Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
มาเลเซียจ่อเป็นประเทศรายได้สูง ไทยยังติด ‘กำแพง’ อะไร ทำไมตามไม่ทัน?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

มาเลเซียจ่อเป็นประเทศรายได้สูง ไทยยังติด ‘กำแพง’ อะไร ทำไมตามไม่ทัน?

10 ส.ค. 69
15:10 น.
แชร์

ตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ไทยและมาเลเซียดูเหมือนเดินบนเส้นทางการพัฒนาคู่ขนานกัน ทั้งการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ การตั้งนิคมอุตสาหกรรม การผลิตเพื่อส่งออก และการเชื่อมเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตของญี่ปุ่น สหรัฐฯ และยุโรป ทว่าภายใต้ภาพความคล้ายคลึงนี้กลับซ่อนความแตกต่างเชิงโครงสร้างที่ทำให้เส้นทางของทั้งสองประเทศค่อยๆ แยกห่างออกจากกัน

มาเลเซียเริ่มต้นจากฐานรายได้และทรัพยากรต่อประชากรที่สูงกว่า สามารถสร้างคลัสเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ได้เร็วกว่า และฟื้นวงจรการลงทุนหลังวิกฤตปี 2540 ได้ดีกว่า ขณะที่ไทยยังพึ่งพาโครงสร้างการผลิตแบบเดิม ในช่วงเวลาที่การลงทุน ผลิตภาพ และจำนวนแรงงานชะลอตัวลงพร้อมกัน

ความแตกต่างนี้สะท้อนชัดผ่านเส้นทางการเลื่อนชั้นทางรายได้ มาเลเซียก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับบนตั้งแต่ปี 2535 ส่วนไทยตามมาในปี 2554 หรือช้ากว่าถึง 19 ปี อย่างไรก็ตาม ณ เดือนสิงหาคม 2569 ทั้งสองประเทศยังคงอยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลางระดับบน เพียงแต่มาเลเซียขยับเข้าใกล้เส้นแบ่งประเทศรายได้สูงมากกว่าไทยอย่างชัดเจน

เกณฑ์ของธนาคารโลกสำหรับปีงบประมาณ 2570 กำหนดให้ประเทศรายได้สูงต้องมีรายได้ประชาชาติต่อหัว หรือ GNI per capita ตามวิธี Atlas มากกว่า 14,375 ดอลลาร์สหรัฐ ข้อมูลปี 2568 ระบุว่า มาเลเซียมี GNI ต่อหัว 12,380 ดอลลาร์ คิดเป็นประมาณ 86% ของเกณฑ์ ขณะที่ไทยอยู่ที่ 7,690 ดอลลาร์ หรือเพียง 54%

หากสมมติว่าเส้นแบ่งดังกล่าวหยุดนิ่ง มาเลเซียต้องเพิ่มรายได้ต่อหัวอีกประมาณ 16% จากระดับปัจจุบัน ส่วนไทยต้องเพิ่มเกือบ 87% แต่ในความเป็นจริง เกณฑ์ประเทศรายได้สูงจะปรับขึ้นทุกปีตามเงินเฟ้อโลก ทำให้เป้าหมายไม่ได้หยุดรอให้แต่ละประเทศไล่ตามทัน

ธนาคารโลกประเมินว่า มาเลเซียมีโอกาสก้าวเข้าสู่กลุ่มประเทศรายได้สูงในช่วงปี 2571-2573 หรือเร็วสุดในปี 2570 หากทำได้ตามกรอบดังกล่าว มาเลเซียจะใช้เวลาประมาณ 36-38 ปี นับจากวันที่เลื่อนขึ้นเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับบนในปี 2535 ส่วนไทยยังอยู่ห่างจากเส้นดังกล่าวมาก

ช่องว่างระหว่างสองประเทศมีแนวโน้มกว้างขึ้นอีกเมื่อพิจารณาจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยเศรษฐกิจมาเลเซียเติบโต 5.2% ในปี 2568 เทียบกับไทยที่ขยายตัว 2.4% ขณะที่รายงาน Global Economic Prospects ฉบับเดือนมิถุนายน 2569 ของธนาคารโลกคาดว่า ในปี 2569 มาเลเซียจะเติบโต 4.4% ส่วนไทยอยู่ที่ 1.7% หากส่วนต่างนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายปี ระยะห่างด้านรายได้ย่อมยิ่งเพิ่มขึ้น

เหตุใดสองประเทศที่ดูเหมือนพัฒนามาควบคู่กันจึงค่อยๆ เดินห่างออกจากกัน และเหตุใดมาเลเซียจึงเข้าใกล้สถานะประเทศรายได้สูง ขณะที่ไทยยังติดอยู่กลางทาง บทความนี้ SPOTLIGHT ชวนสำรวจว่า ไทยกำลังเผชิญ “กำแพง” อะไรบ้างบนเส้นทางสู่การเป็นประเทศรายได้สูง

ไทยและมาเลเซียพัฒนาควบคู่กันจริง แต่ไม่ได้ออกตัวจากเส้นเดียวกัน

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไทยและมาเลเซียดูเหมือนพัฒนาเศรษฐกิจมาบนเส้นทางคู่ขนานกัน ทั้งสองประเทศเร่งสร้างอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2510-2520 เปิดรับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ สร้างนิคมอุตสาหกรรม และอาศัยแรงงานที่ย้ายจากภาคเกษตรเข้าสู่โรงงานเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโต อย่างไรก็ตาม ความคล้ายคลึงของเส้นทางการพัฒนาไม่ได้หมายความว่าทั้งสองประเทศมีฐานตั้งต้นเท่าเทียมกัน

มาเลเซียมีต้นทุนเดิมจากการเป็นผู้ส่งออกยางพารา ดีบุก และสินค้าผ่านท่าเรือ ก่อนจะมีรายได้จากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเข้ามาเสริมในเวลาต่อมา 

