
ผลประเมิน PISA 2025 ซึ่งองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เผยแพร่เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ส่งสัญญาณบวกต่อระบบการศึกษาไทย หลังคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนอายุ 15 ปีปรับเพิ่มขึ้นจากรอบ PISA 2022 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติครบทั้งสามด้าน โดยคะแนนวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น 23 คะแนน เป็น 432 คะแนน การอ่านเพิ่มขึ้น 13 คะแนน เป็น 392 คะแนน และคณิตศาสตร์เพิ่มขึ้น 13 คะแนน เป็น 407 คะแนน
อย่างไรก็ตาม การที่คะแนน “ดีขึ้น” ในครั้งนี้สะท้อนถึงการฟื้นตัวจากรอบก่อนหน้า ไม่ได้หมายความว่าไทยมีผลการประเมินอยู่ในระดับสูง เพราะคะแนนทั้งสามด้านยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD อย่างชัดเจน โดยวิทยาศาสตร์ต่ำกว่า 50 คะแนน คณิตศาสตร์ต่ำกว่า 56 คะแนน และการอ่านต่ำกว่าถึง 69 คะแนน
ขณะเดียวกัน นักเรียนไทยยัง 36.9% มีผลประเมินต่ำกว่าระดับพื้นฐานพร้อมกันทั้งสามด้าน เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่อยู่ที่เพียง 19.7%
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียน ไทยอยู่ในกลุ่มกลางจาก 8 ประเทศที่เข้าร่วมและมีผลคะแนนใน PISA 2025 โดยอยู่ในอันดับ 4 ตามคะแนนเฉลี่ยด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ รองจากสิงคโปร์ เวียดนาม และบรูไน ส่วนด้านการอ่าน ไทยได้ 392 คะแนน เท่ากับเวียดนาม และตามหลังมาเลเซียเพียง 1 คะแนน แต่ยังมีช่องว่างจากสิงคโปร์และบรูไนอยู่มาก
ภาพรวมจึงสะท้อนว่า การศึกษาไทยกำลังฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในปี 2022 แต่ยังไม่หลุดพ้นจากโจทย์ใหญ่ ทั้งการยกระดับคะแนนเฉลี่ยและการลดสัดส่วนนักเรียนที่ยังขาดทักษะพื้นฐาน
PISA หรือ Programme for International Student Assessment เป็นการประเมินที่มุ่งดูว่า นักเรียนอายุ 15 ปีสามารถนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ การอ่าน และคณิตศาสตร์ไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์จริงได้มากน้อยเพียงใด โดยปกติจัดขึ้นทุกสามปี
ในรอบ PISA 2025 มีนักเรียนเข้าร่วมมากกว่า 760,000 คน จาก 91 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ เป็นตัวแทนของนักเรียนอายุ 15 ปีทั่วโลกราว 33 ล้านคน โดยกำหนดให้วิทยาศาสตร์เป็นด้านหลักของการประเมินครั้งนี้
สำหรับประเทศไทย มีนักเรียนเข้าร่วม PISA 2025 ทั้งหมด 8,547 คน จาก 273 โรงเรียน เป็นตัวแทนของนักเรียนอายุ 15 ปีประมาณ 542,700 คน หรือราว 69% ของประชากรอายุ 15 ปีทั้งหมด
นักเรียนแต่ละคนใช้เวลาทำแบบทดสอบสองด้านรวม 2 ชั่วโมง และตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับภูมิหลังอีกประมาณ 35 นาที ส่วนผู้บริหารโรงเรียนตอบคำถามเกี่ยวกับการบริหาร ทรัพยากร และสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้
ตามรายงาน PISA 2025 Results (Volume I) คะแนน PISA ของนักเรียนไทยในปี 2025 เป็นดังนี้
