
ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากสภาพอากาศที่ประเทศไทยต้องเผชิญไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภัยแล้ง หลังโลกเข้าสู่ภาวะเอลนีโญตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2569 และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงจนถึงระดับรุนแรงมาก ก่อนจะอ่อนกำลังลงและอาจเปลี่ยนผ่านสู่ลานีญาในปี 2570
การพลิกขั้วของสภาพอากาศภายในระยะเวลาอันสั้นทำให้ไทยเสี่ยงเผชิญทั้งอากาศร้อนจัด ปริมาณฝนต่ำกว่าปกติ และน้ำไม่เพียงพอในช่วงต้นปี ก่อนเผชิญฝนตกหนักและอุทกภัยในช่วงปลายปี
ภายใต้กรณีฐานที่มีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุด วิจัยกรุงศรีประเมินว่า เอลนีโญระดับรุนแรงมากประกอบกับอุทกภัยตามฤดูกาลอาจสร้างความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานของไทยรวม 3.55 หมื่นล้านบาทในปี 2569 หรือประมาณ 0.19% ของ GDP โดยแบ่งเป็นความเสียหายจากภัยแล้ง 2.51 หมื่นล้านบาท และจากอุทกภัยอีก 1.04 หมื่นล้านบาท
ผลกระทบจะเริ่มต้นจากภาคเกษตร เมื่อสภาพอากาศกระทบต่อปริมาณผลผลิต ก่อนส่งต่อเป็นลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ภาคการค้า ร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง
แรงกดดันมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในปี 2570 โดยภัยแล้งสะสมในช่วงครึ่งปีแรกอาจสร้างความเสียหายถึง 1.1 แสนล้านบาท ขณะที่การเปลี่ยนผ่านสู่ลานีญาในช่วงครึ่งปีหลังอาจทำให้พื้นที่ประสบอุทกภัยเพิ่มขึ้นเป็น 5.2 ล้านไร่ และสร้างความเสียหายอีก 1.71 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าความเสียหายรวมเพิ่มเป็น 1.271 แสนล้านบาท หรือประมาณ 0.65% ของ GDP พร้อมเพิ่มแรงกดดันต่อราคาอาหาร ต้นทุนภาคธุรกิจ และอัตราเงินเฟ้อ
ก่อนเข้าสู่เอลนีโญ โลกอยู่ภายใต้อิทธิพลของลานีญาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2567 ถึงต้นปี 2569 ส่งผลให้อุณหภูมิต่ำกว่าค่าเฉลี่ยและมีฝนตกชุกกว่าปกติ แต่ตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2569 เป็นต้นมา สถานการณ์ได้เปลี่ยนเข้าสู่เอลนีโญ ซึ่งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงและส่งผลต่อเนื่องไปถึงปี 2570
สัญญาณดังกล่าวสะท้อนผ่านดัชนี Relative Oceanic Niño Index หรือ RONI ซึ่งใช้ชี้วัดอุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณเส้นศูนย์สูตร โดยค่าเฉลี่ย ณ เดือนพฤษภาคม 2569 เพิ่มขึ้นแตะ 0.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนผ่านจากภาวะปกติเข้าสู่เอลนีโญ และมีแนวโน้มรุนแรงที่สุดในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2569
ตามเกณฑ์ในรายงาน ค่า RONI ระหว่าง 0.5-0.9 องศาเซลเซียสจัดเป็นเอลนีโญระดับอ่อน ระหว่าง 1.0-1.4 องศาเซลเซียสเป็นระดับปานกลาง ระหว่าง 1.5-1.9 องศาเซลเซียสเป็นระดับรุนแรง และหากสูงกว่า 2.0 องศาเซลเซียสจะถือเป็นระดับรุนแรงมาก ส่วนค่าระหว่าง -0.5 ถึง 0.5 องศาเซลเซียสถือเป็นภาวะปกติ
วิจัยกรุงศรีแบ่งแนวโน้มออกเป็น 3 ฉากทัศน์ โดยกำหนดโอกาสเกิดกรณีเบาไว้ที่ 20% กรณีรุนแรงซึ่งใช้เป็นกรณีฐานที่ 50% และกรณีสุดขั้วที่ 30%
จากนั้นดัชนีจะลดลงอย่างรวดเร็ว เข้าสู่ภาวะปกติในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2570 ก่อนพลิกเป็นลานีญาระดับอ่อนในเดือนมิถุนายนและระดับปานกลางในช่วงครึ่งปีหลัง
การประเมินดังกล่าวใช้แบบจำลองร่วมกับปริมาณน้ำทะเลอุ่นบริเวณเส้นศูนย์สูตรของมหาสมุทรแปซิฟิก หรือ Warm Water Volume ซึ่งสะท้อนปริมาณความร้อนสะสมในมหาสมุทรและใช้ประกอบการคาดการณ์เอลนีโญกับลานีญาล่วงหน้าได้หลายเดือน
แม้ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนตั้งแต่สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤษภาคม 2569 แต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคมกลับเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง ขณะที่ปริมาณฝนในทุกภาคมีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 10% ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงตุลาคม และความรุนแรงจะชัดเจนขึ้นในไตรมาส 4 ตามทิศทางของดัชนี RONI
วิจัยกรุงศรีประเมินว่า ปริมาณฝนรวมทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 1,298-1,344 มิลลิเมตร ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปีที่ 1,499 มิลลิเมตร หรือคิดเป็นการลดลงประมาณ 10-13% โดยกรณีเบาคาดว่าปริมาณฝนจะอยู่ที่ 1,344 มิลลิเมตร กรณีฐานอยู่ที่ 1,324 มิลลิเมตร และกรณีสุดขั้วลดลงเหลือ 1,298 มิลลิเมตร
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณฝนรวมลดลงเพียงอย่างเดียว เพราะภาวะฝนทิ้งช่วงยังทำให้ระยะเวลาที่สามารถกักเก็บน้ำสั้นลง กระทบทั้งแหล่งน้ำธรรมชาติและเขื่อนขนาดใหญ่ ส่งผลให้อัตราปริมาณน้ำใช้การได้ของเขื่อนในแต่ละภูมิภาคช่วงฤดูฝนปี 2569 มีแนวโน้มลดลงหรืออยู่เพียงใกล้เคียงค่าเฉลี่ย
ปริมาณน้ำที่กักเก็บได้น้อยลงในปี 2569 จะกลายเป็นน้ำต้นทุนสำหรับฤดูแล้งปีถัดไป พื้นที่แล้งซ้ำซากนอกเขตชลประทานซึ่งต้องพึ่งพาน้ำฝนและแหล่งน้ำธรรมชาติจึงมีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำสำหรับการเพาะปลูกในช่วงครึ่งแรกของปี 2570
ผลกระทบจากน้ำที่ลดลงยังไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาคเกษตร แต่ครอบคลุมถึงการอุปโภคบริโภค ระบบนิเวศ และอุตสาหกรรมที่ต้องใช้น้ำเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิต โดยเฉพาะพื้นที่ซึ่งความต้องการน้ำจากหลายกิจกรรมเศรษฐกิจเกิดขึ้นพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม ปริมาณฝนรวมที่ลดลงไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงน้ำท่วมในปี 2569 จะหมดไป เพราะไทยยังได้รับอิทธิพลจากพายุหมุนเขตร้อนและลมมรสุมตามฤดูกาล รายงานจึงประเมินว่า แม้อยู่ภายใต้เอลนีโญ ไทยยังอาจเผชิญอุทกภัยควบคู่กับภัยแล้งได้ภายในปีเดียวกัน
เมื่อเข้าสู่ปี 2570 อิทธิพลของเอลนีโญจะยังไม่สิ้นสุดทันที โดยในช่วงครึ่งปีแรก ดัชนี RONI ยังอยู่ในระดับที่บ่งชี้ภาวะเอลนีโญ ทำให้ไทยมีแนวโน้มเผชิญอากาศร้อนจัดและฝนตกน้อยต่อเนื่อง โดยเฉพาะฤดูร้อนระหว่างครึ่งหลังของเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม
รายงานคาดว่า อุณหภูมิสูงสุดอาจแตะ 40-43 องศาเซลเซียส ซึ่งอยู่ในเกณฑ์อากาศร้อนจัด ขณะที่ปริมาณฝนรวมในช่วงฤดูร้อนมีแนวโน้มต่ำกว่าปกติประมาณ 30-40% สภาพอากาศดังกล่าวจะเร่งการระเหยของน้ำ ลดความชื้นในดิน และเพิ่มความต้องการใช้น้ำในเวลาเดียวกัน
ความไม่สมดุลระหว่างปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นทำให้ความเสี่ยงภัยแล้งชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานซึ่งไม่สามารถพึ่งพาน้ำจากระบบส่งน้ำได้อย่างเต็มที่ และต้องอาศัยแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นหลัก
เมื่อประเมินเป็นรายภูมิภาค ภาคตะวันออกมีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำสูงที่สุด และปริมาณน้ำอาจลดลงแตะระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากต้องรองรับความต้องการจากทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรม รองลงมาคือภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ภาคกลางและภาคตะวันออกจึงเผชิญความเสี่ยงสองชั้น นอกจากผลผลิตเกษตรจะได้รับผลกระทบจากน้ำไม่เพียงพอแล้ว พื้นที่ดังกล่าวยังต้องรองรับความต้องการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรมควบคู่กับภาคเกษตร ขณะที่ปริมาณน้ำใช้การได้มีแนวโน้มลดลง
ผลกระทบต่อพืชแต่ละชนิดจะแตกต่างกันตามประเภทพืช พื้นที่และภูมิภาคที่เพาะปลูก ช่วงการเจริญเติบโต และฤดูเก็บเกี่ยว ไม้ยืนต้นอย่างยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะม่วง และทุเรียนสามารถทนแล้งได้นานกว่าพืชระยะสั้นหรือพืชล้มลุก แต่ปริมาณผลผลิตยังอาจลดลงตามสภาพพื้นที่
ส่วนพืชล้มลุกอย่างข้าว มันสำปะหลัง อ้อย และข้าวโพดมีความอ่อนไหวต่อภาวะขาดน้ำแตกต่างกันไปตามช่วงเพาะปลูก ระยะเติบโต และเวลาเก็บเกี่ยว หากฝนทิ้งช่วงเกิดขึ้นในระยะที่พืชต้องการน้ำสูง ความเสียหายต่อผลผลิตก็อาจเพิ่มขึ้น
ปัจจัยที่กดดันผลผลิตประกอบด้วยความครอบคลุมของพื้นที่ชลประทานและระดับน้ำในเขื่อนที่มีจำกัด ฝนทิ้งช่วงที่ทำให้พืชได้รับน้ำไม่เพียงพอ อุณหภูมิสูงซึ่งเร่งการระเหยและลดความชื้นในดิน ตลอดจนต้นทุนเพาะปลูกที่เพิ่มขึ้น ทั้งค่าเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้าสำหรับสูบน้ำ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการควบคุมศัตรูพืชและวัชพืช
วิจัยกรุงศรีประเมินผลผลิตพืชสำคัญโดยใช้แบบจำลองที่พิจารณาทั้งดัชนี RONI ดัชนีพืชพรรณ NDVI ปริมาณฝน อุณหภูมิ ปริมาณน้ำใช้การได้ วงจรเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว ตลอดจนราคาสินค้าเกษตร
ในปี 2569 ผลผลิตที่อาจได้รับความเสียหายมาก ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน โดยผลผลิตข้าวมีแนวโน้มหดตัว 3.1-4.7% มันสำปะหลังลดลง 11.7-14.1% และปาล์มน้ำมันลดลง 2.1-3.7%
ขณะที่อ้อยอาจยังขยายตัว 23.1-23.9% และยางพาราเพิ่มขึ้น 0.9-1.4% ทำให้ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรโดยรวมยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 1.1-1.6%
