Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
"ไอซ์ รักชนก" รุกบุก ป.ป.ช. ฟันแหลกโครงการ TH-AI Passport

"ไอซ์ รักชนก" รุกบุก ป.ป.ช. ฟันแหลกโครงการ TH-AI Passport

1 ก.ย. 69
11:54 น.
แชร์

"ไอซ์ รักชนก" รุกบุก ป.ป.ช. ฟันแหลกโครงการ TH-AI Passport ส่อล็อกสเปกฮั้วเอื้อค่ายดัง แซะแรง AI ห่วยกว่าของฟรี ท้าปลัดฯ ดีอี อยากฟ้องก็ฟ้อง 

วันที่ 1 ก.ย. 69 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยื่นหนังสือร้องเรียนพร้อมพยานหลักฐานต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนและดำเนินคดีกับโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) 

น.ส.รักชนก กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยบอกว่า หากมีการเปิดใช้งานโครงการดังกล่าวและมีผู้เข้าใช้งานคนแรกเมื่อไหร่ จะดำเนินการยื่นร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ทันที ซึ่งวันนี้ได้ทำหนังสือร้องเรียน และรวบรวมพยานหลักฐานที่หาได้ทั้งหมดมาส่งมอบให้กับ ป.ป.ช. 

สำหรับรายชื่อที่ น.ส.รักชนก ร้องเรียน ได้แก่

1.นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

2.นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

3.นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

4.นายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ ประธานคณะกรรมการร่างขอบเขตของงาน (TOR) รวมถึงกรรมการบริหารบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง 

น.ส.รักชนก ระบุว่า ข้อกล่าวหาที่ยื่นร้องต่อนาย ไชยชนก คือข้อหาเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากเห็นได้ชัดเจนว่าโครงการดังกล่าวมีพิรุธ และความผิดปกติ แต่กลับไม่พยายามหยุดหรือหาทางยกเลิกโครงการ ขณะที่กลุ่มข้าราชการรายอื่นๆ เป็นผู้รับนโยบายมาผลักดันและเป็นคณะกรรมการยกร่าง TOR 

เมื่อถามถึงกรณีที่ รมว.ดีอีชี้แจงมาโดยตลอดว่าเป็นโครงการที่ดี และเป็นของฟรีให้ประชาชน น.ส.รักชนก ระบุว่า พรรคประชาชนได้ย้ำถึงประเด็นการตรวจสอบโดยในหลายประเด็น ประเด็นแรกคือการล็อกสเปกใน TOR มีการเขียนสเปกเรื่องการประชาสัมพันธ์บนจอภาพทั่วประเทศไว้ 3 ข้อหลัก ได้แก่ ต้องประชาสัมพันธ์บนจอบิลบอร์ดไม่ต่ำกว่า 400 จุดทั่วประเทศ ต้องประชาสัมพันธ์บนจอในร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 6,000 จอ และไม่ต่ำกว่า 1,500 สาขา และต้องประชาสัมพันธ์ในห้างสรรพสินค้าไม่ต่ำกว่า 200 จุด 

เจ้าของจอประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศที่สามารถทำตามเงื่อนไขนี้ได้มีเพียงบริษัทที่ได้รับงานเสมือนมีผู้บริหารชุดเดียวกัน หรือมีผู้รับผลประโยชน์สุดท้าย (UBO) เป็นชุดเดียวกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งแม้จะพยายามทักท้วงมาโดยตลอด แต่กระทรวงดีอี ภายใต้การกำกับดูแลของนายไชยชนกกลับมิได้นำพา 

ส่วนประเด็นที่ 2 พบว่า บริษัทเอกชนดังกล่าวกับบริษัทที่ครอบครองจอทั่วประเทศ นอกจากจะมี UBO หรือผู้รับผลประโยชน์สุดท้ายเป็นคนเดียวกันแล้ว ยังมีสถานที่จดทะเบียนตั้งอยู่ที่เดียวกัน แม้ทางกรรมการบริหารจะออกมายืนยันตลอดว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกัน แต่หลักฐานต่าง ๆ ที่รวบรวมได้จากหน่วยงานภาครัฐสามารถยืนยันได้ 