ด้าน | PISA 2022 | PISA 2025 | เปลี่ยนแปลง | ค่าเฉลี่ย OECD ปี 2025 | ไทยห่างจาก OECD |
วิทยาศาสตร์ | 409 | 432 | +23 | 482 | -50 |
การอ่าน | 379 | 392 | +13 | 461 | -69 |
คณิตศาสตร์ | 394 | 407 | +13 | 463 | -56 |
สิ่งที่ทำให้การฟื้นตัวของไทยโดดเด่นยิ่งขึ้น คือผลคะแนนที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับภาพรวมของ OECD ในรอบเดียวกัน เพราะในปี 2025 คะแนนเฉลี่ยวิทยาศาสตร์ของ OECD ลดลง 3 คะแนน การอ่านลดลงถึง 14 คะแนน และคณิตศาสตร์ลดลง 9 คะแนน
นอกจากนี้ PISA 2025 ยังเป็นรอบที่ค่าเฉลี่ย OECD ลดลงสู่ระดับต่ำที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ครบทั้งสามด้าน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไทยไม่ได้เพียงทำคะแนนดีขึ้นจากฐานปี 2022 เท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในระบบการศึกษาที่สามารถฟื้นตัวได้ ท่ามกลางผลการเรียนรู้ของหลายประเทศที่ทรงตัวหรือถดถอย โดยเฉพาะคะแนนวิทยาศาสตร์ของไทยที่เพิ่มขึ้นถึง 23 คะแนน นับเป็นหนึ่งในการปรับตัวขึ้นในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศและเขตเศรษฐกิจที่เข้าร่วมการประเมิน
อย่างไรก็ตาม แม้ในปี 2025 คะแนน PISA ไทยมีแนวโน้มดีขึ้น การตีความผล PISA 2025 จำเป็นต้องพิจารณาฐานเปรียบเทียบควบคู่กัน เนื่องจาก PISA 2022 เป็นรอบที่นักเรียนไทยทำคะแนนต่ำที่สุดทั้งสามด้าน นับตั้งแต่ไทยเข้าร่วมการประเมิน
ข้อมูลจากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ระบุว่า ระหว่างปี 2018-2022 คะแนนคณิตศาสตร์ของไทยลดลง 25 คะแนน วิทยาศาสตร์ลดลง 17 คะแนน และการอ่านลดลง 14 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบคะแนนปี 2025 กับปี 2018 จึงพบว่าแต่ละด้านมีระดับการฟื้นตัวแตกต่างกัน ดังนี้
ผลการประเมินรอบล่าสุดจึงควรถูกมองว่าเป็น “การฟื้นตัว” มากกว่า “การพลิกฟื้นอย่างสมบูรณ์” เพราะเมื่อพิจารณาจากคะแนนเฉลี่ย ไทยสามารถชดเชยคะแนนที่ลดลงในรอบปี 2022 ได้ทั้งหมดในด้านวิทยาศาสตร์ ขณะที่การอ่านเพิ่งกลับมาใกล้ระดับปี 2018 และคณิตศาสตร์ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
ภาพดังกล่าวชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณา “แนวโน้มเฉลี่ยในรอบทศวรรษ” ซึ่ง OECD คำนวณด้วยสมการถดถอยจากข้อมูล PISA ปี 2015, 2018, 2022 และ 2025 ไม่ใช่เพียงการนำคะแนนในปีต้นงวดและปลายงวดมาหักลบกัน
ผลการคำนวณพบว่า คะแนนวิทยาศาสตร์ของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 4 คะแนนต่อช่วงสิบปี แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่คะแนนการอ่านลดลง 20 คะแนน และคณิตศาสตร์ลดลง 16 คะแนนอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าการฟื้นตัวในรอบล่าสุดยังไม่สามารถลบแนวโน้มอ่อนแอในระยะยาวของการอ่านและคณิตศาสตร์ได้