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจะชัดเจนขึ้นในปี 2570 เมื่อดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรอาจหดตัว 3.3-3.6% โดยผลผลิตข้าวมีแนวโน้มลดลง 11.5-12.2% อ้อยลดลง 14.6-15.9% และปาล์มน้ำมันลดลง 6.2-8.5% ส่วนมันสำปะหลังอาจกลับมาขยายตัว 10.1-11.1% และยางพาราเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.1-1.1%
เมื่อแปลงการเปลี่ยนแปลงของผลผลิตเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ กรณีฐานในปี 2569 ประเมินว่าความเสียหายจากข้าวอยู่ที่ 4.47 หมื่นล้านบาท มันสำปะหลัง 1.7 หมื่นล้านบาท และปาล์มน้ำมัน 4.0 พันล้านบาท แต่ถูกชดเชยบางส่วนจากผลเชิงบวกของอ้อย 3.64 หมื่นล้านบาทและยางพารา 4.1 พันล้านบาท ทำให้ความเสียหายสุทธิจากภัยแล้งอยู่ที่ 2.51 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 0.13% ของ GDP
ในปี 2570 ความเสียหายจากข้าวมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 9.19 หมื่นล้านบาท ตามด้วยอ้อย 2.36 หมื่นล้านบาท และปาล์มน้ำมัน 1.03 หมื่นล้านบาท แม้มันสำปะหลังและยางพาราอาจสร้างผลเชิงบวก 1.41 หมื่นล้านบาทและ 1.7 พันล้านบาทตามลำดับ แต่ยังไม่เพียงพอหักล้างความเสียหายจากพืชเศรษฐกิจหลัก ส่งผลให้ความเสียหายสุทธิจากภัยแล้งเพิ่มเป็น 1.1 แสนล้านบาท หรือประมาณ 0.56% ของ GDP
การลดลงของพืชสำคัญยังอาจทำให้ราคาสินค้าเกษตรปรับสูงขึ้นจากภาวะอุปทานขาดแคลน โดยเฉพาะเมื่อผลผลิตลดลงพร้อมกับต้นทุนเพาะปลูกที่เพิ่มขึ้นจากการสูบน้ำและการดูแลพืชภายใต้สภาพอากาศร้อนและแห้งแล้ง
ผลกระทบของเอลนีโญไม่ได้หยุดอยู่ที่ภาคเกษตร เพราะข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ยางพารา และปาล์มน้ำมันเป็นวัตถุดิบของกิจกรรมเศรษฐกิจหลายประเภท การขาดแคลนผลผลิตต้นน้ำจึงสามารถส่งต่อไปยังภาคอุตสาหกรรมและบริการทั้งทางตรงและทางอ้อม
วิจัยกรุงศรีใช้ตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิตปี 2564 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในการวิเคราะห์โครงสร้างการผลิตและผลส่งผ่าน โดยพบว่า ภาคเกษตรและอาหารสดเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบก่อน เนื่องจากภาคเกษตรต้องใช้ผลผลิตบางส่วนเป็นปัจจัยสำหรับการเพาะปลูกรอบถัดไป ขณะที่กลุ่มอาหารสดใช้พืชหลักเป็นวัตถุดิบโดยตรง
จากนั้นแรงกระแทกจะส่งต่อไปยังอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มแปรรูปที่เผชิญปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ ก่อนขยายไปถึงธุรกิจการค้า ร้านอาหาร และโรงแรมที่ต้องรับต้นทุนอาหารและสินค้าเกษตรแปรรูปสูงขึ้น รวมถึงบริการทางการเงินและธุรกิจ ตลอดจนอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ปิโตรเลียม และยา
ในกรณีฐาน แบบจำลองประเมินว่า ปี 2569 กลุ่มเกษตรและอาหารสดจะได้รับผลกระทบเชิงลบ 3.165 หมื่นล้านบาท มากที่สุดในกลุ่มที่นำมาวิเคราะห์ ตามด้วยอาหารและเครื่องดื่มแปรรูป 8.15 พันล้านบาท การค้า ร้านอาหารและโรงแรม 3.18 พันล้านบาท บริการทางการเงินและธุรกิจ 1.96 พันล้านบาท และกลุ่มเคมีภัณฑ์ ปิโตรเลียมและยา 0.42 พันล้านบาท
เมื่อสภาพอากาศกลับสู่ภาวะปกติและเปลี่ยนเป็นลานีญาในปี 2570 อุตสาหกรรมเหล่านี้บางส่วนอาจฟื้นตัวตามผลผลิตเกษตรที่เพิ่มขึ้น โดยกลุ่มเกษตรและอาหารสดอาจได้รับผลเชิงบวก 6.95 พันล้านบาท และอาหารกับเครื่องดื่มแปรรูป 6.31 พันล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวยังไม่เพียงพอชดเชยผลกระทบในปีก่อน โดยผลสุทธิในช่วงปี 2569-2570 ของกลุ่มเกษตรและอาหารสดยังติดลบ 2.471 หมื่นล้านบาท ขณะที่อาหารและเครื่องดื่มแปรรูปติดลบ 1.85 พันล้านบาท
ในเชิงพื้นที่ ศูนย์กลางความเสียหายทางการเกษตรในปี 2569 มีแนวโน้มกระจุกอยู่ในภาคเหนือ รองลงมาคือภาคตะวันตกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากผลผลิตมันสำปะหลังและข้าวที่ลดลงเป็นสำคัญ
ส่วนในปี 2570 ศูนย์กลางความเสียหายอาจย้ายลงสู่ภาคใต้จากผลผลิตปาล์มน้ำมันที่ลดลง ตามด้วยภาคตะวันออกและภาคกลางซึ่งผลผลิตอ้อยและข้าวมีแนวโน้มหดตัวสูงในช่วงครึ่งปีแรก
แม้ความเสียหายต้นทางจะเกิดในพื้นที่เกษตรเป็นหลัก แต่มูลค่าเพิ่มจากการแปรรูป การค้า และบริการกระจุกตัวอยู่ในภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานและกิจกรรมบริการ รายงานประเมินว่าผลกระทบที่ส่งผ่านจากภาคเกษตรสู่อุตสาหกรรมในสองภูมิภาคนี้สูงสุดที่ 7.9 พันล้านบาทและ 5.9 พันล้านบาทตามลำดับ
ภาคตะวันออกยังเผชิญความเสี่ยงเพิ่มอีกชั้นจากปริมาณน้ำใช้การได้ที่ลดลง เพราะนอกจากโรงงานในพื้นที่จะได้รับผลกระทบจากวัตถุดิบเกษตรที่ลดลงแล้ว ยังอาจเผชิญข้อจำกัดด้านน้ำสำหรับกระบวนการผลิตโดยตรง
เมื่อเข้าสู่ครึ่งหลังของปี 2570 ดัชนี RONI มีแนวโน้มลดลงสู่ภาวะปกติและเปลี่ยนผ่านเป็นลานีญา ขณะเดียวกัน ไทยยังได้รับอิทธิพลจากมรสุม ร่องมรสุม และพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนผ่านเป็นประจำ ทำให้ความเสี่ยงเปลี่ยนจากภัยแล้งในช่วงต้นปีเป็นอุทกภัยในช่วงปลายปี
รายงานคาดว่า ปี 2570 จะมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย 2-3 ลูก ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยจากสถิติ 75 ปี แต่สูงกว่าค่าเฉลี่ยราว 1-2 ลูกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ปี 2569 คาดว่าจะมีพายุเข้าสู่ไทย 1-2 ลูก
พายุหมุนเขตร้อนสามารถเกิดได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงธันวาคม และบางครั้งอาจส่งอิทธิพลต่อเนื่องถึงเดือนมกราคมของปีถัดไป แต่ช่วงที่มีโอกาสเกิดพายุและเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยบ่อยที่สุดคือเดือนกันยายนถึงตุลาคม ซึ่งคิดเป็น 54% ของโอกาสเกิดพายุทั้งหมด อิทธิพลของพายุในช่วงดังกล่าวสามารถนำไปสู่ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง
ลานีญาจะทำให้ปริมาณฝนในช่วง 5-6 เดือนสุดท้ายของปี 2570 สูงกว่าค่าเฉลี่ย แม้ปริมาณฝนรวมตลอดทั้งปีอาจยังต่ำกว่าค่าปกติเล็กน้อยประมาณ 0.5-3.5% เพราะช่วงต้นปียังได้รับอิทธิพลจากเอลนีโญ
วิจัยกรุงศรีประเมินว่า ปริมาณฝนรวมในปี 2570 จะอยู่ที่ประมาณ 1,447-1,491 มิลลิเมตร เทียบกับค่าเฉลี่ย 30 ปีที่ 1,499 มิลลิเมตร โดยกรณีเบาอยู่ที่ 1,447 มิลลิเมตร กรณีฐานอยู่ที่ 1,469 มิลลิเมตร และกรณีสุดขั้วอยู่ที่ 1,491 มิลลิเมตร เนื่องจากกรณีที่เอลนีโญรุนแรงกว่าในปี 2569 มีแนวโน้มพลิกเข้าสู่ลานีญาที่รุนแรงกว่าในปีถัดไป