ประเด็นที่ 3 งบประมาณและการเปลี่ยนรูปแบบสัญญา เดิมทีโครงการนี้มีมูลค่า 1,600 ล้านบาท เป็นสัญญาแบบเหมาจ่าย ซึ่งหมายความว่ารัฐต้องจ่ายเต็มจำนวน 1,600 ล้านบาท ไม่ว่าจะมีผู้เข้ามาใช้งานกี่คนก็ตาม แต่จากการทำงานของพรรคประชาชนสามารถกดดันจนเปลี่ยนสัญญาให้เป็นแบบ Pay-Per-Use หรือจ่ายตามการใช้งานจริงได้สำเร็จ 

ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนใช้งานล่าสุดประมาณ 1,300,000 คน และมีผู้ใช้งานจริงประมาณ 100,000 คน หากคำนวณตามอัตราค่าใช้จ่ายรายหัว 25 บาทต่อคน ตามที่รัฐมนตรีฯ และปลัดกระทรวงฯ เคยยืนยัน ยอดเงินค่าใช้จ่ายของผู้ใช้ 100,000 คน จะอยู่ที่ประมาณ 2.4 ล้านบาท และหากยังใช้สัญญาแบบเหมาจ่ายเดิม รัฐจะต้องเสียเงินถึง 1,600 ล้านบาท จึงตั้งข้อสังเกตและยืนยันว่า นี่คือการหาเงินกับงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ เป็นการปั้นโครงการขึ้นมาเพื่อผันเงินออกไปให้กับบริษัทที่เป็นผู้สนับสนุนระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ ซึ่งหากไม่มีการออกมาทำเรื่องนี้ให้เป็นที่สนใจของสาธารณะ เอกชนรายดังกล่าวคงรับส่วนต่างประมาณ 1,500 ล้านบาท ไปแล้ว 

เมื่อถามว่า การมายื่น ป.ป.ช. ไต่สวนหลังจากโครงการเปิดใช้งานไปแล้ว คาดหวังว่าจะหยุดโครงการได้หรือไม่ น.ส.รักชนก ยอมรับว่า วันนี้คงไม่สามารถหยุดโครงการได้แล้ว แต่คาดหวังว่าจะเห็นผู้กระทำผิดถูกลงโทษในท้ายที่สุด และหากคดีสิ้นสุดก็อยากเห็นคนติดคุก เพราะกล้าผลักดันโครงการออกมาท้าทายสายตาประชาชน สื่อมวลชน และกฎหมาย และหากวันใดที่ฟ้าสีทองผ่องอำไพขึ้นมา ก็อยากเห็นคนผิดต้องรับโทษตามกฎหมาย 

ส่วนกรณีที่เลขาธิการ ป.ป.ช. ออกมาระบุว่าเรื่องนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ เนื่องจากก่อนหน้านี้ นายแพทย์วรงค์ เดชวิกรม เคยมายื่นเรื่องร้องเรียนไปแล้ว แต่รัฐยังสามารถดำเนินโครงการต่อได้ น.ส.รักชนกให้ความเห็นว่า หาก ป.ป.ช. เข้ามาดำเนินการหรือให้ความเห็นเร็วกว่านี้อาจช่วยหยุดโครงการนี้ได้ เหมือนโครงการดิจิทัล วอลเลต หรือเรื่องงบกลางปี 2568 ที่มีผู้ยื่น ป.ป.ช. จนสามารถหยุดยั้งงบประมาณได้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ป.ป.ช. ทำงานช้าไปหรือตั้งใจไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากมีผลประโยชน์ขัดกันหรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกับใครในระบอบสีน้ำเงินเป็นพิเศษหรือไม่ เพราะ ป.ป.ช. มักถูกข้อครหาเรื่องสัดส่วนที่ได้รับแต่งตั้งจาก สว. เข้ามาจนอาจทำให้กระดูกสันหลังถูกถอดออกไป ไม่สามารถทำงานอย่างตรงไปตรงมาได้ 

สำหรับการยื่นเรื่องในวันนี้ได้นำข้อมูลจากการตรวจสอบในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) มาร่วมยื่นด้วย โดยนำข้อมูลและรายละเอียด TOR และคำตอบในชั้น กมธ. รวมถึงรายงานการประชุมของ กมธ.ติดตามงบประมาณ ทั้ง 3 ครั้ง ที่มีการถอดรายละเอียดแบบบรรทัดต่อบรรทัด ทำเป็นข้อสังเกตส่งให้หน่วยงานตรวจสอบ ทั้ง ป.ป.ช., สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), ตำรวจสอบสวนกลาง, ป.ป.ท. และ ปปง. และในวันนี้มายื่นในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย 

