
1 สิงหาคม 2569 คือวันครบรอบ 99 ปี การก่อตั้งกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน หรือ PLA ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นกองกำลังกองโจร จนในที่สุดก็ก้าวขึ้นมาเป็นกองทัพขนาดใหญ่ได้ และภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน กองทัพ PLA ตั้งเป้าไปไกลกว่านั้น นั่นคือการเป็น “กองทัพระดับโลก” ซึ่งจะมีทั้งความทันสมัยและมีแสนยานุภาพยิ่งใหญ่
ท่ามกลางข่าวคราวมากมายของการพัฒนาศักยภาพกองทัพจีน ทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากที่จีนพยายามมุ่งมั่นพัฒนาอยู่ เราอาจจะพบว่า กองทัพจีนก็ประสบปัญหา “ตายน้ำตื้น” เช่นกัน จากการพบปัญหาทุจริตในกองทัพอย่างต่อเนื่อง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สี จิ้นผิง เดินหน้าปราบปรามการทุจริตภายในกองทัพอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงและนายพลจำนวนมากถูกสอบสวน ปลดออกจากตำแหน่ง หรือถูกกวาดล้างออกจากระบบ
Spotlight พาเจาะลึกกองทัพจีน เมื่อฉากหน้า กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนจะดูก้าวหน้า ทันสมัย และไปไกลกว่าอดีตมากนัก แต่ภายใน กลับเต็มไปด้วยความซับซ้อน และการเดินหน้า “ปราบโกง” ของผู้นำประเทศ ก็อาจจะมีวัตถุประสงค์อื่นแฝงเอาไว้เช่นกัน
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) กำลังจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 99 ของการก่อตั้งในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งปีก่อนถึงเป้าหมายสำคัญในวาระครบรอบ 100 ปีของกองทัพในปี 2027 พัฒนาการของ PLA สะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการของยุทธศาสตร์ทางทหารจีน ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และทิศทางในอนาคต
ในบทความชุดนี้ หลิว เจิ้น ได้พาย้อนดูเส้นทางการเปลี่ยนผ่านของกองทัพจีน จากกองกำลังกองโจรที่ใช้อาวุธพื้นฐาน ไปสู่กองทัพที่เน้นเทคโนโลยีและสงครามสมัยใหม่
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนเมษายน ปี 1932 สี จงซวิน ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 18 ปี เป็นผู้นำกองกำลัง "กองกำลังที่ 5 แห่งกองโจรส่านซี-กานซู่" (Fifth Detachment of the Red Army's Shaanxi-Gansu Guerrilla Force) เดินทัพผ่านเทือกเขาในอำเภอหย่งโส่ว มณฑลส่านซี
กองกำลังจำนวนราว 200 นายนี้ ถูกจัดตั้งขึ้นใหม่โดยสี จงซวิน ซึ่งเป็นนักปฏิวัติหนุ่มของพรรคคอมมิวนิสต์ หลังรวบรวมกำลังจากหน่วยทหารที่ก่อกบฏของกองทัพขุนศึกภาคตะวันตกเฉียงเหนือ โดยมีเป้าหมายเดินทางไปสมทบกับกองกำลังแดงอีกหน่วยหนึ่งในพื้นที่ใกล้เคียง
จากบันทึกของสี จงซวิน และผู้ร่วมเหตุการณ์หลายคน ระบุว่า ทหารในหน่วยส่วนใหญ่แทบไม่ได้รับการฝึกฝนอย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังใช้อาวุธที่มีอยู่อย่างจำกัด ส่วนใหญ่เป็นปืนยาวแบบลูกเลื่อน (Bolt-action Rifle) รุ่นเก่า พร้อมปืนกลเพียงไม่กี่กระบอก และแทบไม่มีปืนใหญ่สนับสนุนเลย
นอกจากนี้ พวกเขายังเผชิญปัญหาขาดแคลนเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า อาหาร และกระสุนอย่างต่อเนื่อง