ความเสี่ยงน้ำท่วมไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณฝนรวมเพียงอย่างเดียว แม้เขื่อนขนาดใหญ่ยังมีความสามารถรองรับน้ำเพิ่มเติม แต่ลักษณะฝนที่ตกหนัก รุนแรง และกระจุกตัวในบางพื้นที่เป็นเวลาสั้นๆ หรือ “ระเบิดฝน” มักเกิดนอกพื้นที่รับน้ำของเขื่อน ทำให้ไม่สามารถนำมวลน้ำไปกักเก็บได้อย่างเต็มที่และเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่ปลายน้ำ
นอกจากนี้ ระดับน้ำทะเลหนุนบริเวณอ่าวไทยและระดับน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยเฉพาะลุ่มแม่น้ำโขง อาจเป็นปัจจัยสมทบที่ทำให้การระบายน้ำล่าช้า และเพิ่มระดับความเสียหายจากอุทกภัย
ขนาดความเสียหายยังขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการน้ำ พื้นที่ที่เกิดอุทกภัย และตำแหน่งของหน่วยเศรษฐกิจ หากน้ำท่วมเกิดในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ย่านธุรกิจ แหล่งเกษตรสำคัญ หรือเส้นทางคมนาคมหลัก ผลกระทบสามารถส่งต่อไปตามห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ในกรณีเบา พื้นที่ประสบอุทกภัยอาจอยู่ที่ 3.7 ล้านไร่ในปี 2569 สร้างความเสียหาย 1.36 หมื่นล้านบาท ก่อนพื้นที่น้ำท่วมเพิ่มเป็น 4.1 ล้านไร่ในปี 2570 แต่มูลค่าความเสียหายลดลงเป็น 1.21 หมื่นล้านบาท
สำหรับกรณีฐาน พื้นที่ประสบอุทกภัยอาจเพิ่มจาก 3.1 ล้านไร่ในปี 2569 เป็น 5.2 ล้านไร่ในปี 2570 ขณะที่ความเสียหายเพิ่มจาก 1.04 หมื่นล้านบาทเป็น 1.71 หมื่นล้านบาท โดยปี 2569 แบ่งเป็นความเสียหายต่อภาคเกษตร 8.9 พันล้านบาทและทรัพย์สิน 1.5 พันล้านบาท ส่วนปี 2570 ความเสียหายต่อภาคเกษตรเพิ่มเป็น 1.45 หมื่นล้านบาทและทรัพย์สิน 2.5 พันล้านบาท
ส่วนกรณีสุดขั้ว ฝนที่ลดลงมากในปี 2569 อาจทำให้พื้นที่น้ำท่วมอยู่ที่ 2.8 ล้านไร่และเกิดความเสียหาย 8.2 พันล้านบาท ต่ำกว่ากรณีอื่น แต่การเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วสู่ลานีญาระดับปานกลางในปี 2570 อาจทำให้พื้นที่น้ำท่วมเพิ่มเป็น 6.4 ล้านไร่ และความเสียหายพุ่งเป็น 2.33 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นความเสียหายต่อภาคเกษตร 2.02 หมื่นล้านบาทและทรัพย์สิน 3.1 พันล้านบาท
เมื่อรวมภัยแล้งและอุทกภัยเข้าด้วยกัน ความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2570 เนื่องจากไทยต้องรับทั้งผลสะสมของภัยแล้งในครึ่งปีแรกและความเสียหายจากน้ำท่วมระลอกใหม่ในครึ่งปีหลัง
ในกรณีเบา เอลนีโญระดับรุนแรงและอุทกภัยตามฤดูกาลอาจสร้างความเสียหายรวม 3.35 หมื่นล้านบาทในปี 2569 หรือประมาณ 0.18% ของ GDP ก่อนเพิ่มเป็น 1.179 แสนล้านบาท หรือ 0.60% ของ GDP ในปี 2570 โดยแบ่งเป็นความเสียหายจากภัยแล้ง 1.058 แสนล้านบาทและอุทกภัย 1.21 หมื่นล้านบาท
กรณีรุนแรงซึ่งเป็นกรณีฐาน ประเมินความเสียหายรวมไว้ที่ 3.55 หมื่นล้านบาทในปี 2569 หรือ 0.19% ของ GDP แบ่งเป็นภัยแล้ง 2.51 หมื่นล้านบาทและอุทกภัย 1.04 หมื่นล้านบาท ก่อนเพิ่มเป็น 1.271 แสนล้านบาท หรือ 0.65% ของ GDP ในปี 2570 แบ่งเป็นภัยแล้ง 1.1 แสนล้านบาทและอุทกภัย 1.71 หมื่นล้านบาท