นอกจากนี้ น.ส.รักชนกได้เปิดเผยถึงการขอข้อมูลจากกระทรวงดีอีว่า ปลัดกระทรวงฯ เคยกล่าวออกสื่อสาธารณะหลายครั้งว่าให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ขอแย้งว่าไม่เป็นความจริง ปลัดกระทรวงฯ มาชี้แจงเพียง 1 ครั้ง และเอกสารที่ส่งมา 9 ฉบับ จากหลายสิบฉบับที่ขอไป ครึ่งหนึ่งเป็นเอกสารสาธารณะที่ดูได้ในระบบอยู่แล้ว แต่เอกสารสำคัญ 3 ส่วน ที่ยังรออยู่และยังไม่ได้รับ ประกอบด้วย ข้อเสนอเชิงเทคนิคของทั้ง 3 บริษัท เพื่อนำมายืนยันว่ามีการสมยอมฮั้วประมูลหรือไม่ ซึ่งมีข้อสังเกตว่าใน TOR ระบุให้ใช้จอระดับ Top 5 ของประเทศ แต่ไม่มีบริษัทใดใส่รายละเอียดว่าจะใช้จอของบริษัทใด แต่กลับได้รับการให้คะแนนและผ่านการพิจารณา ซึ่งถือเป็นเรื่องแปลกประหลาด รวมถึงสัญญาฉบับล่าสุดที่ปลัดกระทรวงฯ อ้างว่าสามารถหาอ่านได้ในเว็บไซต์ เมื่อเข้าไปดูแล้วไม่พบตัวเต็ม รวมถึงหนังสือแนบท้ายสัญญาและภาคผนวกก็ไม่ได้แนบมาด้วย 

น.ส.รักชนก ระบุเพิ่มเติมว่า พร้อมให้ปลัดกระทรวงฯ ฟ้องร้องหากมองว่าเป็นการกล่าวหา เพราะมีหลักฐานว่าพูดไม่ตรงกับความจริง ซึ่งส่งผลให้การทำงานของ กมธ. ติดขัด ทำให้ล่าสุด กมธ. ได้ออกหนังสือใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.คำสั่งเรียก เอกสาร 2-3 ฉบับดังกล่าวแล้ว โดยกำหนดให้ส่งเอกสารภายในวันที่ 8 ก.ย.นี้ และ กมธ. จะมีการประชุมพิจารณาเรื่อง TH-AI Passport อีกครั้งในวันที่ 10 ก.ย. เพื่อพิสูจน์ว่าปลัดกระทรวงฯ และนายไชยชนกจะให้ความร่วมมือจริงตามที่เคยกล่าวไว้ต่อสื่อมวลชนหรือไม่ และนอกจากวันนี้จะยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. แล้ว ยังเตรียมไปยื่นเรื่องต่อตำรวจสอบสวนกลางด้วย 

เมื่อถามว่าหลังเปิดให้ใช้งานวันแรกเมื่อวานนี้ตนเองได้ลองใช้งานหรือไม่ เพราะนายไชยชนกบอกว่าเป็นของดี ที่ดีกว่าของฟรีแน่นอน น.ส.รักชนก ระบุว่า เรื่องนี้ถ้าตนเองพูดไปอาจไม่มีน้ำหนัก เดี๋ยวจะหาว่าออกมาโจมตี แต่คิดว่าประชาชน และคนที่ได้ทดลองใช้งาน หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้าน AI ที่เชี่ยวชาญกว่าตนเอง ก็ออกมารีวิวแล้วว่า “ห่วยกว่าของฟรี” เพราะเป็นเวอร์ชันที่ตกรุ่นและเอามาให้ใช้ ดังนั้นเรื่องนี้ให้ประชาชนช่วยกันออกมารีวิวเยอะๆ จะดีที่สุด 

