
จีนกำลังเปลี่ยน "รถยนต์ไฟฟ้า" จากสินค้าส่งออกให้กลายเป็นไพ่ต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์จนหลายประเทศกำลังเร่งลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากจีน เพราะเกมแข่งขันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจอีกต่อไป แต่คือศึกอำนาจระหว่างมหาอำนาจโลก
ประเทศจีนกำลังพยายามเปลี่ยนความได้เปรียบในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้กลายเป็นเครื่องมือต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อเพิ่มอิทธิพลเหนือประเทศที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานจากจีน
ไมเคิล ดูน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Dunne Insights บริษัทที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวว่า “กลยุทธ์ของจีนแตกต่างจากประเทศอื่น เพราะไม่ได้มุ่งแข่งขันเพียงด้านการค้า แต่ต้องการครอบครองอุตสาหกรรมทั้งหมด และใช้เป็นอำนาจต่อรองทางการเมือง”
เขากล่าวเสริมระหว่างการอภิปรายของสถาบัน Asia Society Policy Institute (ASPI) ว่า "เมื่อถึงเวลาที่อีกฝ่ายไม่มีทางเลือก จีนก็สามารถพูดได้ว่า ตอนนี้เราคือผู้ผลิตรถยนต์ของโลก แล้วคุณจะทำอย่างไร เพราะคุณต้องพึ่งพาเรา"
ในช่วงที่ตลาดรถยนต์ภายในประเทศจีนชะลอตัว ผู้ผลิตรถยนต์จีนจึงเร่งขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยรายได้จากการส่งออกรถยนต์ของจีนทะลุ 1 ล้านคันต่อเดือนเป็นครั้งแรกในเดือนมิถุนายน และคาดว่าทั้งปีจะส่งออกได้ราว 12 ล้านคัน
อย่างไรก็ตาม การที่รถยนต์ไฟฟ้าจีนมีราคาถูก และคุณภาพสูงจนขยายตลาดไปทั่วโลก ทำให้หลายประเทศเริ่มกังวลว่าจีนกำลังเผชิญปัญหา "กำลังการผลิตส่วนเกิน หรือ Overcapacity” ซึ่งเป็นผลจากการอุดหนุนของภาครัฐ แม้รัฐบาลจีนจะปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวก็ตาม
หลายประเทศจึงเริ่มหามาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ รักษาขีดความสามารถในการผลิต และลดการพึ่งพาจีนในเชิงยุทธศาสตร์
ขณะที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษี และข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่เข้มงวด เพื่อจำกัดการเข้าถึงตลาดของผู้ผลิตรถยนต์จีน แคนาดา และบางประเทศในยุโรปกลับเลือกเปิดรับการลงทุนจากจีน โดยหวังว่าจะเกิด "การถ่ายทอดเทคโนโลยีย้อนกลับ หรือ Reverse Technology Transfer” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมของตนเอง
ไมเคิล คอร์วิก อดีตนักการทูตแคนาดา และที่ปรึกษาอาวุโสของ International Crisis Group มองว่า "จีนกำลังเปลี่ยนตลาดรถยนต์ของประเทศอื่นให้กลายเป็นข้อได้เปรียบของตัวเอง" เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า รถยนต์ไฟฟ้าเป็นสินค้าทางอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการค้าสูงที่สุดประเภทหนึ่งของโลก และยังเป็นทั้งสินทรัพย์ด้านพลังงาน แพลตฟอร์มข้อมูล รวมถึงรากฐานของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ โดรน และหุ่นยนต์ ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของศตวรรษที่ 21
ไมเคิล คอร์วิกยกตัวอย่างข้อตกลงระหว่างจีนกับแคนาดา ซึ่งทั้งสองฝ่ายยกเลิกการเก็บภาษี 100% สำหรับรถยนต์ EV ของจีนจำนวนสูงสุด 49,000 คันต่อปี แลกกับการลงทุนด้านยานยนต์ และการเปิดตลาดปลอดภาษีสำหรับการส่งออกคาโนลาของแคนาดา เขามองว่า “นี่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลจีนเริ่มใช้การเข้าถึงตลาด EV เป็นเครื่องต่อรองทางการเมืองแล้ว”