ทรัพยากรเหล่านี้ช่วยสร้างเงินตราต่างประเทศ เพิ่มรายได้ให้ภาครัฐ และสนับสนุนความสามารถในการนำเข้าเครื่องจักร เมื่อประกอบกับการมีประชากรน้อยกว่าไทยมาก รายได้จากทรัพยากรเมื่อเฉลี่ยต่อประชากรจึงอยู่ในระดับสูงกว่า ขณะที่ไทยมีข้อได้เปรียบด้านตลาดภายในประเทศที่ใหญ่กว่าและฐานการเกษตรที่หลากหลายกว่า แต่มีรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติต่อประชากรน้อยกว่า

อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบด้านทรัพยากรเป็นเพียง “เบาะรองรับ” ไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมด เพราะหลายประเทศที่มีน้ำมันกลับไม่สามารถสร้างอุตสาหกรรมที่แข่งขันได้ มาเลเซียไปได้ไกลกว่าเนื่องจากนำทรัพยากรและรายได้ในระยะแรกไปสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และการกระจายฐานเศรษฐกิจจากสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่อุตสาหกรรม

ธนาคารโลกระบุว่า การเติบโตในระดับสูงของเศรษฐกิจมาเลเซียระหว่างปี 2510-2540 ไม่ได้เกิดจากการพึ่งพาทรัพยากรเพียงด้านเดียว แต่เป็นผลจากแรงขับเคลื่อนร่วมกันระหว่างรายได้จากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ กับการขยายตัวของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

ขณะเดียวกัน ไทยก็มีจุดแข็งที่มาเลเซียไม่มีในระดับเดียวกัน ทั้งตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ ฐานการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ภาคเกษตรและอาหาร ตลอดจนทำเลที่ตั้งซึ่งเชื่อมโยงกับภาคพื้นทวีปของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความแตกต่างจึงไม่ได้อยู่ที่ไทยขาดสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ แต่อยู่ที่แต่ละประเทศสามารถต่อยอดสินทรัพย์เหล่านั้นให้กลายเป็นรายได้ต่อหัวและผลิตภาพรูปแบบใหม่ได้อย่างต่อเนื่องเพียงใด

โมเดลคล้ายกัน แต่สร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมคนละจุด

มาเลเซียวางรากฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ปี 2515 ด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรีบาหยันเลปัสในรัฐปีนัง และดึงบริษัทอย่าง Intel และ Hewlett-Packard รวมถึงผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์รายอื่นเข้ามาลงทุน นับเป็นจุดเริ่มต้นของคลัสเตอร์ที่ต่อมาขยายครอบคลุมตั้งแต่การประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ เครื่องมือวัด และวิศวกรรมแม่นยำ ไปจนถึงผู้ผลิตชิ้นส่วน ระบบโลจิสติกส์ และบริการสนับสนุน

การกระจุกตัวของอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายทศวรรษทำให้ปีนังสะสมทั้งแรงงานเฉพาะทาง เครือข่ายซัพพลายเออร์ และองค์ความรู้ที่บริษัทใหม่สามารถนำไปต่อยอดได้ทันที นักลงทุนที่เข้ามาในภายหลังจึงไม่จำเป็นต้องเริ่มสร้างระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมขึ้นใหม่ทั้งหมด

ไทยพัฒนาอุตสาหกรรมในทิศทางคล้ายกัน แต่มีศูนย์ถ่วงต่างออกไป หลังการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก ไทยสามารถสร้างคลัสเตอร์ยานยนต์และชิ้นส่วนขนาดใหญ่ ควบคู่กับอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ฮาร์ดดิสก์ และอิเล็กทรอนิกส์ จนได้รับสมญาว่า “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” 

ในขณะนั้น การเลือกพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเป็นหนึ่งในนโยบายอุตสาหกรรมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของไทย เพราะช่วยสร้างรายได้จากการส่งออก งานที่ใช้ทักษะฝีมือ และเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนจำนวนมากต่อเนื่องหลายสิบปี

อย่างไรก็ตาม ฐานอุตสาหกรรมที่แต่ละประเทศเลือกสร้างในอดีตกำลังกำหนดโอกาสและความท้าทายในปัจจุบัน คลัสเตอร์อิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ของมาเลเซียอยู่ในทิศทางเดียวกับกระแสการลงทุนด้านดิจิทัล ระบบคลาวด์ ศูนย์ข้อมูล และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ขณะที่คลัสเตอร์ยานยนต์ของไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งใช้ชิ้นส่วนน้อยกว่าและมีโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานแตกต่างจากเดิม บริษัทไทยที่เชี่ยวชาญด้านชิ้นส่วนเครื่องยนต์ ท่อไอเสีย หรือระบบส่งกำลัง จึงต้องลงทุนเพื่อปรับตัวใหม่ พร้อมรับความเสี่ยงจากตลาดเดิมที่กำลังหดตัว

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ทุกแห่งในมาเลเซียสร้างมูลค่าเพิ่มสูง หรือมาเลเซียสามารถผลิตชิประดับแนวหน้าได้ทั้งหมด เพราะประเทศยังพึ่งพางานประกอบและทดสอบอยู่มาก แต่คลัสเตอร์ที่สั่งสมมานานช่วยให้มาเลเซียรองรับการลงทุนระลอกใหม่ได้รวดเร็วกว่า และเปิดทางให้อุตสาหกรรมบางส่วนขยับไปสู่งานออกแบบ วิศวกรรม การผลิตเครื่องมือทดสอบ และบริการที่เกี่ยวข้อง

ธนาคารโลกระบุว่า อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์คิดเป็นเกือบ 30% ของมูลค่าเพิ่มภายในประเทศของมาเลเซีย สูงที่สุดในอาเซียน 