แม้งานด้านการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จะช่วยสร้างระเบียบวินัยและขวัญกำลังใจให้กับกองกำลังได้ แต่ปัญหาด้านยุทโธปกรณ์และการส่งกำลังบำรุงกลับไม่ได้รับการแก้ไข ซ้ำยังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ท้ายที่สุด เมื่อกำลังพลอ่อนล้าจากการสู้รบ และเสบียงอาหารรวมถึงกระสุนหมดลง หน่วยทหารถูกกลุ่มโจรท้องถิ่นโจมตีจนแตกพ่าย และต้องสลายกำลังในที่สุด
กว่า 80 ปีต่อมา สี จิ้นผิง บุตรชายของสี จงซวิน ก้าวขึ้นเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน พร้อมประกาศเป้าหมายที่จะพัฒนา PLA ให้เป็น "กองทัพระดับโลก" (World-class Military) ภายในช่วงกลางศตวรรษที่ 21
ขณะที่กองทัพจีนกำลังนับถอยหลังสู่การครบรอบ 100 ปีในวันที่ 1 สิงหาคม 2027 ปัจจุบัน PLA ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่า มีขีดความสามารถระดับแนวหน้าของโลกในหลายด้าน ทั้งเครื่องบินขับไล่ล่องหนและอากาศยานไร้คนขับของกองทัพอากาศ เรือรบผิวน้ำรุ่นใหม่ของกองทัพเรือ รวมถึงขีปนาวุธพิสัยต่าง ๆ ของกองกำลังจรวด ซึ่งเป็นศักยภาพที่สี จงซวิน ในวัย 18 ปี ซึ่งกำลังต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของกองกำลังเล็ก ๆ ของตนเมื่อปี 1932 คงไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าจะเกิดขึ้นจริงในอนาคต
เมื่อสี จิ้นผิง เข้ารับตำแหน่งผู้นำจีนในช่วงปลายปี 2012 กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ยังคงเป็นกองทัพที่มีกองทัพบกเป็นศูนย์กลาง และเพิ่งเริ่มปรับตัวเข้าสู่รูปแบบการทำสงครามที่อาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศ (Informationised Warfare) จากการพัฒนาขีดความสามารถด้านดิจิทัลมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้ PLA ในเวลานั้นยังทำหน้าที่หลักเพียงเป็นกองกำลังป้องปรามในระดับภูมิภาค มากกว่าจะเป็นกองทัพที่สามารถแสดงแสนยานุภาพและปกป้องผลประโยชน์ของจีนในระดับโลก
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่สี จิ้นผิง เดินหน้าปฏิรูปกองทัพครั้งใหญ่ระหว่างปี 2015-2017 โดยมีเป้าหมายเปลี่ยน PLA ให้กลายเป็น "กองทัพระดับโลก" (World-class Military)
การปฏิรูปดังกล่าวยังส่งผลให้บทบาทที่เคยโดดเด่นของกองทัพบกภายใน PLA ลดลง เปิดทางให้เหล่าทัพอื่น ๆ มีความสำคัญมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้จีนเร่งพัฒนากองทัพ ไม่ว่าจะเป็นเหตุเผชิญหน้าระหว่างกองกำลังจีนกับเรือรบและเครื่องบินของสหรัฐฯ ในบริเวณ "แนวเกาะชั้นที่หนึ่ง" (First Island Chain) รวมถึงความกังวลต่อยุทธศาสตร์ "Pivot to Asia" หรือการหันมาให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกของรัฐบาลประธานาธิบดีบารัก โอบามา เมื่อปี 2011 ซึ่งจีนมองว่าเป็นความพยายามจำกัดอิทธิพลของตน
คริสเตียน เวิร์ธ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันกิจการระหว่างประเทศและความมั่นคงแห่งเยอรมนี มองว่า นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว ความเชื่อของสี จิ้นผิงเองก็มีบทบาทสำคัญต่อการปฏิรูปกองทัพ โดยเขาเห็นว่า PLA ในอดีตไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้เต็มที่ เพราะปัญหาคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกภายในองค์กร
