Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
‘จีน’ยืนหนึ่งตั้งธุรกิจในไทย ครึ่งปีจดทะเบียนแล้ว110ราย 3.5หมื่นล้านบ.
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

‘จีน’ยืนหนึ่งตั้งธุรกิจในไทย ครึ่งปีจดทะเบียนแล้ว110ราย 3.5หมื่นล้านบ.

31 ก.ค. 69
12:40 น.
แชร์

“ทุนจีน” เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยมากที่สุดในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 โดยมีนักลงทุนจีนได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 110 ราย คิดเป็น 17% ของธุรกิจต่างชาติที่ได้รับอนุญาตทั้งหมด และมีเงินลงทุนรวม 35,479 ล้านบาท

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย 640 ราย เพิ่มขึ้น 27% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เงินลงทุนเพิ่มขึ้น 68% แตะ 187,614 ล้านบาท โดยจีนมีจำนวนผู้ลงทุนสูงที่สุด ตามด้วยสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง

ในจำนวนทุนจีนทั้งหมด มีนักลงทุนจีนเข้าสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC จำนวน 69 ราย เงินลงทุน 28,983 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมธุรกิจในประเทศช่วงครึ่งปีแรกมีการจัดตั้งใหม่ 44,773 ราย เพิ่มขึ้น 2.13% แต่ทุนจดทะเบียนตั้งใหม่ลดลง 25.44% ส่วนการเลิกกิจการเพิ่มขึ้น 12.49% ท่ามกลางการเดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ซึ่งมุ่งช่วยลดต้นทุนการเริ่มต้นธุรกิจ สนับสนุนพื้นที่ค้าขาย และเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน

จีนมากที่สุด 110 ราย สหรัฐฯ ตามมาติดๆ

ข้อมูลการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งครอบคลุมเฉพาะธุรกิจที่กำหนดให้ต้องขออนุญาต พบว่า จีนมีจำนวนผู้ลงทุนสูงที่สุด 110 ราย คิดเป็น 17% ของธุรกิจต่างชาติที่ได้รับอนุญาตทั้งหมด และมีเงินลงทุนรวม 35,479 ล้านบาท

อันดับสองคือสหรัฐอเมริกา มีนักลงทุนได้รับอนุญาต 107 ราย คิดเป็น 17% เช่นเดียวกับจีน แต่มีเงินลงทุนรวม 6,043 ล้านบาท ขณะที่อันดับสามคือญี่ปุ่น จำนวน 87 ราย คิดเป็น 14% และมีเงินลงทุน 44,662 ล้านบาท

สิงคโปร์อยู่ในอันดับสี่ จำนวน 83 ราย คิดเป็น 13% มีเงินลงทุนรวม 37,867 ล้านบาท ส่วนฮ่องกงอยู่ในอันดับห้า จำนวน 59 ราย คิดเป็น 9% มีเงินลงทุน 13,088 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนจากประเทศอื่นๆ มีจำนวนรวม 194 ราย คิดเป็น 30% และมีเงินลงทุนรวม 50,475 ล้านบาท

แม้จีนจะเป็นอันดับหนึ่งเมื่อพิจารณาจากจำนวนผู้ลงทุนที่ได้รับอนุญาต แต่หากวัดจากมูลค่าเงินลงทุนในกลุ่มห้าประเทศหลัก ญี่ปุ่นมีเงินลงทุนสูงที่สุดที่ 44,662 ล้านบาท รองลงมาคือสิงคโปร์ 37,867 ล้านบาท และจีน 35,479 ล้านบาท

ด้านสหรัฐอเมริกามีจำนวนผู้ลงทุน 107 ราย ใกล้เคียงกับจีนที่ 110 ราย แต่มีเงินลงทุนรวม 6,043 ล้านบาท ขณะที่ญี่ปุ่นมีจำนวนผู้ลงทุน 87 ราย น้อยกว่าทั้งจีนและสหรัฐอเมริกา แต่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงที่สุดในกลุ่มประเทศหลัก

เมื่อรวมทุกประเทศ นักลงทุนต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยช่วงครึ่งปีแรกมีทั้งหมด 640 ราย โดยจีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง รวมกัน 446 ราย ส่วนอีก 194 รายมาจากประเทศอื่นๆ

เงินลงทุนต่างชาติครึ่งปีพุ่ง 68%

ภาพรวมช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย 640 ราย เพิ่มขึ้น 138 ราย หรือ 27% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งมีจำนวน 502 ราย