สัดส่วนนักเรียนที่มีผลประเมินต่ำกว่าระดับพื้นฐานเมื่อเทียบกับปี 2015 ก็ให้ภาพสอดคล้องกัน โดยเพิ่มขึ้น 6 จุดเปอร์เซ็นต์ในวิชาคณิตศาสตร์ และ 9 จุดเปอร์เซ็นต์ในด้านการอ่าน แต่ลดลง 6 จุดเปอร์เซ็นต์ในวิชาวิทยาศาสตร์
กล่าวได้ว่า วิทยาศาสตร์เป็นด้านที่ไทยฟื้นตัวได้ชัดเจนที่สุด ส่วนการอ่านและคณิตศาสตร์ยังเป็นปัญหาสะสมที่ต้องติดตามต่อเนื่องข้ามรอบการประเมิน
ใน PISA 2025 มีประเทศอาเซียนที่เข้าร่วมและได้รับการรายงานคะแนน 8 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ เวียดนาม บรูไน มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ เมื่อเรียงตามคะแนนวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นด้านหลักของรอบนี้ สิงคโปร์นำห่างที่ 560 คะแนน ตามด้วยเวียดนาม 457 คะแนน บรูไน 439 คะแนน และไทย 432 คะแนน
ประเทศ | วิทยาศาสตร์ | การอ่าน | คณิตศาสตร์ | เปลี่ยนแปลงจาก PISA 2022: วิทย์ / อ่าน / คณิต |
สิงคโปร์ | 560 | 535 | 563 | -2 / -8 / -12 |
เวียดนาม | 457 | 392 | 443 | เปรียบเทียบแนวโน้มไม่ได้ |
บรูไน | 439 | 426 | 435 | -6 / -4 / -7 |
ไทย | 432 | 392 | 407 | +23 / +13 / +13 |
มาเลเซีย | 419 | 393 | 397 | +3 / +5 / -11 |
อินโดนีเซีย | 389 | 365 | 364 | +6 / +7 / -2 |
กัมพูชา | 382 | 347 | 366 | +35 / +18 / +29 |
ฟิลิปปินส์ | 373 | 367 | 371 | +17 / +20 / +16 |
หมายเหตุ: เวียดนามเปลี่ยนจากการสอบบนกระดาษมาเป็นการสอบด้วยคอมพิวเตอร์ใน PISA 2025 ทำให้ OECD ไม่นำข้อมูลไปใช้วิเคราะห์แนวโน้มข้ามรอบ แต่ยังใช้เปรียบเทียบผลการประเมินในปี 2025 ได้ตามปกติ ตามคำชี้แจงใน Reader's Guide ของรายงาน
ผลประเมิน PISA 2025 ไทยอยู่ลำดับ 4 ของอาเซียนทั้งวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ โดยทำคะแนนสูงกว่ามาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ แต่ยังตามหลังสิงคโปร์ เวียดนาม และบรูไน ส่วนด้านการอ่าน ไทยอยู่ในกลุ่มใกล้เคียงมาเลเซียและเวียดนาม โดยคะแนนที่รายงานเป็นจำนวนเต็มต่างจากมาเลเซียเพียง 1 คะแนน และเท่ากับเวียดนาม
หากมองการเปลี่ยนแปลงจาก PISA 2022 ไทย กัมพูชา และฟิลิปปินส์เป็นสามประเทศในอาเซียนที่คะแนนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญครบทั้งสามด้าน ขณะที่ไทยมีคะแนนวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นมากเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน รองจากกัมพูชา และมากกว่าฟิลิปปินส์
ส่วนสิงคโปร์แม้คะแนนคณิตศาสตร์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 12 คะแนน แต่ยังครองอันดับหนึ่งของอาเซียนและเป็นหนึ่งในระบบการศึกษาที่ทำคะแนนสูงสุดของโลกครบทั้งสามด้าน
สำหรับการประเมินการแก้ปัญหาเชิงคำนวณ (computational problem solving) ไทยได้ 476 คะแนน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 500 คะแนน และอยู่ลำดับ 4 ในอาเซียน รองจากสิงคโปร์ 563 คะแนน บรูไน 496 คะแนน และมาเลเซีย 484 คะแนน แต่สูงกว่าเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ส่วนกัมพูชาไม่มีคะแนนในด้านนี้