ส่วนกรณีสุดขั้วหรือซูเปอร์เอลนีโญ ความเสียหายรวมอาจอยู่ที่ 4.01 หมื่นล้านบาทในปี 2569 หรือ 0.21% ของ GDP แบ่งเป็นความเสียหายจากภัยแล้ง 3.19 หมื่นล้านบาทและอุทกภัย 8.2 พันล้านบาท
เมื่อเข้าสู่ปี 2570 ความเสียหายในกรณีสุดขั้วอาจเพิ่มเป็น 1.365 แสนล้านบาท หรือประมาณ 0.69% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดในสามฉากทัศน์ โดยแบ่งเป็นความเสียหายจากภัยแล้ง 1.132 แสนล้านบาทและอุทกภัย 2.33 หมื่นล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ปี 2570 อาจสร้างความเสียหายมากกว่าปี 2569 หลายเท่า แม้เอลนีโญจะเริ่มอ่อนกำลังลง เพราะระบบเศรษฐกิจยังต้องรับผลจากน้ำต้นทุนที่ลดลงและภัยแล้งสะสมในช่วงต้นปี ก่อนเผชิญฝนหนักและน้ำท่วมอีกระลอกในช่วงปลายปี
นอกจากผลกระทบต่อ GDP ภัยแล้งและอุทกภัยยังสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อผ่านผลผลิตเกษตรที่ลดลงและภาวะอุปทานขาดแคลน ราคาสินค้าเกษตรและสินค้าในอุตสาหกรรมเกษตรจึงมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะข้าว น้ำตาล น้ำมันพืช และพืชผักต่างๆ
ผลกระทบทางตรงเกิดจากราคาสินค้าเกษตรที่ครัวเรือนซื้อบริโภคหรือผู้ประกอบการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบปรับสูงขึ้น ขณะที่ผลทางอ้อมเกิดจากสินค้าและบริการซึ่งใช้ผลผลิตเกษตรเป็นส่วนประกอบ เช่น อาหารแปรรูปและอาหารในร้านอาหาร ทยอยปรับราคาตามต้นทุนที่ส่งผ่านมาตลอดห่วงโซ่การผลิต
แรงกดดันดังกล่าวจึงไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ผลิตอาหาร แต่ยังขยายไปสู่ร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจบริการ พร้อมเพิ่มภาระค่าครองชีพของครัวเรือนผ่านราคาอาหารสดและอาหารสำเร็จรูป
วิจัยกรุงศรีประเมินว่า ภัยแล้งและอุทกภัยอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 สูงกว่ากรณีฐานเดิมประมาณ 0.09-0.12 จุดเปอร์เซ็นต์ และเพิ่มขึ้น 0.21-0.30 จุดเปอร์เซ็นต์ในปี 2570
ภายใต้กรณีฐาน ผลกระทบต่อเงินเฟ้ออยู่ที่ 0.11 จุดเปอร์เซ็นต์ในปี 2569 และเพิ่มเป็น 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ในปี 2570 ขณะที่กรณีสุดขั้วอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ 0.09 จุดเปอร์เซ็นต์ในปี 2569 และ 0.30 จุดเปอร์เซ็นต์ในปี 2570
อย่างไรก็ตาม ผลต่อเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจริงอาจสูงกว่าประมาณการเบื้องต้น เนื่องจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่อเนื่องมักปรับราคาสินค้าเป็นจำนวนเต็มบาทต่อหน่วย ทำให้การส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายปลีกอาจสูงกว่าผลคำนวณตามสัดส่วนของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
ดังนั้น ความเสี่ยงจากเอลนีโญและลานีญาต่อเศรษฐกิจไทยจึงไม่ได้วัดจากความเสียหายของผลผลิตเกษตรเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมถึงปริมาณน้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรม การขาดแคลนวัตถุดิบ การสะดุดของห่วงโซ่การผลิต ต้นทุนภาคบริการ ค่าครองชีพ และแรงกดดันต่อ GDP โดยเฉพาะปี 2570 ซึ่งไทยอาจต้องรับแรงกระแทกจากภัยแล้งและอุทกภัยภายในปีเดียวกัน