วิกฤตปี 2540 คือจุดแยกสำคัญ: ทั้งคู่ล้ม แต่ฟื้นการลงทุนไม่เท่ากัน

ก่อนเกิดวิกฤตการเงินเอเชีย เศรษฐกิจไทยถือเป็นหนึ่งในเขตเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ธนาคารโลกระบุว่า GDP ของไทยขยายตัวเฉลี่ยราว 7.5% ต่อปีตลอดช่วงปี 2503-2539 และเร่งขึ้นเกิน 9% ต่อปีในทศวรรษสุดท้ายก่อนวิกฤต ระหว่างปี 2529-2539 การส่งออกเติบโตเฉลี่ยปีละ 15% ขณะที่การลงทุนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 14.8% ต่อปี สัดส่วนการลงทุนภาคเอกชนอยู่เหนือ 30% ของ GDP และแตะประมาณ 32% ในปี 2538 โรงงาน ถนน ท่าเรือ และเมืองอุตสาหกรรมจึงขยายตัวขึ้นพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม การเติบโตในเวลานั้นพึ่งพา "การใส่ปัจจัยการผลิตเพิ่ม" เป็นหลัก ทั้งเงินทุน แรงงาน และการเคลื่อนย้ายคนจากภาคเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม มากกว่าการยกระดับประสิทธิภาพของปัจจัยที่มีอยู่เดิม 

ธนาคารโลกประเมินว่า การชะลอตัวของการลงทุนเป็นตัวอธิบายราวสองในสามของอัตราการเติบโตที่หายไป เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยช่วงปี 2523-2539 กับช่วงปี 2543-2562 กล่าวคือ เมื่อวิกฤตปะทุขึ้น โมเดลเศรษฐกิจที่พึ่งพาการลงทุนสูงจึงได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง และไม่เคยกลับมาเป็นเครื่องยนต์เดิมอีก

หลังวิกฤตปี 2540 อัตราการลงทุนของทั้งไทยและมาเลเซียลดลงอย่างรุนแรง แต่ธนาคารโลกพบว่า มาเลเซียสามารถฟื้นฐานการลงทุนได้เร็วกว่า  ขณะที่การลงทุนของไทยขยายตัวเฉลี่ยเพียง 3% ต่อปีตลอดช่วงปี 2542-2562 ทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคเอกชน 

ข้อมูลของ OECD ระบุว่า การสะสมทุนถาวรเบื้องต้นของไทยลดลงจาก 27% ของ GDP ในปี 2555 มาอยู่ที่ราว 23% นับตั้งแต่ปี 2560 ต่ำกว่าอินโดนีเซีย (32%) และเวียดนาม (30%) อย่างชัดเจน โดยแรงฉุดสำคัญมาจากการลงทุนก่อสร้างภาคเอกชนที่ลดลงจาก 8.5% เหลือ 5.5% ของ GDP ระหว่างปี 2555-2566 และการลงทุนในอุปกรณ์ขนส่งที่ลดลงจาก 4.2% เหลือ 3.3%

ในฝั่งภาครัฐ ธนาคารโลกระบุว่า รายจ่ายลงทุนของไทยลดลงจาก 14% ของงบประมาณรวมในช่วงปีงบประมาณ 2556-2558 เหลือ 11% ในช่วงปีงบประมาณ 2559-2562 สะท้อนว่างบลงทุนถูกลดความสำคัญลงในกระบวนการจัดสรรงบประมาณ

ผลกระทบจากวิกฤตจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาวะถดถอยชั่วคราว แต่ยังลดกำลังของเครื่องยนต์สะสมทุนในระยะยาว อัตราการเติบโตของไทยที่เคยสูงกว่า 9% ต่อปีในทศวรรษก่อนวิกฤต ลดลงเหลือราว 5% ในช่วงปี 2542-2548 และต่ำกว่า 3% ในช่วงปี 2553-2558

หลังจากนั้น แม้ไทยจะมีโครงการขนาดใหญ่หลายระลอกและมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงในบางปี แต่การลงทุนจริงโดยรวมไม่เคยกลับมามีน้ำหนักต่อระบบเศรษฐกิจเทียบเท่ากับช่วงก่อนวิกฤต

มาเลเซียเองก็ไม่สามารถกลับไปสู่อัตราการเติบโตระดับเดียวกับยุคก่อนวิกฤต และต้องเลื่อนเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงออกไปหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของฐานการลงทุน การรักษาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E&E ตลอดจนการมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าอยู่เดิม ทำให้มาเลเซียมีระยะทางที่ต้องไล่ตามสู่ประเทศรายได้สูงสั้นกว่าไทย

นี่คือผลของการทบต้นทางเศรษฐกิจ แม้ส่วนต่างของอัตราการเติบโตในแต่ละปีอาจดูไม่มาก แต่เมื่อสะสมต่อเนื่องนานสองถึงสามทศวรรษ ส่วนต่างเพียงเล็กน้อยย่อมขยายกลายเป็นช่องว่างด้านรายได้ขนาดใหญ่

เมื่อแรงงานราคาถูกหมดแรง ไทยเปลี่ยนจาก “สะสมทุน” สู่ “ผลิตภาพ” ได้ช้า

ประเทศรายได้ปานกลางมักเติบโตได้รวดเร็วในระยะแรกด้วยการย้ายแรงงานออกจากภาคเกษตร นำเข้าเครื่องจักร สร้างถนน ไปจนถึงผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีซึ่งมีอยู่แล้ว แต่เมื่อค่าจ้างสูงขึ้น จำนวนประชากรวัยทำงานหยุดเพิ่ม และประเทศอื่นสามารถผลิตสินค้าชนิดเดียวกันได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า สูตรเดิมย่อมสร้างการเติบโตได้น้อยลง

เศรษฐกิจในระยะต่อไปจึงต้องเปลี่ยนจากการเพิ่มปริมาณปัจจัยการผลิต ไปสู่การใช้ปัจจัยเดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งผ่านการบริหารจัดการ เทคโนโลยี งานวิจัย และการพัฒนาทักษะแรงงาน รวมถึงการโยกย้ายทรัพยากรจากธุรกิจที่มีผลิตภาพต่ำไปสู่ธุรกิจที่มีผลิตภาพสูงกว่า และนี่คือช่วงเปลี่ยนผ่านที่ไทยยังติดขัด

ข้อมูลของ OECD ระบุว่า ผลิตภาพแรงงานไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.8% ต่อปีในช่วงปี 2553-2558 ก่อนชะลอลงเหลือ 2.1% ต่อปีในช่วงปี 2558-2566 ขณะที่ผลิตภาพปัจจัยการผลิตรวม หรือ TFP แทบไม่เพิ่มขึ้นในช่วงหลัง กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไทยยังมีโรงงาน เครื่องจักร และแรงงาน แต่ความสามารถในการสร้างผลผลิตเพิ่มจากทุนและแรงงานแต่ละหน่วยกลับแทบไม่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประสิทธิภาพภายในโรงงาน แต่ยังครอบคลุมถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าบริษัทใหม่จะเข้าสู่ตลาดได้ง่ายเพียงใด และผู้ประกอบการเดิมต้องเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันมากน้อยแค่ไหน ดัชนีกฎระเบียบตลาดสินค้าของ OECD ให้ไทย 2.4 คะแนน เทียบกับค่าเฉลี่ยของ OECD ที่ 1.3 คะแนน และจัดให้ไทยเป็นประเทศที่มีกฎระเบียบจำกัดการแข่งขันมากเป็นอันดับ 4 จาก 47 ประเทศที่ได้รับการประเมิน

ข้อจำกัดด้านใบอนุญาต บทบาทของรัฐวิสาหกิจ เงื่อนไขการถือหุ้นของต่างชาติ และการแข่งขันในภาคบริการ ล้วนเพิ่มต้นทุนให้ธุรกิจ พร้อมลดแรงกดดันที่ควรผลักดันให้ผู้เล่นเดิมเร่งปรับตัว ผลกระทบดังกล่าวจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การแข่งขันภายในประเทศ แต่ยังสะท้อนออกมาผ่านความสามารถในการดึงดูดเงินทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

ระหว่างปี 2558-2566 มูลค่า FDI ไหลเข้าสะสมของไทยคิดเป็นประมาณ 11% ของ GDP หนึ่งปี เทียบกับมาเลเซียที่ 25% และเวียดนามที่ 42% ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่า FDI ทุกดอลลาร์มีคุณภาพหรือสร้างประโยชน์เท่าเทียมกัน แต่สะท้อนว่า เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ ไทยสามารถดึงดูดเงินทุนและเทคโนโลยีจากภายนอกได้น้อยกว่าสองประเทศดังกล่าว

แม้คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของไทยจะเพิ่มขึ้นมากในช่วงหลัง แต่ "ยอดอนุมัติ" ไม่ได้หมายถึง "เงินลงทุนที่ถูกนำไปก่อสร้างโรงงานจริง" และยิ่งไม่เท่ากับ "มูลค่าเพิ่มที่ตกอยู่ภายในประเทศ" 

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรายงานว่า ในไตรมาส 3 ปี 2568 การลงทุนรวมของไทยขยายตัวเพียง 1.1% ชะลอลงจาก 5.8% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่รายงาน Thailand Economic Monitor ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ของธนาคารโลกชี้ว่า การลงทุนของไทยยังอยู่ในระดับต่ำและกระจุกตัวอยู่ที่การซ่อมบำรุงและทดแทนสินทรัพย์เดิม มากกว่าการขยายกำลังการผลิตหรือสร้างธุรกิจใหม่

ธนาคารโลกระบุว่า แม้คำขอ FDI ในช่วงเก้าเดือนแรกของปีจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว แต่เงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริงของไทยยังตามหลังมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ช่องว่างระหว่างตัวเลขบนกระดาษกับเม็ดเงินที่ลงสู่ระบบเศรษฐกิจจริง จึงเป็นอีกข้อจำกัดที่ทำให้ไทยไม่สามารถเปลี่ยนกระแสการลงทุนระลอกใหม่ให้กลายเป็นผลิตภาพและการเติบโตได้เต็มศักยภาพ

ทำไมมาเลเซียรับคลื่นเทคโนโลยีรอบใหม่ได้มากกว่า

ความได้เปรียบของมาเลเซียในเวลานี้ไม่ได้อยู่เพียงการมีโครงการเทคโนโลยีมากกว่า แต่อยู่ที่การมี “ระบบนิเวศ” ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการเริ่มต้นโครงการใหม่ คลัสเตอร์อุตสาหกรรมในปีนัง มาเลเซียสั่งสมทั้งวิศวกร ผู้ผลิตเครื่องมือและชิ้นส่วน สถาบันฝึกอบรม ผู้บริหารโรงงาน และบุคลากรด้านการส่งเสริมการลงทุนมานานหลายทศวรรษ บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนจึงสามารถเชื่อมต่อกับโครงสร้างที่มีอยู่ได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มสร้างทุกอย่างขึ้นใหม่จากศูนย์

ความได้เปรียบอีกประการคือความต่อเนื่องของระบบวางแผนพัฒนา มาเลเซียมีกรอบนโยบายระยะยาวที่เชื่อมโยงต่อเนื่องกัน ตั้งแต่ New Economic Policy ในช่วงปี 2514-2533, National Development Policy ระหว่างปี 2534-2543 และ National Vision Policy ในช่วงปี 2544-2553 ไปจนถึง New Economic Model และแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะห้าปี

อย่างไรก็ตาม ความต่อเนื่องดังกล่าวไม่ได้หมายความว่านโยบายทุกฉบับประสบความสำเร็จ หรือการเมืองมาเลเซียมีเสถียรภาพตลอดเวลา โดยเฉพาะหลังปี 2561 ที่ประเทศเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีหลายครั้ง แต่หน่วยงานด้านการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมยังสามารถรักษาทิศทางหลักไว้ได้พอสมควร

จุดแตกต่างระหว่างมาเลเซียกับไทยจึงควรอธิบายผ่าน “ความต่อเนื่องเชิงสถาบัน” มากกว่า “ความนิ่งทางการเมือง” ไทยเองมีทั้งแผนยุทธศาสตร์และมาตรการส่งเสริมการลงทุนจำนวนมาก แต่การเปลี่ยนรัฐบาล ความล่าช้าของงบลงทุน ปัญหาการประสานงานระหว่างกระทรวง และการปรับเปลี่ยนกติกาบ่อยครั้ง ทำให้ระยะเวลาตั้งแต่ประกาศนโยบายจนถึงการดำเนินงานจริงยาวนานขึ้น