อีกมุมหนึ่ง OECD พบว่านักเรียนไทย 66.4% ทำคะแนนด้านนี้ได้สูงกว่าระดับที่คาดจากคะแนนวิทยาศาสตร์ของตน สูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 56.3% จึงนับเป็นจุดแข็งเชิงสัมพัทธ์ แม้คะแนนรวมยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD
ตัวเลขที่สะท้อนความท้าทายชัดกว่าคะแนนเฉลี่ยคือสัดส่วนนักเรียนที่ผ่านระดับความสามารถพื้นฐาน หรือ Level 2 ซึ่งหมายถึงระดับที่นักเรียนเริ่มนำความรู้ไปใช้กับโจทย์และสถานการณ์ทั่วไปได้
ผลปี 2025 พบว่า นักเรียนไทยผ่านเกณฑ์ดังกล่าว 59% ในวิทยาศาสตร์ แต่มีเพียง 41% ในคณิตศาสตร์และ 41% ในการอ่าน
ด้าน | นักเรียนไทยผ่าน Level 2 ขึ้นไป ปี 2022 | ปี 2025 | ค่าเฉลี่ย OECD ปี 2025 | นักเรียนไทยระดับสูง ปี 2025 |
วิทยาศาสตร์ | 47% | 59% | 74% | 0.8% |
การอ่าน | 35% | 41% | 69% | แทบไม่มี |
คณิตศาสตร์ | 32% | 41% | 65% | ประมาณ 1% |
เมื่อเทียบกับปี 2022 สัดส่วนผู้ผ่านเกณฑ์พื้นฐานเพิ่มขึ้นประมาณ 12 จุดเปอร์เซ็นต์ในวิทยาศาสตร์ 6 จุดเปอร์เซ็นต์ในการอ่าน และ 9 จุดเปอร์เซ็นต์ในคณิตศาสตร์ แต่ภาพอีกด้านคือ นักเรียนไทยราว 59% ยังต่ำกว่าเกณฑ์พื้นฐานด้านการอ่าน และอีกประมาณ 59% ต่ำกว่าเกณฑ์พื้นฐานด้านคณิตศาสตร์
ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณารวมทั้งสามวิชา ไทยมีนักเรียนที่เป็นผู้มีผลการประเมินระดับสูง หรือ Level 5-6 อย่างน้อยหนึ่งด้านเพียง 1.2% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 11.9% อย่างมาก ขณะที่นักเรียนไทย 36.9% อยู่ต่ำกว่าระดับพื้นฐานพร้อมกันทั้งสามวิชา
เมื่อเทียบอาเซียน สัดส่วนเด็กที่ต่ำกว่าเกณฑ์พร้อมกันทั้งสามด้านของไทยยังต่ำกว่าอินโดนีเซีย 60.9% กัมพูชา 61.7% ฟิลิปปินส์ 64.3% และมาเลเซีย 42.3% แต่สูงกว่าบรูไน 33.0% เวียดนาม 26.0% และสิงคโปร์ที่อยู่ที่เพียง 6.8% จึงยืนยันภาพเดียวกับคะแนนเฉลี่ยว่าไทยอยู่ช่วงกลางของภูมิภาค แต่ยังตามหลังกลุ่มผู้นำอยู่มาก
PISA 2025 สะท้อนช่องว่างด้านผลการเรียนระหว่างเพศที่น่าสนใจ โดยเด็กหญิงไทยทำคะแนนสูงกว่าเด็กชายครบทั้งสามด้าน ได้แก่ วิทยาศาสตร์ 9 คะแนน คณิตศาสตร์ 6 คะแนน และการอ่าน 30 คะแนน
รูปแบบดังกล่าวแตกต่างจากค่าเฉลี่ย OECD ในด้านคณิตศาสตร์ ซึ่งเด็กชายทำคะแนนสูงกว่าเด็กหญิง 13 คะแนน ขณะที่ช่องว่างด้านการอ่านของไทยเท่ากับค่าเฉลี่ย OECD โดยเด็กหญิงมีคะแนนนำเด็กชาย 30 คะแนน ส่วนคะแนนวิทยาศาสตร์ของ OECD แตกต่างกันระหว่างเพศเพียง 1 คะแนน
อีกมิติหนึ่งคือความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐฐานะ หรือ socio-economic status โดยนักเรียนไทย 34% อยู่ในกลุ่มล่างสุดหนึ่งในสี่ของดัชนีเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เมื่อเปรียบเทียบกับนักเรียนที่เข้าสอบทั่วโลก
ภายในประเทศไทย นักเรียนกลุ่มที่มีฐานะได้เปรียบที่สุดหนึ่งในสี่ทำคะแนนวิทยาศาสตร์สูงกว่ากลุ่มที่เสียเปรียบที่สุดหนึ่งในสี่อยู่ 55 คะแนน แม้ช่องว่างดังกล่าวจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 85 คะแนน แต่ก็ยังมีขนาดมากพอที่จะสะท้อนว่าโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมมีความสัมพันธ์กับผลการเรียนรู้อย่างชัดเจน