ในจำนวนทั้งหมด เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 151 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 489 ราย

การขอหนังสือรับรองดังกล่าวครอบคลุมการลงทุนผ่านช่องทางตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน การได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตลอดจนการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ

เงินลงทุนจากต่างชาติในช่วงครึ่งปีแรกมีมูลค่ารวม 187,614 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76,108 ล้านบาท หรือ 68% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งมีเงินลงทุนรวม 111,506 ล้านบาท

เฉพาะเดือนมิถุนายน 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย 112 ราย คิดเป็นเงินลงทุนรวม 34,056 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากจีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ตามลำดับ

นักลงทุนต่างชาติที่ได้รับอนุญาตในเดือนมิถุนายนแบ่งเป็นการลงทุนผ่านช่องทางขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 30 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 82 ราย

ช่องทางการขอหนังสือรับรองในเดือนดังกล่าวครอบคลุมทั้งการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน การได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศเช่นเดียวกับภาพรวมครึ่งปีแรก

EEC รับทุนจีนเกือบ 2.9 หมื่นล้านบาท

ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 มีนักลงทุนต่างชาติได้รับอนุญาตให้เข้ามาประกอบธุรกิจในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor: EEC ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 199 ราย

จำนวนดังกล่าวคิดเป็น 31% ของนักลงทุนต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยทั้งหมด และเพิ่มขึ้น 41 ราย หรือ 26% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งมีนักลงทุนใน EEC จำนวน 158 ราย

มูลค่าเงินลงทุนในพื้นที่ EEC อยู่ที่ 83,779 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของเงินลงทุนจากต่างชาติทั้งหมดในช่วงครึ่งปีแรกซึ่งอยู่ที่ 187,614 ล้านบาท

จีนมีจำนวนผู้ลงทุนใน EEC สูงที่สุด 69 ราย และมีเงินลงทุนรวม 28,983 ล้านบาท รองลงมาคือญี่ปุ่น 28 ราย เงินลงทุน 22,386 ล้านบาท และสิงคโปร์ 22 ราย เงินลงทุน 10,100 ล้านบาท

ส่วนประเทศอื่นๆ มีนักลงทุนในพื้นที่ EEC รวม 80 ราย และมีเงินลงทุนรวม 22,310 ล้านบาท ส่งผลให้จำนวนนักลงทุนต่างชาติในพื้นที่ดังกล่าวรวมอยู่ที่ 199 ราย และมีมูลค่าเงินลงทุนรวม 83,779 ล้านบาท

เมื่อพิจารณาเฉพาะทุนจีน นักลงทุนจีนที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจทั่วประเทศไทยในช่วงครึ่งปีแรกมีจำนวน 110 ราย เงินลงทุน 35,479 ล้านบาท ขณะที่ในพื้นที่ EEC มีนักลงทุนจีน 69 ราย และมีเงินลงทุน 28,983 ล้านบาท

ธุรกิจไทยเปิดใหม่เพิ่ม แต่ทุนจดทะเบียนหดตัว เลิกกิจการรวมแล้วกว่า 7,000 ราย

นอกจากความเคลื่อนไหวของเงินลงทุนจากต่างชาติแล้ว กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังเปิดเผยสถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ในเดือนมิถุนายน 2569 โดยมีธุรกิจจัดตั้งใหม่ทั้งหมด 7,979 ราย

เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งมีการจัดตั้งใหม่ 7,115 ราย จำนวนธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น 864 ราย หรือ 12.14% ในรูปแบบการเปรียบเทียบรายเดือน

เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งมีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 7,023 ราย จำนวนธุรกิจใหม่ในเดือนมิถุนายน 2569 เพิ่มขึ้น 956 ราย หรือ 13.61% ในรูปแบบการเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ด้านทุนจดทะเบียนของธุรกิจจัดตั้งใหม่ในเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 15,231 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 602 ล้านบาท หรือ 4.12% จากเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 14,629 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งมีทุนจดทะเบียนตั้งใหม่ 18,113 ล้านบาท มูลค่าทุนจดทะเบียนในเดือนมิถุนายน 2569 ลดลง 2,882 ล้านบาท หรือ 15.91%

เมื่อรวมช่วงครึ่งปีแรกตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 มีธุรกิจจดทะเบียนจัดตั้งใหม่สะสม 44,773 ราย เพิ่มขึ้น 935 ราย หรือ 2.13% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งมีจำนวน 43,838 ราย