แม้คำว่า "กองทัพระดับโลก" จะไม่มีคำจำกัดความที่ชัดเจน แต่เวิร์ธมองว่า มาตรฐานที่จีนใช้เปรียบเทียบอาจเป็นกองทัพสหรัฐฯ เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่จะพิสูจน์ศักยภาพของ PLA คือความสามารถในการเอาชนะสหรัฐฯ หากเกิดความขัดแย้งทางทหารขึ้นจริง
ภายใต้การปฏิรูปครั้งใหญ่ คณะกรรมาธิการทหารส่วนกลางของจีนได้ยกเลิกโครงสร้าง "4 กรมใหญ่" ที่ได้รับอิทธิพลจากสหภาพโซเวียต และจัดตั้งหน่วยงานใหม่ที่มีขนาดเล็กลงแต่มีหน้าที่เฉพาะทางมากขึ้น
พร้อมกันนั้น ยังมีการปรับโครงสร้างจากเขตทหาร 7 เขต เหลือเพียง 5 กองบัญชาการยุทธบริเวณ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการร่วมระหว่างเหล่าทัพ รวมถึงจัดตั้งหน่วยงานใหม่ที่รับผิดชอบด้านการส่งกำลังบำรุง และการรบในมิติใหม่ เช่น อวกาศ ไซเบอร์ และสงครามอิเล็กทรอนิกส์
นักวิเคราะห์ระบุว่า PLA ได้นำแนวคิดจากกองทัพสหรัฐฯ มาประยุกต์ใช้ในแทบทุกด้าน ตั้งแต่ระบบกองบัญชาการร่วม การจัดกำลังรบแบบกองพลน้อย ไปจนถึงแนวคิดการปฏิบัติการนอกประเทศ แต่การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เป็นเพียงการลอกแบบเท่านั้น หากยังรวมถึงการยกระดับโครงสร้างองค์กร การพัฒนาบุคลากร และการปรับหลักนิยมทางทหาร โดยให้ความสำคัญกับการรบในทุกมิติ (All-domain Operations)
หลังการปฏิรูป จีนยังเดินหน้าพัฒนากองทัพอย่างต่อเนื่อง ทั้งการวางระบบบัญชาการและควบคุมที่เป็นมาตรฐาน การหมุนเวียนกำลังพล การปฏิรูปกองกำลังสำรอง รวมถึงการจัดการฝึกซ้อมทางทหารขนาดใหญ่ ทั้งในทะเลจีนใต้และพื้นที่นอกแนวเกาะชั้นที่หนึ่ง
นอกจากนี้ การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับยุทธศาสตร์การบูรณาการภาคพลเรือนและภาคทหาร (Military-Civil Fusion) ก็เริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้อาวุธหลายชนิดของจีนได้รับการยอมรับว่ามีขีดความสามารถอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินขับไล่ล่องหน J-20 เรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถี Type 055 อาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Glide Vehicle) ตลอดจนระบบอากาศยาน ยานภาคพื้นดิน ยานผิวน้ำ และยานใต้น้ำไร้คนขับที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
แม้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะเห็นตรงกันว่า PLA ก้าวขึ้นสู่ระดับแนวหน้าของโลกในด้านยุทโธปกรณ์หลายประเภทแล้ว แต่เวิร์ธชี้ว่า การก้าวสู่การเป็น "กองทัพระดับโลก" เป็นกระบวนการที่ไม่มีวันสิ้นสุด
เขาระบุว่า ประสิทธิภาพที่แท้จริงของระบบบัญชาการ การประสานงานระหว่างกองทัพกับผู้นำทางการเมือง ตลอดจนความสามารถในการปรับตัวต่อสถานการณ์ จะสามารถพิสูจน์ได้ก็ต่อเมื่อเกิดสงครามจริงเท่านั้น
เวิร์ธกล่าวทิ้งท้ายว่า แม้กองทัพจะสามารถสร้างความพร้อมรบได้โดยไม่ต้องผ่านสงครามมาก่อน แต่การเรียนรู้วิธีการรบจริงในสนามรบ ย่อมต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงกว่าเสมอ
