
ประเทศไทยพูดถึงการต่อต้านคอร์รัปชันมาอย่างต่อเนื่อง แต่ตัวเลขล่าสุดยังไม่สะท้อนว่าปัญหากำลังคลี่คลาย ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน หรือ Corruption Perceptions Index 2025 ของ Transparency International ให้ประเทศไทย 33 คะแนนจาก 100 คะแนน อยู่ในอันดับ 116 จาก 182 ประเทศ ลดลงจากปีก่อน และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ 45 คะแนน
เมื่อพิจารณาข้อมูลภายในประเทศ รายงานสถานการณ์การทุจริตประเทศไทยของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประจำปีงบประมาณ 2567 พบคำกล่าวหาที่รับดำเนินการ 3,388 เรื่อง โดยวงเงินงบประมาณของโครงการหรือจำนวนเงินที่เกี่ยวข้องกับคำกล่าวหามีมูลค่ารวมกว่า 11,834 ล้านบาท
ในจำนวนนี้ 8,602 ล้านบาท หรือ 72.69% เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้าง ส่วนอีก 2,189 ล้านบาท หรือ 18.50% เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ตัวเลขเหล่านี้ทำให้โจทย์เรื่อง “แก้ระบบ” เป็นแกนสำคัญของงาน “วันต่อต้านคอร์รัปชัน 6 ก.ย.” ประจำปี 2569 ซึ่งจัดโดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ภายใต้แนวคิด “โกงได้...แก้ได้”
ตัวแทนจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ สื่อมวลชน และประชาชนต่างเห็นตรงกันว่า การต่อต้านคอร์รัปชันไม่อาจฝากความหวังไว้กับจิตสำนึกของคนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องออกแบบระบบให้เปิดช่องทุจริตน้อยลง ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น และทำให้ผู้ที่คิดจะโกงต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น
ข้อมูลของ ป.ป.ช. ระบุว่า หน่วยงานที่ถูกกล่าวหามากที่สุดในปีงบประมาณ 2567 คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 1,550 เรื่อง หรือ 45.75% ของทั้งหมด ตามด้วยกระทรวงมหาดไทย 375 เรื่อง และกระทรวงศึกษาธิการ 198 เรื่อง
เมื่อพิจารณาควบคู่กับสัดส่วนวงเงินที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้าง จึงเห็นได้ว่าการใช้งบประมาณรัฐเป็นหนึ่งในจุดเสี่ยงสำคัญที่ต้องเปิดให้ตรวจสอบอย่างจริงจัง
ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งเห็นว่าการแก้คอร์รัปชันต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจ “ระบบนิเวศของการโกง” ตั้งแต่การใช้งบประมาณ การแต่งตั้งโยกย้ายและซื้อขายตำแหน่ง ไปจนถึงการซื้อเสียงเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งคนที่ไม่เหมาะสมเข้าสู่ระบบและสร้างปัญหาต่อเนื่องลงมาถึงระบบราชการ
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการตามจับการทุจริตเมื่อเกิดขึ้นแล้ว แต่รวมถึงการลดพื้นที่ของการใช้อำนาจที่ขาดเหตุผลหรือไม่สามารถตรวจสอบได้ โดยเฉพาะกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ การอนุมัติ และการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่รัฐ
แนวทางของกรุงเทพมหานครมุ่งใช้เทคโนโลยีและการเปิดเผยข้อมูลเพื่อลดช่องว่างที่อาจนำไปสู่การทุจริต ตัวอย่างหนึ่งคือ Traffy Fondue ซึ่งมีเมนู “กรุงเทพโปร่งใส” เปิดให้ประชาชนแจ้งเบาะแสการทุจริตโดยปกปิดชื่อผู้แจ้ง ปัจจุบันมีเรื่องแจ้งเข้ามาแล้วกว่า 16,000 เรื่อง
ขณะเดียวกัน กทม. ยังเปิดเผยข้อมูลสาธารณะมากกว่า 1,500 ชุดข้อมูล และมีผู้เข้าชมรวมกว่า 4 ล้านครั้ง เครื่องมือเหล่านี้จึงไม่ได้มีความหมายเพียงในฐานะแอปพลิเคชันหรือคลัง Open Data แต่เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้การใช้อำนาจและการตัดสินใจของภาครัฐเปิดกว้างต่อการตรวจสอบมากขึ้น
