
กระแสการลงทุนจากจีนในต่างประเทศกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงภายในประเทศ และความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ บริษัทจีนจึงเร่งมองหาตลาดใหม่ พร้อมกระจายฐานการผลิตไปยังประเทศที่สามเพื่อลดความเสี่ยง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ โซลาร์เซลล์ อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีดิจิทัล
อาเซียนกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของยุทธศาสตร์ดังกล่าว ขณะที่ไทยมีบทบาทโดดเด่นขึ้นจากทำเลที่เชื่อมโยงกับตลาดภูมิภาค ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ฐานซัพพลายเออร์ และมาตรการส่งเสริมการลงทุน โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ส่งผลให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในแหล่งเงินลงทุนหลักของไทย ทั้งในมิติเงินลงทุนโดยตรง การจัดตั้งธุรกิจ และการขอรับการส่งเสริมการลงทุน
อย่างไรก็ตาม การลงทุนระลอกนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการนำโรงงานประกอบสินค้าขั้นปลายเข้ามาตั้งฐานในไทย แต่กำลังขยายไปถึงผู้ผลิตวัตถุดิบ ชิ้นส่วน เครื่องจักร ระบบอัตโนมัติ คลังสินค้า โลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ทำให้ห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจจีนในไทยมีความครบวงจรมากขึ้น ภาพดังกล่าวจึงเปิดทั้งโอกาสในการยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทย และความท้าทายว่าประเทศจะเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่ใหม่นี้ พร้อมรักษามูลค่าเพิ่มไว้ภายในประเทศได้มากเพียงใด
รายงานจากวิจัยกรุงศรีระบุว่า การลงทุนโดยตรงในต่างประเทศของจีน หรือ Outward Direct Investment: ODI ขยายตัวต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มีมูลค่า 1.744 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.1% จากปีก่อน หากพิจารณาเฉพาะการลงทุนที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาคการเงิน มีมูลค่า 1.457 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2565 และในช่วงปี 2565-2568 เติบโตเฉลี่ย 7.6% ต่อปี
การขยายตัวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะการตั้งกิจการใหม่ แต่ยังปรากฏผ่านการควบรวมและซื้อกิจการในต่างประเทศ โดยมูลค่าดีลที่ประกาศแล้วของจีนขยายตัวเฉลี่ย 9.6% ต่อปีในช่วงเดียวกัน ขณะที่มูลค่าเฉลี่ยต่อดีลเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 18.8% ต่อปี สะท้อนว่าบริษัทจีนกำลังเพิ่มทั้งจำนวนและขนาดของการลงทุนในต่างประเทศ
แรงขับเคลื่อนสำคัญประกอบด้วย
เม็ดเงินลงทุนของจีนกระจายอยู่ในหลายอุตสาหกรรม โดยเมื่อพิจารณาจากจำนวนดีลควบรวมและซื้อกิจการในต่างประเทศปี 2568 อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงและยานยนต์สมัยใหม่มีสัดส่วนสูงสุดประมาณ 20% รองลงมาคือเทคโนโลยี สื่อ และโทรคมนาคม 19% ส่วนเมื่อพิจารณาจากมูลค่าดีล สินค้าอุปโภคบริโภคมีสัดส่วนสูงสุด 22% ตามด้วยเทคโนโลยีฯ 21% และเหมืองแร่และโลหะ 16%
รายงานของ EY China Overseas Investment Network ระบุว่า เป้าหมายการลงทุนสำคัญของจีนครอบคลุมตั้งแต่การผลิตขั้นสูง พลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า การบินและอวกาศ แร่ธาตุสำคัญ หุ่นยนต์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค สุขภาพ โครงสร้างพื้นฐาน และบริการทางการเงิน จีนจึงไม่ได้ออกไปลงทุนเพื่อหาตลาดรองรับสินค้าเท่านั้น แต่กำลังขยายบทบาทไปตลอดห่วงโซ่อุปทานและโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมสมัยใหม่
เอเชียเป็นปลายทางหลัก โดยได้รับเงินลงทุนคิดเป็น 76.3% ของมูลค่าการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศของจีนในปี 2567 ขณะที่อาเซียนเพียงภูมิภาคเดียวมีสัดส่วน 21.1% เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากปี 2563 ประเทศที่ได้รับเงินลงทุนจากจีนมากที่สุดในอาเซียนคือสิงคโปร์ ด้วยสัดส่วน 52.1% ตามด้วยอินโดนีเซีย 13.4% ไทย 13.3% และเวียดนาม 11.4%
ไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนของจีนที่ขยายตัวโดดเด่น โดยเม็ดเงินลงทุนจากจีนในช่วงปี 2564-2567 เติบโตเฉลี่ย 24.7% ต่อปี สูงเป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ แรงสนับสนุนสำคัญมาจากนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และดาต้าเซ็นเตอร์ ตลอดจนความพร้อมของระบบนิเวศอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานใน EEC
ในปี 2568 เงินลงทุนโดยตรงขาเข้าสุทธิจากจีนมีมูลค่า 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ยอดคงค้างการลงทุนจากจีนเพิ่มเป็น 2.47 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8.1 แสนล้านบาท โดยทั้งสองตัวเลขอยู่ในระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ หากพิจารณาช่วงปี 2564-2568 เงินลงทุนไหลเข้าจากจีนเติบโตเฉลี่ย 22.6% ต่อปี ขณะที่ยอดคงค้างการลงทุนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 18.9% ต่อปี
จีนยังเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนสุทธิในไทยสูงที่สุดในช่วงปี 2566-2567 คิดเป็นประมาณ 22-23% ของเงินทุนไหลเข้าทั้งหมด ส่วนในปี 2568 สัดส่วนลดลงมาอยู่ที่ 17.2% เป็นรองเพียงกลุ่มอาเซียน อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากยอดคงค้างการลงทุน ญี่ปุ่นยังครองอันดับหนึ่ง ขณะที่จีนอยู่ในอันดับ 6 ด้วยสัดส่วน 6.2% แต่มีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
บทบาทของจีนยังปรากฏผ่านการจัดตั้งธุรกิจจริง โดยในปี 2568 บริษัทสัญชาติจีนรายใหม่ที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจในไทยมีจำนวน 152 ราย เพิ่มขึ้น 23.6% จากปีก่อน ขณะที่มูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 79.3%
ส่วนข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI พบว่า ในช่วงปี 2564-2568 มูลค่าโครงการจากจีนที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนเติบโตเฉลี่ย 45.3% ต่อปี และในปี 2567-2568 โครงการจากจีนมีสัดส่วนมากกว่า 40% ของจำนวนโครงการต่างชาติทั้งหมดที่ยื่นขอรับการส่งเสริมฯ
เงินลงทุนส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในภาคการผลิต ซึ่งมีสัดส่วนถึง 62.4% ของมูลค่าการลงทุนสะสมจากจีนในไทยช่วงปี 2564-2568 โดยอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ยางและพลาสติก ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ภาคบริการมีสัดส่วน 16.3% ส่วนใหญ่อยู่ในบริการทางการเงิน การค้าส่ง และค้าปลีก
การขยายตัวดังกล่าวทำให้แบรนด์จีนเข้ามามีบทบาทในตลาดไทยหลายประเภท ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า เช่น BYD, GWM และ GAC เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น Haier, Midea, Hisense และ TCL ร้านอาหารและเครื่องดื่ม เช่น Haidilao, Mixue และ Chagee ไปจนถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่าง TikTok และ Lazada รวมทั้งบริการชำระเงินที่เชื่อมโยงกับเครือข่าย AliPay+
ทิศทางสำคัญของการลงทุนจากจีนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คือการเปลี่ยนจากการตั้งฐานประกอบสินค้าขั้นปลาย ไปสู่การลงทุนที่ครอบคลุมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนอุตสาหกรรม
ในช่วงปี 2566-2568 อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากจีนสูงที่สุด คิดเป็น 24.1% ของมูลค่ารวม โดยมีการลงทุนในกิจกรรมต้นน้ำอย่างเซมิคอนดักเตอร์และแผ่นวงจรพิมพ์ หรือ PCB เพิ่มขึ้น รองลงมาคือกลุ่มโลหะและวัสดุ 22.6% ซึ่งรวมถึงการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ต้นน้ำ และกลุ่มเครื่องจักรและยานยนต์ 20.9%
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมดิจิทัลมีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมฯ เติบโตเฉลี่ยสูงถึง 458% ต่อปีในช่วงเดียวกัน จากการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์และบริการคลาวด์
