
ปิดฉากลงแล้วสำหรับการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 5 วันเต็ม (16–20 กรกฎาคม 2026) ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรีและผู้บริหารภาคเอกชนชั้นนำ โดยจัดสรรเวลาเจาะลึกพื้นที่ 3 เมืองยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู และกรุงปักกิ่ง
ในการเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ นายอนุทินได้เข้าเยี่ยมคารวะประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และ นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง โดยมีการหารือเต็มคณะ ตลอดจนการลงนามความร่วมมือ (MoU) รวดเดียว 15 ฉบับ ขณะที่สำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีรายงานประเมินเบื้องต้นว่า จากการหารือร่วมกับค่ายเทคโนโลยีและยานยนต์ชั้นนำของจีน คาดว่าจะนำไปสู่การขยายการลงทุนในไทยรวมกว่า 14,000 ล้านหยวน หรือราว 70,000 ล้านบาท
SPOTLIGHT ได้สรุปและคัด 5 ประเด็นเศรษฐกิจสำคัญจากทริป ชวนเจาะลึกว่า ประเทศไทยกำลังจะก้าวไปสู่อนาคตของการเป็นฮับ AI ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และห่วงโซ่อุปทานแห่งอนาคตอย่างไรบ้าง
การเดินทางเยือนจีนในครั้งนี้ถูกวางเข็มทิศอย่างเป็นระบบผ่าน 3 เมืองยุทธศาสตร์ เริ่มต้นที่ นครเซี่ยงไฮ้ ด้วยการแสดงวิสัยทัศน์ AI ของไทยในงาน WAIC 2026 ถัดมาที่ นครเฉิงตู เพื่อเปิดฟอรัมการลงทุนและเปิดศูนย์ BOI แห่งใหม่ ก่อนจะปิดท้ายที่ กรุงปักกิ่ง เพื่อหารือเชิงนโยบายระดับรัฐบาลกลางในการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันไทย-จีน
เป้าหมายสำคัญของภารกิจนี้ คือการยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน ภายหลังการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน โดยไทยมุ่งเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียง "ฐานการผลิตหรือประกอบชิ้นส่วน" ไปสู่การเป็น "พันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานโลก" ทั้งด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีแห่งอนาคต และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
ในมิตินโยบาย รัฐบาลไทยได้ขยายวงความร่วมมือครอบคลุม 4 ระดับ คือ รัฐบาลกลาง รัฐบาลมณฑล ภาคเอกชน และประชาชน ผ่านการหารือร่วมกับผู้นำระดับสูงของจีน รวมถึงผู้บริหารระดับท้องถิ่นทั้งนายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ และเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำมณฑลเสฉวน เพื่อเปิดทางสะดวกให้ภาคธุรกิจไทยและจีนทำงานร่วมกันได้แบบไร้รอยต่อ
หมุดหมายสำคัญที่สุด คือการลงนามข้อตกลงและบันทึกความเข้าใจ (MoU) ร่วมกันถึง 15 ฉบับ ซึ่งสะท้อนความร่วมมือเชิงลึกในหลากหลายมิติ ทั้งการศึกษา AI ดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว ห้องปฏิบัติการอวกาศห้วงลึก นิวเคลียร์ฟิวชัน ศุลกากรส่งออกสัตว์น้ำ ทรัพย์สินทางปัญญา การจัดการน้ำ ไปจนถึงการปราบปรามการฟอกเงินและอาชญากรรมข้ามชาติ
SPOTLIGHT ได้สรุปและกลั่นกรอง 5 ประเด็นเศรษฐกิจสำคัญจากทริปโรดโชว์ไทย-จีนในครั้งนี้ ซึ่งฉายให้เห็นถึงโอกาสทางการค้า เม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตลอดจนทิศทางการยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
หนึ่งไฮไลต์สำคัญทางเศรษฐกิจ คือการหารือรายบริษัทกับยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีและยานยนต์จีน ได้แก่ Xiaomi Corporation, Changan Automobile, InnoLight Technology และ Eoptolink Technology รวมถึงการเข้าเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ของ AgiBot, Huawei, Alibaba และ CP ในจีน
ภาคเอกชนจีนแสดงความเชื่อมั่นในระบบนิเวศและนโยบายส่งเสริมการลงทุนของไทย พร้อมตอบรับแผนขยายการลงทุนเพิ่มเติมรวมกว่า 14,000 ล้านหยวน หรือราว 70,000 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยสร้างงานทักษะสูงในประเทศกว่า 10,000 อัตรา โดยมุ่งเน้นการจัดตั้งศูนย์ R&D การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงานไทยและการใช้วัตถุดิบในประเทศ
ขณะเดียวกัน ฝ่ายไทยได้ผนึกกำลัง "ทีมไทยแลนด์ พลัส" นำภาครัฐจับมือกับผู้บริหารระดับสูง กว่า 150 รายจากเอกชนไทยที่ลงทุนในจีน ทั้งกลุ่มการเงิน อาหาร พลังงาน นิคมอุตสาหกรรม การแพทย์ และท่องเที่ยว เพื่อร่วมกันผลักดันและขยายโอกาสการลงทุนของไทยในต่างประเทศอย่างยั่งยืน
ยุทธศาสตร์สำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน คือการเปิดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แห่งใหม่ขึ้น ณ นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นสำนักงาน BOI แห่งที่ 4 ของไทยในจีน ต่อจากกรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ และนครกวางโจว
การตั้งสำนักงานแห่งนี้มีเป้าหมายเพื่อเจาะกลุ่มทุนและนิคมอุตสาหกรรมในมณฑลเสฉวนและเทศบาลนครฉงชิ่ง ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีใหม่ทางตะวันตกของจีน โดยจะทำหน้าที่เป็นท่อส่งและเชื่อมต่อการลงทุนสองทาง (Two-way Investment) ระหว่างไทยและภูมิภาคดังกล่าวให้คล่องตัวยิ่งขึ้น
ในมิติโครงสร้างพื้นฐานและการขนส่งทวิภาคี ประเทศไทยได้ยืนยันความพร้อมในการเร่งรัดการก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงระยะทาง 250 กิโลเมตร ให้เสร็จสิ้นภายในปี 2030
การเร่งรัดโครงการนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมโยงเส้นทางยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ระหว่างไทย จีน และภูมิภาคอาเซียน ช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการคมนาคมและห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคอย่างแท้จริง
เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดดุลการค้าและสร้างความสมดุลทางการค้าระหว่างสองประเทศ ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุการลงนามพิธีสารกักกันและสุขอนามัยสำหรับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค ซึ่งช่วยลดอุปสรรคและเปิดทางให้การส่งออกสินค้าเกษตรคุณภาพสูงจากไทยไปจีนสะดวกรวดเร็วขึ้น
พร้อมกันนี้ ยังได้ผลักดันการเพิ่มความสะดวกในระบบชำระเงินข้ามพรมแดนและการใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency Settlement) บาท-หยวน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในภาคการค้าและการท่องเที่ยว
เพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่กระทบต่อบรรยากาศเศรษฐกิจ สองประเทศได้ยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงผ่านการลงนาม MoU ระหว่างสำนักงาน ปปง. ของไทย กับกระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมทางการเงินและปราบปรามการฟอกเงิน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตลอดจนการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง
การกวาดล้างกลุ่มอาชญากรอย่างเด็ดขาด ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่จะเดินทางมาไทย ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวให้ฟื้นตัวชัดเจน พร้อมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมที่มั่นคงและโปร่งใสในการคัดกรองเฉพาะนักลงทุนคุณภาพเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย