
บทบาททางเศรษฐกิจของ ‘เวียดนาม’ กำลังขยายจากการเป็นเพียงตลาดส่งออกอีกแห่งของธุรกิจไทย สู่การเป็นแหล่งลงทุนที่มีศักยภาพสูง ด้วยจำนวนประชากรที่มากกว่าไทย อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่า ตลอดจนสถานะการเป็นฐานผลิตเพื่อการส่งออกของบริษัทข้ามชาติ เวียดนามจึงสามารถรองรับได้ทั้งบทบาทตลาดผู้บริโภค ฐานการผลิตสินค้า และจุดเชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานโลก
ข้อมูลจาก KResearch ระบุว่า ในปี 2569 เวียดนามมีประชากร 102 ล้านคน เทียบกับไทยที่มีประชากร 66 ล้านคน ขณะที่เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวเฉลี่ย 7.5% ในช่วงปี 2567-2568 สูงกว่าไทยที่เติบโตเฉลี่ย 2.7% อย่างไรก็ตาม รายได้เฉลี่ยต่อคนของเวียดนามยังอยู่ที่ประมาณ 14,000 บาทต่อเดือน ต่ำกว่าไทยซึ่งอยู่ที่ 22,000 บาทต่อเดือนราว 40%
ศักยภาพของเวียดนามไม่ได้มาจากขนาดตลาดและการเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความโดดเด่นด้านการเป็นฐานการผลิต และเครือข่ายข้อตกลงการค้าเสรีที่เชื่อมโยงเวียดนามเข้ากับตลาดมากกว่า 50 ประเทศ
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เวียดนามอาจไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกธุรกิจ แต่ถือเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่ควรมองข้าม สำหรับบางบริษัท เวียดนามคือตลาดผู้บริโภคแห่งใหม่ สำหรับบางบริษัทคือฐานการผลิต ขณะที่อีกหลายบริษัทอาจใช้เวียดนามเป็นจุดเชื่อมระหว่างความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ในไทยกับตลาดโลก
จุดแข็งประการแรกของเวียดนามคือขนาดตลาด โดยในปี 2569 เวียดนามมีประชากรประมาณ 102 ล้านคน มากกว่าไทยราว 36 ล้านคน ขณะเดียวกัน GDP เวียดนามขยายตัวเฉลี่ย 7.5% ในช่วงปี 2567-2568 เทียบกับไทยซึ่งเติบโตเฉลี่ย 2.7% ในช่วงเวลาเดียวกัน
ตลาดที่มีขนาดใหญ่และเศรษฐกิจเติบโตรวดเร็วเปิดโอกาสให้แก่สินค้าและบริการหลายกลุ่ม โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม ตลอดจนบริการที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และสังคมเมือง
อย่างไรก็ตาม โอกาสทางธุรกิจไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียมกันในทุกกลุ่มสินค้าและบริการ ผู้ประกอบการจึงไม่ควรประเมินศักยภาพของเวียดนามจากจำนวนประชากรหรืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณากลุ่มลูกค้า กำลังซื้อ พื้นที่เป้าหมาย และลักษณะของสินค้าแต่ละประเภทควบคู่กันไป
แม้เวียดนามจะมีประชากรมากและเศรษฐกิจเติบโตสูง แต่รายได้เฉลี่ยต่อคนซึ่งวัดจาก GDP per capita ในปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 14,000 บาทต่อเดือน ต่ำกว่าไทยที่ประมาณ 22,000 บาทต่อเดือน หรือแตกต่างกันราว 40% ผู้บริโภคเวียดนามจึงให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและระดับราคาของสินค้า
กำลังซื้อและพฤติกรรมการบริโภคยังแตกต่างกันระหว่างกรุงฮานอย นครโฮจิมินห์ และเมืองอื่นๆ กลยุทธ์ที่ใช้ได้ผลในพื้นที่หนึ่งจึงอาจไม่สามารถนำไปใช้กับทุกพื้นที่ได้เหมือนกัน ธุรกิจจำเป็นต้องทำความเข้าใจลูกค้าในแต่ละเมืองและแต่ละระดับรายได้อย่างเฉพาะเจาะจง