OECD ประเมินว่าเศรษฐฐานะสามารถอธิบายความแปรปรวนของคะแนนวิทยาศาสตร์ภายในประเทศไทยได้ 7% เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 12% ขณะเดียวกัน นักเรียนไทยที่เสียเปรียบทางเศรษฐฐานะ 17% ยังสามารถทำคะแนนวิทยาศาสตร์อยู่ในกลุ่มบนสุดหนึ่งในสี่ของประเทศ สูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 12%
นักเรียนกลุ่มนี้ถูกนิยามว่าเป็นผู้มี “ความยืดหยุ่นทางวิชาการ” หรือ academically resilient เนื่องจากสามารถทำผลงานได้ดีเมื่อเทียบกับนักเรียนในประเทศเดียวกัน แม้ต้องเผชิญข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคม
อย่างไรก็ตาม การที่ช่องว่างภายในประเทศไทยแคบกว่าค่าเฉลี่ย OECD ไม่ควรถูกตีความว่า ระบบการศึกษาไทยมีทั้งความเสมอภาคและคุณภาพในระดับสูง เพราะยังจำเป็นต้องพิจารณาคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนแต่ละกลุ่มควบคู่กันด้วย
รายงานยังระบุว่า ระหว่างปี 2015-2025 ผลการประเมินด้านวิทยาศาสตร์ของนักเรียนไทยกลุ่มเสียเปรียบปรับดีขึ้น ขณะที่ผลการประเมินของกลุ่มได้เปรียบทรงตัว สะท้อนพัฒนาการด้านความเสมอภาคบางส่วน แต่ยังไม่สามารถลบช่องว่างด้านผลสัมฤทธิ์เมื่อเทียบกับระบบการศึกษาที่ทำคะแนนสูงได้
ผลสำรวจจากแบบสอบถาม PISA สะท้อนจุดแข็งด้านทัศนคติของนักเรียนไทย โดย 77% ระบุว่าตนเองมีความอยากรู้อยากเห็นในหลายเรื่อง สูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 73% ขณะที่ 81% ระบุว่าจะเพิ่มความพยายามเมื่อต้องเผชิญกับงานยาก สูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ซึ่งอยู่ที่เพียง 60%
ระหว่างปี 2022-2025 สัดส่วนนักเรียนไทยที่รายงานว่าตนเองมีความอยากรู้อยากเห็นเพิ่มขึ้น 7.7 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้ที่เพิ่มความพยายามเมื่อเผชิญงานท้าทายเพิ่มขึ้น 3.8 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่สัดส่วนผู้ที่มองว่าโรงเรียนเป็นการเสียเวลาลดลง 7.7 จุดเปอร์เซ็นต์
นักเรียนไทยยังมีแนวโน้มขอความช่วยเหลือเมื่อไม่เข้าใจบทเรียน โดย 88% ระบุว่าจะขอความช่วยเหลือจากครู เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 77% และ 89% จะขอความช่วยเหลือจากเพื่อน สูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 82% นอกจากนี้ นักเรียนไทย 53% ระบุว่ามักวางแผนแนวทางการเรียนของตนเอง เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 37%
อย่างไรก็ตาม จุดที่สวนทางกับภาพดังกล่าวคือ นักเรียนไทยเพียง 36% มี Growth Mindset ซึ่งหมายถึงความเชื่อว่าสติปัญญาสามารถพัฒนาได้ผ่านการลงมือทำ ความพยายาม และข้อเสนอแนะ ตัวเลขนี้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 69% อย่างมาก