ปัญหาของไทยจึงไม่ใช่การขาดแผน แต่เป็นความสามารถในการเลือกเป้าหมายสำคัญเพียงไม่กี่เรื่อง แล้วดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนเกิดเครือข่ายผู้ผลิต ฐานทักษะ และระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมขึ้นจริง

ภาพการลงทุนในปัจจุบันสะท้อนผลสะสมจากความต่อเนื่องดังกล่าว ธนาคารโลกระบุว่า การลงทุนภาคเอกชนของมาเลเซียขยายตัว 7.3% ในไตรมาส 3 ปี 2568 และเร่งขึ้นเป็น 9.2% ในไตรมาส 4 นำโดยการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับศูนย์ข้อมูล 

ขณะที่ข้อมูลของ MIDA ระบุว่า มูลค่าโครงการที่ได้รับอนุมัติในครึ่งแรกของปี 2568 อยู่ที่ 1.903 แสนล้านริงกิต เพิ่มขึ้น 18.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ก่อนจะปิดทั้งปีที่ 4.267 แสนล้านริงกิต ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยแรงขับสำคัญมาจากภาคบริการ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ได้รับอนุมัติถึง 1.529 แสนล้านริงกิต ตามกระแสการลงทุนด้าน AI และดาต้าเซ็นเตอร์

แม้การอนุมัติโครงการจะไม่ได้รับประกันว่าเงินลงทุนทั้งหมดจะเกิดขึ้นจริง แต่ MIDA ระบุว่า ในบรรดาโครงการภาคการผลิตที่ได้รับอนุมัติระหว่างปี 2564-2568 จำนวน 4,848 โครงการ มี 84.9% ที่เข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินการแล้ว ตั้งแต่การผลิตจริง การก่อสร้างโรงงาน ไปจนถึงการติดตั้งเครื่องจักร ซึ่งสูงกว่าอัตราการแปลงคำขอเป็นการลงทุนจริงของไทยอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ดี การมีดาต้าเซ็นเตอร์หรือโรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้รายได้ประชาชาติสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ทั้งไฟฟ้า น้ำ และเงินทุนจำนวนมาก แต่อาจสร้างการจ้างงานไม่มาก ขณะเดียวกัน กำไรส่วนหนึ่งของบริษัทต่างชาติอาจถูกส่งกลับไปยังประเทศต้นทาง

มาเลเซียจะได้รับประโยชน์จากการลงทุนเหล่านี้อย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อสามารถพัฒนาแรงงาน บริษัทท้องถิ่น และบริการดิจิทัลให้เข้าไปเชื่อมโยงกับโครงการได้สำเร็จ ด้วยเหตุนี้ การประเมินผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจึงควรพิจารณารายได้ประชาชาติ หรือ GNI ควบคู่กันไป ไม่ใช่ดูเพียงยอดลงทุนหรือ GDP ตัวใดตัวหนึ่ง

ไทยแก่ก่อนรวย และมีแรงงานนอกระบบมากกว่า

แม้ไทยและมาเลเซียจะเริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แต่กลับเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรคนละจังหวะ ธนาคารโลกระบุว่า สัดส่วนประชากรวัยทำงานของไทยเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2555 และเมื่อไทยมี GNI ต่อหัวประมาณ 7,260 ดอลลาร์ในปี 2562 ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนถึง 12.4% ขณะที่เมื่อมาเลเซียมีรายได้ต่อหัวในระดับใกล้เคียงกันเมื่อปี 2551 สัดส่วนผู้สูงอายุยังอยู่ที่เพียง 4.8%

ภาวะ “แก่ก่อนรวย” ของไทยไม่ได้หมายถึงเพียงภาระค่าใช้จ่ายด้านบำนาญและสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้น แต่ยังหมายถึงจำนวนคนทำงานที่ลดลงในช่วงที่ผลิตภาพของประเทศยังไม่สูงพอ ภาคธุรกิจเผชิญข้อจำกัดในการหาแรงงาน ฐานภาษีขยายตัวช้าลง และครัวเรือนต้องจัดสรรรายได้ไปดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น 

แม้มาเลเซียจะเข้าสู่สังคมสูงวัยเช่นกัน แต่ยังมีเวลามากกว่าในการเพิ่มรายได้และปรับระบบเศรษฐกิจก่อนที่ภาระด้านประชากรจะหนักเท่ากับไทย

ความแตกต่างอีกด้านอยู่ที่ระดับความเป็นทางการของการจ้างงาน ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ในปี 2567 ไทยมีผู้มีงานทำ 40 ล้านคน เป็นแรงงานนอกระบบ 21.1 ล้านคน หรือ 52.7% และล่าสุดในปี 2568 อยู่ที่ 20.9 ล้านคน หรือ 52.4% ขณะที่สำนักงานสถิติมาเลเซียประเมินว่า ในปี 2566 มาเลเซียมีแรงงานนอกระบบเพียง 3.45 ล้านคน คิดเป็น 21.8%

งานนอกระบบไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านสวัสดิการ แต่ยังเป็นข้อจำกัดด้านผลิตภาพ เนื่องจากธุรกิจและแรงงานนอกระบบมักเข้าถึงสินเชื่อ เทคโนโลยี การฝึกอบรม ประกันสังคม และตลาดจัดซื้อขนาดใหญ่ได้ยากกว่า ขณะเดียวกัน ฐานภาษีที่แคบยังจำกัดความสามารถของรัฐในการลงทุนพัฒนาคนและโครงสร้างพื้นฐาน

การดึงแรงงานและธุรกิจเข้าสู่ระบบจึงไม่ควรมุ่งเพียงเพิ่มขั้นตอนหรือภาระด้านการจดทะเบียน แต่ต้องทำให้สิทธิประโยชน์และความคุ้มครองที่ได้รับคุ้มค่ากับต้นทุนของการเข้าสู่ระบบด้วย