แม้จีนจะปกครองด้วยระบอบที่เข้มงวด จนทำให้เราแทบไม่เชื่อว่า เรื่องทุจริตจะเกิดขึ้นในกองทัพได้ แต่จากข่าวที่ออกมาหลายครั้งหลายคราก็ยืนยันว่า ปัญหานี้ดูเหมือนจะเกิดขึ้นจริง
ล่าสุด เมื่อต้นเดือน กรกฎาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน มีคำสั่งแต่งตั้งนายทหารระดับสูง 2 นายขึ้นดำรงตำแหน่ง "พลเอก" ซึ่งเป็นยศสูงสุดของนายทหารประจำการ พร้อมแต่งตั้งหนึ่งในนั้นให้เป็นหัวหน้าหน่วยงานตรวจสอบวินัยและปราบปรามการทุจริตสูงสุดของกองทัพจีน ท่ามกลางความพยายามของผู้นำจีนในการฟื้นฟูโครงสร้างผู้บัญชาการระดับสูงของกองทัพที่ได้รับผลกระทบจากการกวาดล้างคอร์รัปชันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
นายทหารทั้งสอง ได้แก่ จาง ซูกวง เจ้าหน้าที่ผู้คร่ำหวอดด้านการปราบปรามการทุจริตภายในกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) และ หวัง กัง ผู้บัญชาการกองทัพอากาศ โดยทั้งคู่ได้รับการเลื่อนยศเป็น "พลเอก" ในพิธีที่กรุงปักกิ่ง
นอกจากนี้ จาง ซูกวง ยังได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการตรวจสอบวินัย ภายใต้คณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง (Central Military Commission: CMC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจสูงสุดในการสอบสวนและปราบปรามการทุจริตภายในกองทัพ แทน จาง เซิ่งหมิน ที่ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2017 แม้จะได้รับการเลื่อนขึ้นเป็นรองประธาน CMC เมื่อปี 2025 แล้วก็ตาม
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สี จิ้นผิง เดินหน้าปราบปรามการทุจริตภายในกองทัพอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงและนายพลจำนวนมากถูกสอบสวน ปลดออกจากตำแหน่ง หรือถูกกวาดล้างออกจากระบบ
ล่าสุด อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน 2 คน ถูกศาลตัดสินโทษประหารชีวิต แต่ให้รอลงอาญา เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
การกวาดล้างดังกล่าวยังส่งผลให้คณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง ซึ่งเคยมีสมาชิก 7 คน เหลือผู้ปฏิบัติหน้าที่เพียง 2 คน ได้แก่ สี จิ้นผิง ในฐานะประธาน และ จาง เซิ่งหมิน ในตำแหน่งรองประธาน
หลังจากกวาดล้างผู้บัญชาการระดับสูงเกือบทั้งหมดจากข้อหาคอร์รัปชัน สี จิ้นผิง ยังส่งนายทหารระดับสูงของ PLA เข้าร่วมหลักสูตรอบรมทางการเมืองอย่างเข้มข้นนาน 10 สัปดาห์ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
สี จิ้นผิง กล่าวกับนายทหารในพิธีเปิดหลักสูตรเมื่อเดือนเมษายนว่า "แนวคิดและการกระทำทุกอย่างที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนและการทุจริต ล้วนขัดแย้งกับธรรมชาติและพันธกิจของพรรคโดยสิ้นเชิง"
ระหว่างการอบรม นายทหารระดับสูงต้องศึกษาผลงานและแนวคิดของสี จิ้นผิง ทบทวนคำปฏิญาณตนต่อพรรคคอมมิวนิสต์ และทำงานจนดึกดื่นเพื่อทบทวนข้อบกพร่องของตนเอง ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ของกองทัพจีน