เมื่อข้อมูลถูกเปิดเผย กระบวนการทำงานสามารถติดตามได้ และประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ พื้นที่สำหรับการใช้ดุลยพินิจโดยปราศจากเหตุผลย่อมแคบลง นายชัชชาติย้ำหลักการดังกล่าวว่า “เราต้องไม่โอนอ่อน ไม่ทนต่อการโกง ห้ามลดโทษ”
อีกด้านหนึ่งของสมการคือบทบาทของภาคธุรกิจ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ธุรกิจ...จะเลือกโกง หรือ เลือกแก้” ว่า ภาคธุรกิจเลือก “แก้” แต่ต้องแก้ให้ถึงราก ตั้งแต่กฎหมายและกระบวนการอนุมัติ ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดดุลยพินิจและปิดช่องทุจริต
ข้อมูลของสำนักงาน ป.ป.ช. ระหว่างปีงบประมาณ 2563-2567 พบเรื่องตรวจสอบเบื้องต้นเกี่ยวกับคดีสินบน 1,034 เรื่อง ในจำนวนนี้ 1,015 เรื่องเป็นกรณีเรียกรับสินบน ขณะที่กรณีให้สินบนมี 14 เรื่อง และกรณีคนกลางเรียกรับอีก 5 เรื่อง
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การรณรงค์ให้ภาคเอกชน “หยุดจ่าย” เป็นเพียงด้านหนึ่งของการแก้ปัญหา เพราะภาครัฐต้องทำให้เจ้าหน้าที่ “เรียกรับได้ยากขึ้น” ควบคู่กันไป ผ่านการลดดุลยพินิจ กำหนดกระบวนการอนุมัติให้เป็นมาตรฐาน และทำให้ทุกขั้นตอนสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
วันที่ 1 ตุลาคม 2569 คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. เตรียมประชุมร่วมกับองค์กรเอกชนประมาณ 2,000 แห่ง ในงาน “Dinner Talk: Zero Corruption from Policy to Action” โดยมีเป้าหมายหนึ่งคือการสร้างความร่วมมือให้ภาคธุรกิจหยุดจ่ายสินบน
นายพจน์ระบุว่า การขับเคลื่อนในระยะต่อไปต้องขยายจากภาคเอกชนไปสู่ภาคประชาชนและภาคประชาสังคม เพราะการลดคอร์รัปชันไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
เมื่อวางข้อเสนอของภาครัฐและภาคธุรกิจเข้าด้วยกัน การต่อต้านคอร์รัปชันจึงเป็นเรื่องของการออกแบบระบบทั้งวงจร ตั้งแต่การใช้เทคโนโลยีเพื่อลดการติดต่อและการใช้ดุลยพินิจ การเปิดเผยข้อมูลให้สังคมตรวจสอบ การทำให้ระบบจัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส ไปจนถึงการสร้างข้อตกลงร่วมในภาคธุรกิจว่าจะไม่ใช้สินบนเป็นทางลัดในการแข่งขัน
นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เน้นย้ำว่า การแก้ปัญหาต้องเดินหน้าพร้อมกันทั้งการสร้างจิตสำนึก การลดช่องโหว่ การใช้เทคโนโลยี และการสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรอิสระ ภาคประชาสังคม สื่อ และประชาชน
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากเครื่องมือและความร่วมมือแล้ว ประเทศยังต้องการสัญญาณที่ชัดเจนจากผู้นำ นายมานะกล่าวว่า “เวทีวันนี้ เราได้เห็นประชาชนออกมาสู้โกง เราได้เห็นท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติเป็นผู้นำปราบโกงในระดับท้องถิ่น ผมมั่นใจว่า คนไทยทั้งประเทศอยากเห็นท่านนายกรัฐมนตรี ผู้นำรัฐบาลแสดงความเป็นผู้นำปราบโกงระดับประเทศด้วยความเข้มแข็งและเด็ดขาด”
ดังนั้น แนวคิด “โกงได้...แก้ได้” จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการเอาผิดเมื่อพบการทุจริต แต่ยังหมายถึงการสร้างระบบที่ไม่ปล่อยให้การโกงเกิดขึ้นได้ง่ายตั้งแต่แรก
หากภาครัฐลดช่องโหว่ ภาคธุรกิจหยุดจ่ายสินบน ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและตรวจสอบได้ และผู้นำส่งสัญญาณชัดเจนว่าการทุจริตไม่ใช่เรื่องที่ต่อรองได้ เป้าหมายสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงการ “จับคนโกงให้ได้มากขึ้น” แต่คือการทำให้ประเทศไทยมีระบบที่ “โกงได้ยากขึ้น” ตั้งแต่ต้น