
ไฟป่าและไฟไหม้พื้นที่ในอินโดนีเซีย โดยเฉพาะบนเกาะสุมาตราและกาลิมันตัน กำลังยกระดับจากปัญหาภายในประเทศไปสู่วิกฤตสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของภูมิภาค เมื่อควันและฝุ่นขนาดเล็กจากพื้นที่ต้นทางสามารถถูกกระแสลมพัดข้ามทะเลไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ไกลหลายร้อยหรือมากกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร
ข้อมูลจาก Fire Emissions Watch ของ Copernicus Atmosphere Monitoring Service หรือ CAMS ระบุว่า ระหว่างวันที่ 1-7 กันยายน 2026 ไฟในอินโดนีเซียปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 19.7 ล้านตัน สูงที่สุดในโลกในช่วงเวลาดังกล่าว และคิดเป็นมากกว่าหนึ่งในสามของการปล่อยจากไฟทั่วโลก
สถานการณ์รุนแรงขึ้น จนเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ASEAN Specialised Meteorological Centre หรือ ASMC ยกระดับการเตือนหมอกควันในอาเซียนตอนใต้เป็น Alert Level 3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด หลังตรวจพบหมอกควันระดับปานกลางถึงหนาแน่นจากกลุ่มจุดความร้อนในกาลิมันตันและสุมาตรา รวมถึงหมอกควันข้ามพรมแดนที่เคลื่อนขึ้นเหนือจากกาลิมันตันตะวันตก
ASMC ยังเตือนว่า El Niño ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อวิกฤตหมอกควันข้ามพรมแดนในภูมิภาค
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไฟในอินโดนีเซียสร้างควันได้มากและต่อเนื่อง คือพื้นที่เกิดไฟจำนวนมากเป็น “พื้นที่พรุ” หรือ Peatland ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีซากพืชสะสมทับถมอยู่ใต้ดินมาเป็นเวลานับร้อยหรือนับพันปี
ตามธรรมชาติ พื้นที่เหล่านี้มีน้ำหล่อเลี้ยงและมีความชื้นสูง จึงติดไฟได้ยาก แต่เมื่อนำพื้นที่ไปใช้เพื่อการเกษตร สวนปาล์มน้ำมัน หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่น ๆ มักมีการระบายน้ำออก ส่งผลให้พื้นที่ซึ่งเคยชุ่มน้ำค่อย ๆ แห้งลง และเปลี่ยนชั้นซากพืชใต้ดินให้กลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี
เมื่อไฟลุกลามลงไปในชั้นพรุ ปัญหาจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการเผาไหม้ต้นไม้หรือวัชพืชบนผิวดิน เพราะไฟสามารถคุกรุ่นอยู่ใต้พื้นดินได้เป็นเวลานาน แม้ด้านบนจะดูเหมือนดับลงแล้ว และยังปล่อยควันออกมาอย่างต่อเนื่อง ไฟลักษณะนี้จึงถูกเรียกว่า “Zombie Fire” และดับได้ยากกว่าไฟบนพื้นผิวทั่วไปอย่างมาก
ความซับซ้อนอีกประการคือ ขนาดของปัญหาที่ตรวจพบจากดาวเทียมอาจยังต่ำกว่าความเป็นจริง นักวิทยาศาสตร์ของ CAMS เตือนว่า ไฟพรุบางส่วนเผาไหม้อยู่ใต้ดินหรือมีอุณหภูมิต่ำกว่าขีดจำกัดที่เซ็นเซอร์สามารถตรวจจับได้ ทำให้ทั้งจำนวนจุดไฟและการปล่อยมลพิษบางส่วนอาจหลุดออกจากระบบติดตามที่ใช้อยู่
ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม-8 กันยายน 2026 อินโดนีเซียตรวจพบจุดความร้อนรวม 13,443 จุด สูงกว่า 9,454 จุดในช่วงเดียวกันของปี 2015 ซึ่งเป็นหนึ่งในปีที่อินโดนีเซียเผชิญวิกฤตไฟและหมอกควันรุนแรงที่สุด
พื้นที่ถูกไฟไหม้ระหว่างเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมอยู่ที่ประมาณ 202,000 เฮกตาร์ ขณะที่มีการประเมินว่าเฉพาะเดือนสิงหาคม พื้นที่เผาไหม้อาจเพิ่มขึ้นอีกราว 600,000 เฮกตาร์ โดยพื้นที่ได้รับผลกระทบหนักกระจายอยู่ในกาลิมันตัน สุมาตรา และปาปัวใต้
สถานการณ์ถูกซ้ำเติมจาก El Niño ซึ่งทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นและหลายพื้นที่แห้งกว่าปกติ เมื่อปริมาณฝนที่ลดลงเกิดขึ้นพร้อมกับการสูญเสียความชื้นของพื้นที่พรุ ไฟจึงติดง่าย ลุกลามเร็ว และรุนแรงขึ้น
CAMS ระบุตั้งแต่เดือนสิงหาคมว่า ฤดูไฟป่าของอินโดนีเซียในปี 2026 เริ่มต้นอย่างหนักหน่วง และมีแนวโน้มได้รับแรงเสริมจาก El Niño โดยพื้นที่ได้รับผลกระทบหนักในระยะแรกอยู่ในกาลิมันตันตะวันตกและตอนกลาง
เมื่อควันลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ กระแสลมตามฤดูกาลสามารถพัดพาควันออกจากพื้นที่ต้นทางไปปกคลุมหลายพื้นที่ของมาเลเซีย สิงคโปร์ และบางส่วนของฟิลิปปินส์ เปลี่ยนเหตุไฟไหม้ในประเทศหนึ่งให้กลายเป็นปัญหาคุณภาพอากาศและสุขภาพของประชาชนในอีกหลายประเทศ หรือที่เรียกว่า “หมอกควันข้ามพรมแดน” หรือ Transboundary Haze
จนถึงวันที่ 8 กันยายน ASMC ยังคงรายงานหมอกควันระดับปานกลางถึงหนาแน่นในหลายส่วนของกาลิมันตันและสุมาตรา รวมถึงหมอกควันที่ปกคลุมบางส่วนของคาบสมุทรมาเลเซีย ขณะที่สถานีตรวจวัดหลายแห่งบนเกาะบอร์เนียวรายงานคุณภาพอากาศตั้งแต่ระดับ Unhealthy ไปจนถึง Hazardous สะท้อนว่าสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายหลังเหตุฉุกเฉินช่วงปลายเดือนสิงหาคม
สิ่งที่ต้องจับตาคือฤดูไฟป่ายังเหลือเวลาอีกพอสมควร นักวิทยาศาสตร์ของ CAMS ระบุว่า หากสถานการณ์ดำเนินไปตามรูปแบบที่เคยเกิดขึ้นในปี 2015 ไฟและการปล่อยมลพิษอาจเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงช่วงปลายเดือนตุลาคม
หมอกควันข้ามพรมแดนไม่ใช่ปัญหาใหม่ของอาเซียน ภูมิภาคเริ่มหารือเรื่องไฟป่าและหมอกควันมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ก่อนพัฒนาความร่วมมืออย่างจริงจังขึ้นหลังวิกฤตครั้งใหญ่ในทศวรรษ 1990 จนนำไปสู่ ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution หรือ AATHP ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่ปี 2003 และปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมดเข้าร่วมแล้ว
ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ประเทศสมาชิกตกลงร่วมกันป้องกันและติดตามหมอกควัน ควบคุมแหล่งกำเนิดไฟ แลกเปลี่ยนข้อมูลและเทคโนโลยี ตลอดจนให้ความช่วยเหลือกันเมื่อเกิดมลพิษข้ามพรมแดน อาเซียนยังพัฒนาระบบติดตามจุดความร้อน สภาพอากาศ และทิศทางการเคลื่อนตัวของหมอกควัน ทำให้สามารถประเมินได้เร็วขึ้นว่าไฟเกิดขึ้นที่ใด ควันมีแนวโน้มเคลื่อนไปทางไหน และพื้นที่ใดควรเตรียมรับมือ
อย่างไรก็ตาม การมองเห็นต้นทางไม่ได้หมายความว่าประเทศอื่นจะเข้าไปจัดการต้นทางได้ทันที หากเกิดไฟในอินโดนีเซีย ประเทศเพื่อนบ้านไม่สามารถส่งเจ้าหน้าที่หรือทรัพยากรเข้าไปดับไฟได้โดยอัตโนมัติ
การให้ความช่วยเหลือตามกรอบ AATHP ต้องเกิดจากการร้องขอหรือได้รับความยินยอมจากประเทศที่เกิดเหตุก่อน โดยประเทศต้นทางยังคงเป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติงานภายในดินแดนของตัวเอง
AATHP ยังไม่มีกลไกกลางที่สามารถลงโทษประเทศสมาชิกได้โดยตรง หากเกิดข้อพิพาท ข้อตกลงกำหนดให้แก้ไขผ่านการปรึกษาหารือและการเจรจา จึงไม่มีหน่วยงานกลางของอาเซียนที่สามารถเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ สั่งลงโทษ หรือบังคับให้ประเทศหนึ่งดำเนินการได้ทันที
หากต้องการตรวจสอบว่าไฟเกิดขึ้นบนพื้นที่ของใคร ใครเป็นผู้จุดไฟ หรือมีบริษัทใดเกี่ยวข้อง การสอบสวนและดำเนินคดียังคงต้องอาศัยกฎหมายและหน่วยงานของประเทศที่เกิดเหตุเป็นหลัก ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่ประเทศซึ่งรับผลกระทบจากควันกับประเทศที่มีอำนาจจัดการต้นเหตุอาจเป็นคนละประเทศกัน
ตัวอย่างเช่น หากควันจากอินโดนีเซียลอยไปถึงมาเลเซีย ทางการมาเลเซียสามารถเตือนประชาชน ปิดโรงเรียน หรือเตรียมระบบสาธารณสุขรับมือกับมลพิษได้ แต่ไม่สามารถใช้กฎหมายของตัวเองเข้าไปดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุในอินโดนีเซียได้โดยตรง
สิงคโปร์พยายามลดช่องว่างนี้ด้วยการออก Transboundary Haze Pollution Act ในปี 2014 ซึ่งเปิดทางให้ดำเนินคดีกับบริษัทที่มีส่วนทำให้เกิดหมอกควันในสิงคโปร์ แม้กิจกรรมต้นเหตุจะเกิดขึ้นนอกประเทศ
แต่การบังคับใช้กฎหมายข้ามพรมแดนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องพิสูจน์ตั้งแต่ไฟเกิดขึ้นในพื้นที่ใด ใครเป็นเจ้าของหรือใช้ประโยชน์จากพื้นที่ บริษัทใดเกี่ยวข้อง ตลอดจนไฟจากพื้นที่นั้นเชื่อมโยงกับหมอกควันที่เกิดขึ้นในสิงคโปร์อย่างไร ขณะที่ข้อมูลสำคัญ ทั้งข้อมูลการถือครองที่ดิน สัมปทาน และกิจกรรมในพื้นที่จำนวนมาก อยู่ภายใต้การดูแลของประเทศต้นทาง
อีกด้านหนึ่งที่ต้องจับตาคือเครื่องมือทางกฎหมายภายในประเทศ เพราะแม้มลพิษจะข้ามพรมแดนได้ แต่แต่ละประเทศยังจำเป็นต้องมีกฎหมายสำหรับตรวจสอบแหล่งกำเนิด เก็บข้อมูล และเอาผิดผู้ก่อมลพิษภายในเขตอำนาจของตัวเอง
ปัจจุบันร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดของไทยยังไม่ผ่านออกมาเป็นกฎหมาย หลังเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2026 สภาผู้แทนราษฎรลงมติ 414 ต่อ 2 เสียง ไม่เห็นชอบการแก้ไขที่วุฒิสภาส่งกลับมา ส่งผลให้ต้องตั้งกรรมาธิการร่วมสองสภาจำนวน 20 คน เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายอีกครั้ง
ประเด็นที่ยังอยู่ระหว่างการถกเถียงครอบคลุมตั้งแต่ระบบข้อมูลมลพิษและ PRTR มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ ไปจนถึงบทบาทและความรับผิดของภาคธุรกิจ
ระหว่างที่ร่างกฎหมายยังไม่แล้วเสร็จ รัฐบาลเริ่มใช้มาตรการบางส่วนไปก่อนแล้ว ตั้งแต่การตั้งเป้าลดพื้นที่เกษตรที่ถูกเผาทั่วประเทศอย่างน้อย 15% ในปี 2026 การใช้ข้อมูลดาวเทียมติดตามการเผาในนาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อย ไปจนถึงการเพิ่มเงื่อนไขสำหรับสินค้านำเข้าที่เชื่อมโยงกับการเผาและการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ หรือ Traceability
ระบบตรวจสอบย้อนกลับมีความสำคัญต่อปัญหาข้ามพรมแดน เพราะหากสามารถตรวจสอบได้ว่าสินค้าเกษตรมาจากพื้นที่ใด และพื้นที่นั้นเกี่ยวข้องกับการเผาหรือไม่ ประเทศปลายทางก็อาจใช้อำนาจในฐานะ “ตลาด” เข้าไปช่วยเปลี่ยนแรงจูงใจของผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ต้นทาง แทนที่จะรอให้เกิดไฟแล้วจึงเจรจากันเรื่องควันที่ลอยข้ามมา
ตัวเลขที่ชี้ว่าอินโดนีเซียปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากไฟสูงที่สุดในโลกช่วงต้นเดือนกันยายน อาจทำให้สถานการณ์ดูเหมือนมีอินโดนีเซียเป็นต้นเหตุเพียงฝ่ายเดียว แต่ในความเป็นจริง ผู้เกี่ยวข้องกับไฟหนึ่งจุดอาจกระจายอยู่ในหลายประเทศ ตั้งแต่ผู้ลงมือเผา เจ้าของพื้นที่ บริษัท ผู้รับซื้อสินค้า ไปจนถึงตลาดปลายทาง
การหาความรับผิดจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงคำถามว่าไฟเกิดขึ้นในประเทศใด แต่ต้องตรวจสอบต่อว่าพื้นที่นั้นถูกใช้ทำอะไร ใครได้รับประโยชน์ และใครมีส่วนทำให้การเผาเกิดขึ้น
โจทย์ต่อไปของอาเซียนจึงอาจเป็นการขยับจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลจุดความร้อนและทิศทางลม ไปสู่การเชื่อมโยงข้อมูลพื้นที่เผาไหม้เข้ากับข้อมูลการถือครองที่ดิน สัมปทาน ผู้ประกอบการ และห่วงโซ่สินค้า เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าไฟแต่ละพื้นที่เกี่ยวข้องกับใครบ้าง
อย่างไรก็ดี แม้อาเซียนจะติดตามการเคลื่อนตัวของหมอกควันข้ามพรมแดนได้ละเอียดขึ้น แต่อำนาจสอบสวนและบังคับใช้กฎหมายยังคงอยู่กับแต่ละประเทศ การพิสูจน์ว่าใครเป็นเจ้าของพื้นที่ ใครมีส่วนเกี่ยวข้อง และใครต้องรับผิด จึงยังเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนกว่าการติดตามควันอย่างมาก
คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “จะช่วยกันดับไฟอย่างไร” แต่คือจะทำอย่างไรให้ผู้มีส่วนก่อมลพิษในทุกช่วงของห่วงโซ่ ไม่สามารถใช้เส้นพรมแดนเป็นจุดสิ้นสุดของความรับผิดได้