ส่วนทุนจดทะเบียนตั้งใหม่สะสมในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 111,201 ล้านบาท ลดลง 37,939 ล้านบาท หรือ 25.44% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งมีทุนจดทะเบียนรวม 149,140 ล้านบาท

เมื่อวิเคราะห์ประเภทธุรกิจที่มีการจัดตั้งเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่า ธุรกิจร้านขายปลีกเสื้อผ้ามีอัตราการขยายตัวสูงที่สุด โดยมีการจัดตั้ง 499 ราย เพิ่มขึ้น 227 ราย หรือ 83.46% และมีทุนจดทะเบียนรวม 696 ล้านบาท

ธุรกิจการขายปลีกทางอินเทอร์เน็ตมีจำนวนจัดตั้งใหม่ 1,296 ราย เพิ่มขึ้น 470 ราย หรือ 56.90% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีทุนจดทะเบียนรวม 2,123 ล้านบาท

ขณะที่ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหารมีจำนวนจัดตั้งใหม่สูงที่สุดในสามกลุ่มที่ขยายตัว โดยมีจำนวน 2,119 ราย เพิ่มขึ้น 287 ราย หรือ 15.67% และมีทุนจดทะเบียนรวม 3,446 ล้านบาท

สำหรับการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการ เดือนมิถุนายน 2569 มีจำนวน 1,760 ราย เพิ่มขึ้น 713 ราย หรือ 68.10% จากเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งมีจำนวน 1,047 ราย

เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งมีธุรกิจเลิกกิจการ 1,468 ราย จำนวนธุรกิจที่จดทะเบียนเลิกในเดือนมิถุนายน 2569 เพิ่มขึ้น 292 ราย หรือ 19.89%

ทุนจดทะเบียนของธุรกิจที่เลิกกิจการในเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 6,807 ล้านบาท ลดลง 58,985 ล้านบาท หรือ 89.65% จากเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งอยู่ที่ 65,792 ล้านบาท

เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งมีทุนจดทะเบียนเลิก 10,403 ล้านบาท มูลค่าทุนจดทะเบียนเลิกในเดือนมิถุนายน 2569 ลดลง 3,596 ล้านบาท หรือ 34.57%

เมื่อรวมครึ่งปีแรก มีธุรกิจจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการ 7,024 ราย เพิ่มขึ้น 780 ราย หรือ 12.49% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งมีจำนวน 6,244 ราย

ส่วนทุนจดทะเบียนเลิกสะสมในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 98,857 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 68,313 ล้านบาท หรือ 224% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 30,544 ล้านบาท

ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีธุรกิจที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลสะสมทั้งหมด 2,094,850 ราย มีทุนจดทะเบียนรวม 32.39 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นนิติบุคคลที่ยังดำเนินกิจการอยู่ 1,004,558 ราย มีทุนจดทะเบียนรวม 23.81 ล้านล้านบาท

นิติบุคคลที่ยังดำเนินกิจการอยู่ส่วนใหญ่เป็นบริษัทจำกัด 802,717 ราย คิดเป็น 79.91% ของนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด มีทุนจดทะเบียนรวม 17.81 ล้านล้านบาท

รองลงมาคือห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 200,327 ราย คิดเป็น 19.94% และมีทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท ส่วนบริษัทมหาชนจำกัดมีจำนวน 1,514 ราย คิดเป็น 0.15% และมีทุนจดทะเบียนรวม 5.57 ล้านล้านบาท

เมื่อแบ่งตามกลุ่มธุรกิจ กลุ่มบริการมีจำนวนมากที่สุด 547,518 ราย คิดเป็น 54.50% ของนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด และมีทุนจดทะเบียน 13.94 ล้านล้านบาท

รองลงมาคือกลุ่มค้าส่งและค้าปลีก มีจำนวน 328,850 ราย คิดเป็น 32.74% และมีทุนจดทะเบียน 2.63 ล้านล้านบาท ส่วนกลุ่มการผลิตมีจำนวน 128,190 ราย คิดเป็น 12.76% และมีทุนจดทะเบียน 7.24 ล้านล้านบาท


แชร์
‘จีน’ยืนหนึ่งตั้งธุรกิจในไทย ครึ่งปีจดทะเบียนแล้ว110ราย 3.5หมื่นล้านบ.