เมื่อควบคุมฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมแล้ว นักเรียนไทยที่มี Growth Mindset ทำคะแนนวิทยาศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่มีกรอบความคิดแบบตายตัว 32 คะแนน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนเพียงความสัมพันธ์ระหว่างสองปัจจัย และยังไม่อาจยืนยันได้ว่า Growth Mindset เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้คะแนนสูงขึ้น
ด้านสภาพแวดล้อมในห้องเรียน นักเรียนไทย 90% ระบุว่าครูวิทยาศาสตร์สนใจการเรียนรู้ของนักเรียนทุกคน 85% ระบุว่าครูสอนต่อจนกว่านักเรียนจะเข้าใจ และ 89% ระบุว่าครูให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมเมื่อนักเรียนต้องการ สูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 69%, 66% และ 73% ตามลำดับ ทั้งสามตัวเลขยังเพิ่มขึ้นจากปี 2015 ซึ่งอยู่ที่ 82%, 79% และ 78% ตามลำดับ
ข้อมูลจากผู้บริหารโรงเรียนสะท้อนว่าปัญหาขาดแคลนครูลดลง โดยนักเรียน 24% อยู่ในโรงเรียนที่ผู้บริหารมองว่าการขาดครูเป็นอุปสรรคต่อการเรียนการสอน ลดจาก 43% ในปี 2022 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 39% ส่วนสัดส่วนนักเรียนในโรงเรียนที่ขาดแคลนสื่อการเรียนจนกระทบการสอนลดจาก 44% เหลือ 39% และปัญหาโครงสร้างพื้นฐานลดจาก 40% เหลือ 30%
ในทางกลับกัน แรงสนับสนุนจากครอบครัวลดลงเช่นเดียวกับหลายประเทศ โดยมีนักเรียนไทย 46% ระบุว่าพ่อแม่หรือผู้ปกครองถามอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งว่าได้ทำอะไรที่โรงเรียน ลดจาก 52% ในปี 2022 ส่วนผู้ที่ได้พูดคุยกับครอบครัวเกี่ยวกับปัญหาที่โรงเรียนอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งลดจาก 50% เหลือ 41%
นักเรียนไทยรายงานว่าใช้เครื่องมือดิจิทัลที่โรงเรียนเพื่อการเรียนรู้เฉลี่ยวันละ 2.2 ชั่วโมง สูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 1.7 ชั่วโมง ขณะเดียวกันก็ใช้เพื่อความบันเทิงเฉลี่ยวันละ 1.5 ชั่วโมง สูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 1.1 ชั่วโมงเช่นกัน
สำหรับปัญหาด้านสมาธิ นักเรียนไทย 24% ระบุว่าเพื่อนร่วมชั้นมักเสียสมาธิจากอุปกรณ์ดิจิทัลในวิชาวิทยาศาสตร์เกือบทุกคาบหรือทุกคาบ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 28% อย่างไรก็ดี เมื่อควบคุมฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของนักเรียนและโรงเรียนแล้ว พบว่านักเรียนไทยที่รายงานว่ามีสิ่งรบกวนจากอุปกรณ์ดิจิทัลในห้องเรียน ทำคะแนนวิทยาศาสตร์ต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่รายงานปัญหาดังกล่าว 9 คะแนน
ขณะเดียวกัน มีนักเรียนไทยเพียง 8% ที่เรียนในโรงเรียนซึ่งห้ามใช้โทรศัพท์ทั่วทั้งบริเวณ เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 49% โดยนักเรียนในโรงเรียนไทยที่ใช้มาตรการดังกล่าวมีแนวโน้มรายงานปัญหาการเสียสมาธิจากอุปกรณ์ดิจิทัลน้อยกว่าราว 38%