สินค้าไทยมีแต้มต่อด้านคุณภาพและภาพลักษณ์ แต่การนำสินค้าเดิมจากไทยเข้าไปจำหน่ายโดยไม่ปรับเปลี่ยนอาจไม่เพียงพอ ผู้ประกอบการต้องปรับทั้งระดับราคา ขนาดบรรจุภัณฑ์ และช่องทางจำหน่ายให้เหมาะกับกำลังซื้อและพฤติกรรมของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เพื่อเปลี่ยนศักยภาพของตลาดขนาดใหญ่ให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง
อีกบทบาทสำคัญของเวียดนามคือการเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกของบริษัทข้ามชาติ ซึ่งเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยเข้าไปเชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสนับสนุน เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า บรรจุภัณฑ์ ส่วนประกอบและวัตถุดิบพลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารและเครื่องดื่ม ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องนุ่งห่ม คลังสินค้า และโลจิสติกส์
ข้อมูลปี 2569 ระบุว่า ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำของเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 4,700-6,800 บาทต่อเดือน ต่ำกว่าไทยซึ่งอยู่ที่ 8,762-10,400 บาทต่อเดือน ขณะที่สัดส่วนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศต่อ GDP ของเวียดนามเฉลี่ยในช่วงปี 2566-2568 อยู่ที่ 4.4% สูงกว่าไทยที่ 2.8%
อย่างไรก็ตาม KResearch ระบุว่า การตัดสินใจลงทุนไม่ควรพิจารณาเฉพาะค่าจ้างแรงงาน แต่ต้องประเมินต้นทุนรวมทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภาพและทักษะของแรงงาน ความพร้อมของซัพพลายเออร์ ต้นทุนพลังงานและที่ดิน ระบบโลจิสติกส์ ตลอดจนกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
คำตอบสำหรับธุรกิจไทยจึงอาจไม่ใช่การย้ายฐานการผลิตทั้งหมดไปยังเวียดนาม แต่อาจเป็นการแบ่งกิจกรรมการผลิตระหว่างไทยกับเวียดนามตามจุดแข็งของแต่ละประเทศ โดยเชื่อมความเชี่ยวชาญหรือฐานธุรกิจที่มีอยู่ในไทยเข้ากับเครือข่ายการผลิตเพื่อส่งออกในเวียดนาม
ไทยและเวียดนามต่างมีข้อตกลงการค้าเสรีจำนวน 17 ฉบับเท่ากัน แต่แตกต่างกันด้านจำนวนประเทศและตลาดที่ครอบคลุม โดย FTA ของไทยเชื่อมโยงกับ 24 ประเทศ ขณะที่เวียดนามเชื่อมโยงกับมากกว่า 50 ประเทศและตลาดทั่วโลก
จุดเด่นของเวียดนามคือการเข้าร่วมความตกลง CPTPP รวมถึงการมี FTA กับสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร นอกเหนือจาก EAEU, RCEP และความตกลงภายใต้กรอบอาเซียน เครือข่ายดังกล่าวทำให้เวียดนามไม่ได้เป็นเพียงตลาดปลายทาง แต่ยังสามารถเป็นฐานส่งออกไปยังตลาดที่ไทยยังไม่มี FTA โดยตรง
บริษัทไทยจึงสามารถเข้าไปผลิตสินค้าในเวียดนามเพื่อขยายตลาดไปไกลกว่าเวียดนามได้ อย่างไรก็ดี การได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีขึ้นอยู่กับกฎถิ่นกำเนิดสินค้าและมาตรฐานของประเทศปลายทาง ธุรกิจจึงต้องออกแบบแหล่งวัตถุดิบ โครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน และกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับเงื่อนไขของแต่ละความตกลงตั้งแต่ต้น
ท้ายที่สุด เวียดนามอาจไม่ใช่คำตอบเดียวสำหรับทุกธุรกิจ แต่เป็นตัวเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถทำหน้าที่ได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ตลาดผู้บริโภคใหม่ ฐานการผลิตเพื่อส่งออก ไปจนถึงจุดเชื่อมระหว่างความเชี่ยวชาญของธุรกิจไทยกับตลาดโลก