ส่วนด้านการศึกษา มาเลเซียมีข้อได้เปรียบเหนือไทยในระดับหนึ่ง โดยผลการประเมิน PISA 2022 ของมาเลเซียอยู่ที่ 409 คะแนนในวิชาคณิตศาสตร์ 388 คะแนนในด้านการอ่าน และ 416 คะแนนในวิชาวิทยาศาสตร์ เทียบกับไทยที่ได้ 394, 379 และ 409 คะแนนตามลำดับ โดยทั้งสองประเทศยังมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD

ช่องว่างด้านทักษะจึงอธิบายความแตกต่างระหว่างสองประเทศได้เพียงบางส่วน แต่ยังไม่มากพอจะเป็นคำตอบหลัก ปัจจัยที่สำคัญกว่าคือ มาเลเซียสามารถเชื่อมโยงการพัฒนาทักษะเข้ากับคลัสเตอร์อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างต่อเนื่องกว่า ขณะที่ไทยต้องเร่งยกระดับทักษะแรงงานในช่วงเวลาที่จำนวนเด็กและแรงงานรุ่นใหม่เริ่มลดลงแล้ว

ดัชนี CPI ชี้ไทยโปร่งใสน้อยกว่ามาเลเซีย กระทบการตัดสินใจลงทุน

นอกจากเรื่องแรงงานแล้ว “ความโปร่งใส” ก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณา แม้จะสรุปง่ายๆ ไม่ได้ว่า มาเลเซียเติบโตเร็วกว่าไทยเพราะ “โกงน้อยกว่า” แต่เมื่อดูจากดัชนีความโปร่งใสระดับโลก ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไทยยังเผชิญปัญหาคอร์รัปชันที่รุนแรงกว่ามาเลเซีย ซึ่งอาจซ้ำเติมข้อจำกัดทั้งหมดของไทยให้หนักขึ้น ทั้งการบั่นทอนประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ ทำให้การแข่งขันไม่เป็นธรรม และกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน

ในปี 2568 ดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ Corruption Perceptions Index: CPI ของ Transparency International ให้มาเลเซีย 52 คะแนนจาก 100 คะแนน อยู่ในอันดับ 54 จาก 182 ประเทศ ส่วนไทยได้ 33 คะแนน อยู่ในอันดับ 116 มาเลเซียจึงมีคะแนนสูงกว่าไทย 19 คะแนน และปรับดีขึ้นจาก 50 คะแนนในปีก่อน ขณะที่ไทยลดจาก 34 คะแนนเหลือ 33 คะแนน

ส่วนต่างที่ต่อเนื่องเป็นสัญญาณว่า นักลงทุนและผู้ประเมินภายนอกมองว่าสภาพแวดล้อมด้านธรรมาภิบาลของมาเลเซียมีความเสี่ยงน้อยกว่าไทยในภาพรวม

ในเชิงเศรษฐกิจ คอร์รัปชันลดผลิตภาพผ่านอย่างน้อยสามช่องทาง 

  • ช่องทางแรกคือทำให้ทรัพยากรไม่ได้ไหลไปหาบริษัทหรือโครงการที่มีประสิทธิภาพที่สุด หากใบอนุญาต สัมปทาน การจัดซื้อ หรือสิทธิประโยชน์ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์มากกว่าราคา คุณภาพ และเทคโนโลยี บริษัทจะมีแรงจูงใจลงทุนเพื่อเข้าถึงผู้มีอำนาจมากกว่าลงทุนในนวัตกรรม ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหม่ซึ่งไม่มีเครือข่ายเข้าสู่ตลาดได้ยากขึ้น
  • ช่องทางที่สองคือทำให้เงินลงทุนภาครัฐมีผลตอบแทนต่ำกว่าที่ควรจะเป็น งบประมาณจำนวนเท่ากันอาจสร้างถนน โรงเรียน ระบบราง หรือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลได้น้อยลง หากราคาจัดซื้อสูงเกินจริง คุณภาพต่ำ หรือตัดสินใจเลือกโครงการจากผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มแทนประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เมื่อไทยมีพื้นที่การคลังจำกัดและกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย การสูญเสียประสิทธิภาพของงบลงทุนแต่ละบาทยิ่งมีต้นทุนสูง
  • ช่องทางที่สามคือเพิ่มความไม่แน่นอนทางธุรกิจ กฎที่เขียนไว้อย่างหนึ่งแต่บังคับใช้อีกอย่าง หรือการใช้ดุลพินิจไม่สม่ำเสมอ ทำให้บริษัทไม่สามารถประเมินต้นทุนและระยะเวลาโครงการได้ นักลงทุนระยะยาวซึ่งต้องใช้เงินสูงและพึ่งกติกาต่อเนื่อง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐาน มักให้ความสำคัญกับความแน่นอนนี้มากกว่าสิทธิประโยชน์ภาษีระยะสั้น

OECD จึงไม่ได้มองการต่อต้านคอร์รัปชันเป็นเพียงประเด็นทางจริยธรรม แต่เชื่อมโดยตรงกับผลิตภาพ โดยระบุว่าการลดคอร์รัปชันจะช่วยให้ไทยจัดสรรทรัพยากรมีประสิทธิภาพขึ้นและเพิ่มศักยภาพการเติบโต 

รายงาน Advancing Public Integrity in Thailand ที่ OECD เผยแพร่ในปี 2569 พบปัญหาเชิงสถาบันในไทยที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ได้แก่ อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชันที่ทับซ้อนกัน กลไกลงโทษทางวินัยที่อ่อนแอ และการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสที่ยังไม่ได้มาตรฐาน ขณะที่คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (NACAC) ซึ่ง OECD เคยเสนอให้ปรับบทบาท ถูกระงับการทำงานไปหลังการเปลี่ยนรัฐบาลในปี 2567

นอกจากนี้ รายงาน Anti-Corruption and Integrity Outlook 2026 ของ OECD ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ยังสะท้อนช่องว่างระหว่าง “การมีกฎหมาย” กับ “การบังคับใช้จริง” ในการแก้ปัญหาคอร์รัปชันของไทย โดยไทยได้คะแนนด้านกฎระเบียบ 80% ใกล้เคียงค่าเฉลี่ย OECD แต่คะแนนด้านการนำไปปฏิบัติกลับอยู่ที่เพียง 11% เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 45% 

ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าการตัดสินใจของรัฐทุกเรื่องมีการทุจริต แต่ชี้ให้เห็นว่า การมีกฎหมายที่ดูครบถ้วนเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากไม่สามารถนำไปบังคับใช้ได้จริง

ทั้งนี้ มาเลเซียก็ไม่ได้มีธรรมาภิบาลในระดับประเทศพัฒนาแล้ว คะแนน CPI ที่ 52 จาก 100 ยังสะท้อนพื้นที่ปรับปรุงอีกมาก สิ่งที่แตกต่างระหว่างมาเลเซียและไทยจึงเป็นเชิงเปรียบเทียบ กล่าวคือ แม้ทั้งสองประเทศมีปัญหา มาเลเซียยังรักษาความน่าเชื่อถือของหน่วยงานเศรษฐกิจและกลไกส่งเสริมการลงทุนได้มากพอที่จะสนับสนุนคลัสเตอร์อุตสาหกรรมต่อเนื่อง ขณะที่ปัญหาคอร์รัปชันของไทยซ้อนทับกับกฎระเบียบที่จำกัดการแข่งขัน การประสานงานที่ล่าช้า และการลงทุนภาครัฐระดับต่ำ ทำให้ผลเสียต่อผลิตภาพรุนแรงขึ้น

ดังนั้น คอร์รัปชันไม่ใช่ตัวแปรเดียวที่อธิบายว่าทำไมมาเลเซียไปไกลกว่า แต่เป็นเสมือน “ภาษีแฝง” ที่ไทยต้องจ่ายในทุกขั้นของการพัฒนา ตั้งแต่ต้นทุนการทำธุรกิจ คุณภาพโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน 

ยิ่งประเทศต้องเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมต้นทุนต่ำไปสู่นวัตกรรมซึ่งต้องอาศัยกติกาเปิดกว้างและการคัดเลือกตามความสามารถ คอร์รัปชันและผลประโยชน์ทับซ้อนยิ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการหลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง

มาเลเซียไม่ได้ชนะทุกด้าน และการข้ามเกณฑ์ไม่เท่ากับพัฒนาแล้ว

การเข้าใกล้เส้นแบ่งประเทศรายได้สูงไม่ได้หมายความว่ามาเลเซียแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะปัญหาในตลาดแรงงาน ได้หมดแล้ว สำนักงานสถิติมาเลเซีย (DOSM) รายงานว่า ในไตรมาส 2 ปี 2568 ผู้มีงานทำที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาแต่ทำงานในตำแหน่งทักษะปานกลางหรือทักษะต่ำมีสัดส่วนถึง 35.6% (ไตรมาส 3 ปี 2568 อยู่ที่ 35.5% และทั้งปี 2567 อยู่ที่ 36.1% เพิ่มขึ้นจากราว 30% ในปี 2558) 

ขณะที่ธนาคารโลกประเมินว่า ผู้จบอุดมศึกษาซึ่งทำงานต่ำกว่าวุฒิได้รับค่าจ้างน้อยกว่าผู้ที่ได้ใช้ทักษะตรงตามระดับถึง 49.3% นอกจากนี้ ราว 70% ของการจ้างงานทั้งหมดในมาเลเซียยังเป็นงานทักษะต่ำหรือปานกลาง และเมื่อดูเฉพาะตำแหน่งงานที่เปิดใหม่ สัดส่วนดังกล่าวสูงถึงสามในสี่

ขณะเดียวกัน อันดับความซับซ้อนทางเศรษฐกิจของมาเลเซียลดลงจากอันดับ 23 ในปี 2564 มาอยู่ที่อันดับ 32 ในปี 2567 ประเทศยังเผชิญทั้งความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ ข้อจำกัดด้านฐานรายได้ของรัฐ ภาระหนี้ และความจำเป็นในการเพิ่มการแข่งขัน นอกจากนี้ โครงการเทคโนโลยีบางส่วนยังเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการท้องถิ่นไม่มากพอ

ท้ายที่สุดแล้ว มาเลเซียจึงอาจข้ามเส้นแบ่งประเทศรายได้สูงในเชิงสถิติได้ก่อนที่คุณภาพงาน ระดับค่าจ้าง และบริการสาธารณะจะยกระดับขึ้นเทียบเท่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างเต็มที่ การก้าวเข้าสู่กลุ่มประเทศรายได้สูงจึงเป็นเพียงหมุดหมายหนึ่ง ไม่ใช่หลักประกันว่าปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งหมดจะสิ้นสุดลงทันที

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ยังมีอยู่ไม่ได้ลบล้างความได้เปรียบที่มาเลเซียสั่งสมมา ประเทศอยู่ใกล้เส้นชัยมากกว่า มีรายได้ต่อหัวสูงกว่าไทยราว 1.6 เท่า ยังได้รับแรงหนุนจากโครงสร้างประชากรมากกว่า และมีฐานอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E&E อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่โลกกำลังเพิ่มการลงทุน

ในทางกลับกัน ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์จากเครื่องยนต์สันดาปสู่เทคโนโลยีใหม่ การยกระดับการผลิตจากสินค้าแบบเดิมไปสู่สินค้ามูลค่าสูง ตลอดจนการพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวที่อ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอกและเผชิญการแข่งขันรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

บทเรียนสำหรับไทย ต้องแก้กลไกที่ทำให้ลงทุนแล้วไม่เกิดผลิตภาพ

รายงานการพัฒนาโลกปี 2567 ของธนาคารโลกเสนอว่า ประเทศรายได้ปานกลางระดับบนต้องขยับจากการพึ่ง “การลงทุน” เพียงอย่างเดียว ไปสู่ยุทธศาสตร์ 3i คือ investment หรือการสะสมทุน, infusion หรือการรับและกระจายเทคโนโลยีจากภายนอก และ innovation หรือการสร้างเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจของตนเอง สำหรับไทย แนวคิดนี้ให้บทเรียนอย่างน้อยห้าประการ ได้แก่