ประเด็นดังกล่าวยิ่งชัดเจนหลังนายหวัง ตี้ เอกอัครราชทูตจีนประจำแคนาดา เคยเตือนว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างจีน และแคนาดาอาจได้รับผลกระทบ หากรัฐบาลออตตาวายังคงส่งเรือรบผ่านช่องแคบไต้หวัน หรืออนุญาตให้สมาชิกสภานิติบัญญัติเดินทางเยือนไต้หวัน”
นอกจากนี้ จีนยังคงยืนยันว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ต้องรวมชาติอีกครั้ง ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ รวมถึงสหรัฐฯ ไม่รับรองไต้หวันในฐานะรัฐเอกราช แต่ก็ต่อต้านการใช้กำลัง และยืนยันว่าจะสนับสนุนไต้หวันหากเกิดความขัดแย้ง
ไมเคิล คอร์วิกยังมองว่า จีนกำลังพยายามใช้แคนาดาเป็น "ประตูหลัง" เพื่อเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่าในอนาคต สหรัฐฯ อาจถึงขั้นไม่อนุญาตให้รถยนต์จีนที่จดทะเบียนในแคนาดาเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ ซึ่งไมเคิล ดูนเห็นด้วยกับมุมมองดังกล่าว โดยเผยว่า “ตลาดสหรัฐฯ ยังคงเป็นเป้าหมายสูงสุดของผู้ผลิตรถยนต์จีน และจีนพร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อเข้าสู่ตลาดนี้ ขณะที่วอชิงตันก็กำลังหาทุกวิธีเพื่อสกัดพวกเขา"
เมื่อเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ได้สั่งห้ามบริษัท Polestar ซึ่งมีผู้ถือหุ้นจีน จำหน่ายรถยนต์รุ่นใหม่ในสหรัฐฯ ภายใต้กฎหมายเกี่ยวกับรถยนต์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่มุ่งควบคุมเทคโนโลยีต่างชาติซึ่งถูกมองว่าอาจกระทบต่อความมั่นคงด้านข้อมูล
นอกจากนี้ สมาชิกสภาคองเกรสจากทั้งสองพรรคยังผลักดันร่างกฎหมายหลายฉบับ เพื่อจำกัดรถยนต์ไฟฟ้าที่เชื่อมโยงกับจีนออกจากตลาดสหรัฐฯ และวอชิงตันยังหารือกับแคนาดา และเม็กซิโก เพื่อป้องกันไม่ให้รถยนต์ EV ของจีนเข้าสู่ตลาดอเมริกาเหนือ ผ่านการทบทวนข้อตกลงการค้า USMCA
เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สถานทูตจีนในกรุงวอชิงตันออกมาปกป้องนโยบายรถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาล พร้อมวิจารณ์มาตรการของสหรัฐฯ โดยหลิว ฉาง โฆษกสถานทูตจีน กล่าวว่า การอ้างเรื่อง "การแข่งขันที่เป็นธรรม" และ "ความมั่นคงแห่งชาติ" เพื่อสร้างอุปสรรคทางการค้า ขัดต่อหลักเศรษฐกิจตลาด และกฎขององค์การการค้าโลก (WTO)
นอกจากนี้ เธอยังเผยว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าเป็นอุตสาหกรรมระดับโลก ซึ่งต้องอาศัยการแบ่งงาน และความร่วมมือระหว่างประเทศ และการแข่งขันที่เป็นธรรมเท่านั้นที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
แม้บางประเทศหวังว่าการเปิดให้จีนเข้ามาลงทุนจะช่วยให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่ไมเคิล ดูนมองว่า แนวคิดนี้อาจสวยงามเพียงในทางทฤษฎี โดยเขาให้เหตุผลว่า จีนระมัดระวังอย่างมากในการถ่ายทอดเทคโนโลยีสำคัญ และยังไม่แน่ใจว่าบริษัทตะวันตกจะสามารถปกป้องเทคโนโลยีของตนเองได้ดีเท่าจีนหรือไม่
ส่วนด้านไมเคิล คอร์วิกเองมองว่า การตั้งกำแพงภาษีเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ พร้อมเสนอให้ประเทศตะวันตกร่วมกันกำหนดนโยบายด้านความปลอดภัยของซอฟต์แวร์ การคัดกรองการลงทุน และกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อรับมือกับอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของจีนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า