วและเงินเฟ้อยังคงมีความไม่แน่นอน ควรพิจารณาแนวทางสำคัญ 4 ประการ
สินทรัพย์อย่างโครงสร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์บางประเภท พลังงาน หรือทองคำ ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวเลือกที่อาจช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับพอร์ตการลงทุน เนื่องจากในอดีตสินทรัพย์เหล่านี้มักมีบทบาทในการรับมือกับภาวะเงินเฟ้อ และมีปัจจัยขับเคลื่อนผลตอบแทนที่แตกต่างจากหุ้นเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของสินทรัพย์แต่ละประเภทขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจและวัฏจักรตลาดในแต่ละช่วงเวลา จึงไม่ควรมองว่าเป็นเครื่องมือที่สามารถป้องกันความเสี่ยงได้ในทุกสถานการณ์
ในช่วงที่หุ้นเติบโต (Growth Stocks) ได้รับความนิยมสูง นักลงทุนอาจเผลอเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มเดียวมากเกินไป
การมีหุ้นคุณค่า (Value Stocks) หรือหุ้นที่มีลักษณะสร้างกระแสเงินสดและจ่ายเงินปันผลในสัดส่วนที่เหมาะสม อาจช่วยให้พอร์ตมีความสมดุลมากขึ้น เนื่องจากปัจจัยขับเคลื่อนผลตอบแทนของหุ้นแต่ละสไตล์แตกต่างกัน
การกระจายการลงทุนในลักษณะนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มผลตอบแทนสูงสุดในทุกช่วงเวลา แต่เป็นการลดการพึ่งพาปัจจัยเสี่ยงเพียงด้านเดียว
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญต่อระบบการเงินโลก และเป็นศูนย์กลางของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจำนวนมากอย่างไรก็ตาม หากพอร์ตลงทุนพึ่งพาเศรษฐกิจหรืออุตสาหกรรมเพียงภูมิภาคเดียวมากเกินไป ความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดนั้นอาจส่งผลกระทบต่อพอร์ตทั้งหมด
การกระจายการลงทุนไปยังภูมิภาคอื่น รวมถึงการพิจารณาถือครองตราสารหนี้ของประเทศที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจแข็งแกร่ง อาจช่วยเพิ่มความหลากหลายของแหล่งที่มาของผลตอบแทน และลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวได้
สำหรับนักลงทุนที่มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถรับความเสี่ยงได้สูง อาจพิจารณาเครื่องมือการลงทุนทางเลือก เช่น Private Markets, Hedge Funds, Options หรือหุ้นกู้แปลงสภาพ อย่างไรก็ตาม เครื่องมือเหล่านี้มีลักษณะเฉพาะ ทั้งในด้านความซับซ้อน สภาพคล่อง และระดับความเสี่ยง จึงอาจไม่เหมาะกับนักลงทุนทุกประเภท และควรศึกษารายละเอียดอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน
AI มีแนวโน้มเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในทศวรรษข้างหน้า แต่ในโลกของการลงทุน การเติบโตของเทคโนโลยีไม่ได้รับประกันว่าราคาสินทรัพย์จะสะท้อนมูลค่าที่เหมาะสมเสมอไป
ในขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของเงินเฟ้อและการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ กำลังทำให้แนวทางการบริหารพอร์ตแบบเดิมต้องได้รับการทบทวนมากขึ้น
มุมมองของ Christian Mueller-Glissmann จึงไม่ได้ชี้ให้นักลงทุนหลีกเลี่ยง AI หรือพยายามจับจังหวะตลาด แต่เน้นย้ำถึงหลักการพื้นฐานที่ยังคงใช้ได้ในทุกยุคสมัย นั่นคือการกระจายความเสี่ยง การรักษาวินัยในการลงทุนและการจัดสรรสินทรัพย์ให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ท้ายที่สุด การลงทุนที่ยั่งยืนอาจไม่ได้เกิดจากการคาดการณ์อนาคตได้อย่างแม่นยำที่สุด แต่เกิดจากการเตรียมพอร์ตให้พร้อมรับมือกับอนาคตที่อาจเปลี่ยนแปลงได้เสมอ
ติดตามบทความนี้ในรูปแบบคลิป VDO ได้ใน YouTube SET Zooom in
กด Subscribe กด กระดิ่งแจ้งเตือน www.youtube.com/@SETZooomin ซูมชัด ๆ มีโอสามตัว