การใช้ AI ของนักเรียนไทยก็อยู่ในระดับสูงเช่นกัน โดย 51% ระบุว่าใช้แชตบอต AI ช่วยเรียนอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 46% นอกจากนี้ นักเรียนไทย 41% ใช้ AI ค้นคว้าข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับหัวข้อใหม่ 42% ใช้สรุปบทอ่าน และ 41% ใช้ร่างงานเขียน สูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ซึ่งอยู่ที่ 31%, 30% และ 29% ตามลำดับ
มีนักเรียนไทยเพียง 4% ที่แทบไม่เคยใช้ AI ทำงานประเภทต่าง ๆ ที่ PISA สำรวจ เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 14% สะท้อนจากข้อมูลใน PISA 2025 Results (Volume I): Thailand ว่า AI ได้เข้ามามีบทบาทในการเรียนของนักเรียนไทยอย่างกว้างขวางแล้ว
อย่างไรก็ตาม OECD ระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ AI กับผลการเรียนมีความซับซ้อน เพราะการใช้งานอย่างสม่ำเสมออาจให้ผลแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์และทักษะในการประเมินคุณภาพข้อมูล เทคโนโลยีจึงควรถูกนำมาใช้เพื่อให้ข้อเสนอแนะและสนับสนุนการฝึกฝนที่เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคน โดยช่วยส่งเสริมให้นักเรียนลงมือคิดด้วยตนเอง ไม่ใช่ทำหน้าที่แทนกระบวนการเรียนรู้
รายงาน PISA 2025 เสนอแนวทางเชิงนโยบายในภาพรวมว่า ระบบการศึกษาควรกำหนดความคาดหวังต่อทักษะการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ให้อยู่ในระดับสูงและมีความสม่ำเสมอ พร้อมมุ่งเรียนรู้หัวข้อสำคัญอย่างลึกซึ้ง แทนการเร่งสอนให้ครอบคลุมเนื้อหาจำนวนมาก ตลอดจนวางหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และการประเมินผลให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน
OECD ยังเน้นย้ำถึงการพัฒนาทักษะการสอนเชิงปฏิบัติของครู และการจัดสรรทรัพยากรตามความจำเป็นของนักเรียนและโรงเรียน โดยเฉพาะกลุ่มที่เสียเปรียบ ควบคู่กับการลดสิ่งรบกวนจากอุปกรณ์ดิจิทัลในห้องเรียน ขณะที่การนำ AI มาใช้ควรมีเป้าหมายชัดเจน เพื่อสนับสนุนการให้ข้อเสนอแนะและการฝึกฝนเฉพาะบุคคล โดยไม่เข้ามาทดแทนความพยายามหรือกระบวนการคิดของผู้เรียน
ดังนั้น ผล PISA 2025 จึงต้องพิจารณาควบคู่กันสองด้าน ด้านหนึ่ง คะแนนของไทยปรับดีขึ้นจากรอบปี 2022 อย่างชัดเจนและมีนัยสำคัญทั้งสามด้าน ได้แก่ วิทยาศาสตร์ การอ่าน และคณิตศาสตร์ นับเป็นสัญญาณบวกหลังจากคะแนนลดลงอย่างมากในรอบก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่ง แนวโน้มระยะยาวของคะแนนการอ่านและคณิตศาสตร์ยังคงลดลง ขณะที่คะแนนทั้งสามด้านยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ไทยยังอยู่เพียงกลุ่มกลางของอาเซียน และนักเรียนส่วนใหญ่ยังมีทักษะการอ่านและคณิตศาสตร์ไม่ถึงระดับพื้นฐาน ผลการประเมินครั้งนี้จึงควรถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟู มากกว่าจะเป็นปลายทางของการแก้ปัญหาการศึกษาไทย
อ้างอิง: OECD, PISA 2025 Results (Volume I), OECD, PISA 2025 Results (Volume I): Thailand Country Note, OECD Education GPS: Thailand—Student Performance (PISA 2025), สสวท., OECD, Programme for International Student Assessment (PISA)