  1. เปลี่ยนตัวชี้วัดการส่งเสริมลงทุน จากมูลค่าคำขอและจำนวนโครงการ ไปสู่เงินลงทุนที่เกิดจริง งานทักษะสูง การซื้อจากซัพพลายเออร์ไทย การส่งออกสุทธิ และมูลค่าเพิ่มที่คงอยู่ในประเทศ โครงการที่ใช้เงินสูงแต่จ้างงานน้อยและนำเข้าปัจจัยเกือบทั้งหมดไม่ควรถูกนับเท่ากับโครงการที่สร้างความสามารถใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย
  2. ทำให้ FDI เป็นเครื่องส่งผ่านเทคโนโลยี นโยบายต้องเชื่อมบริษัทต่างชาติกับผู้ผลิตไทยผ่านมาตรฐาน ห้องปฏิบัติการ เงินทุนเพื่อปรับเครื่องจักร การฝึกอบรมร่วม และงานวิจัยกับมหาวิทยาลัย การดึงโรงงานเข้ามาโดยไม่มีระบบพัฒนาซัพพลายเออร์อาจเพิ่ม GDP และการส่งออก แต่เพิ่ม GNI และค่าจ้างได้จำกัด
  3. เปิดการแข่งขันและลดกฎที่ตรึงทรัพยากรไว้กับผู้เล่นเดิม โดยเฉพาะในบริการ โลจิสติกส์ พลังงาน ดิจิทัล และวิชาชีพ ภาคบริการสมัยใหม่ไม่ได้เป็นเพียงส่วนสนับสนุน แต่เป็นแหล่งผลิตภาพสูงและเป็นต้นทุนของภาคอุตสาหกรรม หากบริการแพงหรือแข่งขันน้อย โรงงานไทยก็แข่งขันยากตามไปด้วย
  4. ลงทุนในคนโดยผูกกับความต้องการจริงของคลัสเตอร์ แทนการฝึกอบรมกว้างๆ ที่ไม่เชื่อมกับงาน ไทยต้องเลือกพื้นที่ที่มีฐานเดิมและโอกาสต่อยอด เช่น อิเล็กทรอนิกส์กำลัง เซมิคอนดักเตอร์บางขั้นตอน ซอฟต์แวร์อุตสาหกรรม เทคโนโลยีอาหาร สุขภาพ รถยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน พร้อมทำให้แรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบได้โดยไม่เสียความยืดหยุ่นทั้งหมด
  5. สร้างความต่อเนื่องเชิงสถาบัน โครงการอุตสาหกรรมใช้เวลานานกว่าวาระรัฐบาล การมีคณะทำงานเฉพาะกิจหรือประกาศเป้าหมายใหม่ทุกไม่กี่ปีไม่สามารถทดแทนหน่วยงานมืออาชีพ กติกาที่คาดการณ์ได้ งบลงทุนที่เบิกจ่ายตรงเวลา และการประเมินผลที่เปิดเผยได้ ไทยไม่จำเป็นต้องมีการเมืองเหมือนมาเลเซีย แต่ต้องทำให้นโยบายสำคัญเดินต่อได้แม้รัฐบาลเปลี่ยน

กล่าวโดยสรุป ไทยและมาเลเซียพัฒนามาควบคู่กันในแง่ที่ต่างใช้การส่งออกและเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แต่ทั้งสองประเทศไม่ได้เริ่มต้นจากฐานเดียวกัน และไม่สามารถรักษาแรงส่งหลังวิกฤตปี 2540 ได้เท่ากัน

มาเลเซียมีทั้งทรัพยากรและรายได้ต่อหัวสูงกว่า สร้างคลัสเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ได้ก่อน ฟื้นฐานการลงทุนหลังวิกฤตได้เร็วกว่า รักษาความต่อเนื่องของหน่วยงานเศรษฐกิจได้มากกว่า และเข้าสู่สังคมสูงวัยช้ากว่า ขณะที่ไทยประสบความสำเร็จกับเครื่องยนต์เศรษฐกิจแบบเดิมมาอย่างยาวนาน จนเกิดความเชื่อว่าโรงงาน การส่งออก และการท่องเที่ยวจะยังพาประเทศเติบโตต่อไปได้ แต่เมื่อผลตอบแทนจากการสะสมทุนและแรงงานเริ่มลดลง ไทยกลับเปลี่ยนผ่านไปสู่เครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพได้ไม่รวดเร็วพอ

สิ่งที่ทำให้มาเลเซียไปได้ไกลกว่าจึงไม่ใช่ “นโยบายมหัศจรรย์” เพียงข้อเดียว แต่เป็นผลรวมของความได้เปรียบตั้งต้นและการสะสมผลลัพธ์ที่ดีกว่าในจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยเฉพาะการเลือกสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรม การฟื้นการลงทุนหลังวิกฤต ตลอดจนการเตรียมแรงงานและสถาบันให้พร้อมรองรับเทคโนโลยีระลอกใหม่

หากไทยยังวัดความสำเร็จจากยอดอนุมัติการลงทุน จำนวนนักท่องเที่ยว หรือผลของมาตรการกระตุ้นระยะสั้น โดยไม่แก้ข้อจำกัดด้านการแข่งขัน ทักษะแรงงาน งานนอกระบบ และความต่อเนื่องของภาครัฐ ช่องว่างกับมาเลเซียจะไม่เพียงคงอยู่ แต่อาจกว้างขึ้นต่อไป แม้เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวเป็นบวกในทุกปีก็ตาม



อ้างอิง: World Bank , World Bank Data , World Bank Data 2, World Bank 2, World Bank 3, World Bank 4, World Bank 5, World Bank 6, World Bank 7, Malaysian Investment Development Authority , OECD Economic Surveys, OECD Economic Surveys 2, OECD , Transparency International , Transparency International , Department of Statistics Malaysia , OECD PISA 2022, OECD PISA 2022 , World Bank 8

แชร์
มาเลเซียจ่อเป็นประเทศรายได้สูง ไทยยังติด ‘กำแพง’ อะไร ทำไมตามไม่ทัน?