สื่อของกองทัพยังระบุว่า นายทหารได้รับการปลูกฝังให้มีความมุ่งมั่นที่จะ "หันคมมีดเข้าหาตัวเอง" (Turn the blade on oneself) ซึ่งหมายถึงการวิพากษ์และตรวจสอบตนเองอย่างจริงจัง พร้อมเปิดเผยข้อบกพร่องของตนด้วยจิตวิญญาณแห่ง "การปฏิวัติตนเอง" รวมถึงตรวจสอบว่าตนได้รับอิทธิพลหรือพฤติกรรมที่บิดเบือนจากการทุจริตหรือไม่
นีล โธมัส นักวิจัยจาก Asia Society Policy Institute ในนครนิวยอร์ก มองว่า สี จิ้นผิงเชื่อว่าการเพิ่มการควบคุมทางการเมืองเหนือกองทัพ จะทำให้ PLA กลายเป็นกองกำลังที่มีประสิทธิภาพในการทำสงครามมากขึ้น และเป็นเครื่องมือที่น่าเชื่อถือในการกดดันไต้หวัน รวมถึงใช้แสดงอำนาจในทะเลจีนใต้
เขาระบุว่า แม้การกวาดล้างผู้บัญชาการระดับสูงอาจส่งผลกระทบต่อความพร้อมรบของกองทัพในระยะสั้น แต่สี จิ้นผิงดูเหมือนจะยอมรับความเสี่ยงดังกล่าว เพราะเชื่อว่าในระยะยาว จะทำให้กองทัพมีระเบียบวินัยมากขึ้น และมีขีดความสามารถในการรบที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
ปัจจุบัน คณะกรรมาธิการทหารส่วนกลางชุดนี้ได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2022 และคาดว่าจะมีการปรับเปลี่ยนหรือแต่งตั้งชุดใหม่ หลังการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งจัดขึ้นทุก 5 ปี โดยครั้งต่อไปคาดว่าจะมีขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2027
ศูนย์ยุทธศาสตร์และการศึกษาระหว่างประเทศ หรือ CSIS รายงานว่า การกวาดล้างของสี จิ้นผิง จริง ๆ แล้วไม่ได้มุ่งเน้นไปที่เฉพาะเรื่องทุจริตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงไม่พอใจกับผลงานของผู้นำกองทัพ อีกทั้งยังกังวลเรื่อง ความจงรักภักดีทางการเมือง การเชื่อฟังคำสั่ง ความเป็นอิสระของกองทัพ และความเห็นต่างด้านนโยบายด้วย
ถ้าหากเราไปดูการควบคุมตัว พล.อ.จาง โหย่วเซี่ย ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดของการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กองทัพจีน แม้ข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการจะเป็นเรื่องคอร์รัปชัน แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า นี่เป็นเพียงข้ออ้าง
เพราะความจริงแล้ว ปัญหาคอร์รัปชันฝังรากอยู่ทั่วทั้งกองทัพจีนมาเป็นเวลานาน และแทบไม่มีนายทหารระดับสูงคนใดที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกับระบบสินบน ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้ ผู้รับ หรือผู้ที่รับรู้แต่เพิกเฉย
สิ่งที่สำคัญกว่าคือ จาง โหย่วเซี่ย ยังถูกกล่าวหาว่า บ่อนทำลายระบบความรับผิดชอบของประธาน CMC หรือหากพูดให้เข้าใจง่าย ข้อกล่าวหานี้หมายถึง การไม่ยอมรับอำนาจการนำของสี จิ้นผิงเหนือกองทัพ
จึงเป็นไปได้ว่า สี จิ้นผิงมองว่า จาง โหย่วเซี่ย เป็นภัยคุกคามทางการเมือง หรืออย่างน้อยเห็นว่า การที่เขาไม่สามารถผลักดันเป้าหมายของผู้นำได้ แสดงถึงความไม่จงรักภักดี
นั่นสะท้อนให้เห็นว่า การปราบโกงของผู้นำจีน บางครั้งอาจจะตรงตามชื่อจริง ๆ แต่บางครั้งก็ไม่ใช่ เพราะบางครา ข้อหานี้ก็ถูกนำไปใช้กับการสร้างความจงรักภักดี ซึ่งถือเป็นประเด็นหลักที่ผู้นำอย่างสี จิ้นผิงให้ความสนใจเช่นกัน