อีกสัญญาณหนึ่งคือจำนวนโครงการจากจีนที่เพิ่มขึ้น แต่ขนาดเงินลงทุนเฉลี่ยต่อโครงการค่อยๆ ลดลง สะท้อนว่าซัพพลายเออร์จีนขนาดเล็กเริ่มเข้ามาตั้งฐานในไทยมากขึ้น หลังจากผู้ผลิตรายใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาก่อนหน้า จากนั้นจึงดึงดูดผู้ผลิตแบตเตอรี่ PCB เซมิคอนดักเตอร์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และระบบอัตโนมัติ รวมถึงผู้ให้บริการคลังสินค้าและโลจิสติกส์ให้เข้ามาลงทุนตาม
พื้นที่รองรับหลักคือนิคมอุตสาหกรรมและ EEC โดยสัดส่วนพื้นที่ที่นักลงทุนจีนซื้อหรือเช่าในนิคมอุตสาหกรรมไทยเพิ่มจาก 6% ในปี 2562 เป็น 17% ณ เดือนเมษายน 2569 ทำให้จีนกลายเป็นลูกค้าสำคัญอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น ขณะที่สัดส่วนของนักลงทุนญี่ปุ่นลดลงจาก 26% เหลือ 22% ในช่วงเดียวกัน
สำหรับ EEC ซึ่งครอบคลุมชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา มีจุดแข็งจากโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค ฐานซัพพลายเออร์ และระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมต่อกับท่าเรือและช่องทางส่งออก ในปี 2568 มีผู้ประกอบธุรกิจรายใหม่สัญชาติจีนในพื้นที่ 83 ราย คิดเป็น 27% ของผู้ประกอบธุรกิจต่างชาติทั้งหมด 313 ราย สูงกว่าญี่ปุ่นที่มี 67 ราย หรือ 21% และสิงคโปร์ 46 ราย หรือ 15%
EEC ยังรองรับโครงการจากจีนที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ราวสามในสี่ของจำนวนโครงการทั้งหมดในปี 2568 เพิ่มจาก 61.7% ในปี 2566 ขณะที่สัดส่วนมูลค่าเงินลงทุนในพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 79.0% โดยระยองและชลบุรีเป็นฐานหลัก คิดเป็นประมาณ 95% ของทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุนจากจีนที่ BOI อนุมัติใน EEC ช่วงปี 2566-2567
บทบาทของแต่ละพื้นที่มีลักษณะแตกต่างกัน ได้แก่
เครือข่ายการลงทุนจีนในไทยจึงกำลังขยายพร้อมกันสองทิศทาง คือขยายลึกลงไปในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่วัตถุดิบ ชิ้นส่วน ไปจนถึงสินค้าสำเร็จรูป และขยายออกจากฐานหลักใน EEC ไปยังพื้นที่อุตสาหกรรมเฉพาะทางแห่งอื่นมากขึ้น
วิจัยกรุงศรีประเมินว่า การลงทุนจากจีนในไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า จากแรงผลักดันระยะยาวของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน และอุปสงค์ภายในจีนที่เติบโตช้าลง
ขณะเดียวกัน ไทยยังมีปัจจัยดึงดูดจากศักยภาพการเป็นฐานการผลิต โครงสร้างพื้นฐานและสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน ความเชื่อมโยงกับตลาดอาเซียน แรงงานภาคอุตสาหกรรมที่มีทักษะ และเครือข่ายซัพพลายเออร์ที่พัฒนามาเป็นเวลานาน จึงมีแนวโน้มรักษาสถานะหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการขยายฐานอุตสาหกรรมจีนในภูมิภาคได้ แม้ต้องแข่งขันกับอินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม
การลงทุนระยะต่อไปมีแนวโน้มเน้นเซลล์แบตเตอรี่ ระบบกักเก็บพลังงาน ชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และ PCB ซึ่งอาจเร่งการรวมตัวของอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและเงินทุนเข้มข้นในไทย เมื่อผู้ผลิตรายใหญ่เข้ามาตั้งฐาน ก็มีโอกาสดึงผู้ผลิตชิ้นส่วน วัตถุดิบ เครื่องจักร ระบบอัตโนมัติ โลจิสติกส์ และบริการสนับสนุนให้เข้ามาตาม
โอกาสสำคัญของไทย ได้แก่
อย่างไรก็ตาม กระแสเงินลงทุนดังกล่าวมาพร้อมความท้าทายอย่างน้อยสามด้าน
ดังนั้น ผลประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากเงินลงทุนจีนจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเงินทุนหรือจำนวนโรงงานที่เข้ามาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ยกระดับเทคโนโลยีและแรงงาน รักษามูลค่าเพิ่มไว้ภายในประเทศ ตลอดจนบริหารความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ พลังงาน และทรัพยากรควบคู่กันไป