ส่วนคาดหวังกับการสอบสวนของ ป.ป.ช. อย่างไร เพราะที่ผ่านมาหลังจากมีการมายื่นเรื่องก็ใช้ระยะเวลานาน น.ส.รักชนก ระบุว่า บอกตรงๆ ตนเองไม่ได้คาดหวังกับ ป.ป.ช. ตนเองมองว่ามีคนในระบอบสีน้ำเงินชี้นิ้วสั่งการให้ทำนู่นทำนี่ แต่ทำไมเราต้องมายื่น เราต้องเอามีดมากรีดที่แผล และเอาเท้าขยี้ให้เห็นไปเลยว่าโครงการนี้มีความชัดเจนว่าส่อผิดปกติและส่อทุจริตคอร์รัปชัน ส่วน ป.ป.ช. จะเป่าคดีอีกหรือไม่ หรือจะทำเนียน ๆ เหมือนคดีของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อีกหรือไม่ ตนเองคิดว่าทำไปเหมือนพิธีกรรมที่ต้องทำ แต่จะคาดหวังหรือไม่ ประชาชนในประเทศนี้รู้กันหมดว่าใครจะสามารถควบคุม ป.ป.ช. ได้ แต่สิ่งที่ตนเองต้องทำคือต้องพยายามตีแผ่ความผิดปกติและการทำงานอย่างไม่ตรงไปตรงมาให้ประชาชนรับรู้ รับทราบ 

กรณีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจโครงการ TH-AI Passport น.ส.รักชนก กล่าวว่า เปิดมาหมดขนาดนี้แล้วจะเหลือของไว้สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ ตนพูดไว้เลยว่าถึงแม้เราจะเปิดออกมาต่อเนื่องหลายเดือนที่ผ่านมา และเปิดมาหลายข้อ และจะมีเปิดอีกแต่ของยังเหลืออีกเป็นกระบุง ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ต้องลองคิดดูว่าไส้เน่าขนาดไหนถึงเหลือของให้เราเล่นได้อีกเป็นเดือนๆ และยังไม่หมดและยังเหลือของไปอภิปรายไม่ไว้วางใจได้อีก 

ส่วนกรณีกรณีที่กระทรวงดีอีจะมีเฟส 2 หากประสบหากโครงการประสบความสำเร็จ  น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนคิดว่าเราก็ทำทุกสิ่งอย่างที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือพรรคประชาชนทำทั้งหมดแล้วเท่าที่จะทำได้ ในอำนาจที่เอื้อ หากถามว่าถ้าหากเค้าจะดึงดันและผลักดันเฟสสองออกมาต้องบอกว่าหน้าด้านมากๆ เพราะในวันนี้คนลงทะเบียนมีอยู่ไม่ถึงครึ่งและแอคทีฟยูเซอร์ไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำถ้าท่านยังบอกว่าประสบความสำเร็จและยังจะผลักดันตนคิดว่ามันไม่ใช่เพื่อประชาชนแล้ว และถ้าหากว่ามันมีเฟส 2 ออกมาและผลักดันจนสำเร็จจริงๆตนคิดว่าชัดเจนแล้วว่าเขาไม่ได้ยึดบนฐานคิดว่าประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรแต่เค้าแค่อยากจะใช้เงินให้ได้มากที่สุดเท่านั้นหากเฟส 2 ออกมาก็จะเป็นการยืนยันข้อสังเกตที่เราได้พูดมาตลอด 

เมื่อถามว่าในการประชุมกรรมาธิการ วันที่ 10 ก.ย. มีการใช้อำนาจเรียกใครบ้างนั้น น.ส.รักชนก กล่าวว่า ใช้อำนาจเรียกไม่ได้เพราะว่าพอบอกว่าจะใช้อำนาจเรียกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีนายชัยชนกชิดชอบทีไรองค์ประชุมจะไม่ครบทุกทีก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากในการทำงานกรรมาธิการซึ่งเราเข้าใจได้เพราะว่า สส. พรรคภูมิใจไทยเขาคงจะไม่มียินดีที่จะมีมติให้เรียกเลขาธิการพรรคมาเราเลยใช้ไม้แข็งแต่เป็นเหมือนนวมขึ้นมานิดนึงคือใช้อำนาจเรียกเอกสารซึ่งอันนี้ได้ออกไปแล้ว 

เมื่อถามย้ำว่านายไชยชนก บอกว่าที่ไม่ไปเพราะว่าอยากให้เรียกผู้มีอำนาจโดยตรงได้ไปชี้แจงเองนั้น น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนคิดว่าผู้มีอำนาจโดยตรงมากที่สุดคือตัวของนายไชยชนก บางทีต้องแสดงความกล้าหาญทางการเมืองในการที่จะออกมาพูดชี้แจงหรือออกมาตอบคำถามที่เป็นการสื่อสารแบบสองทางไม่ใช่สื่อสารแบบทางเดียวคือเป็นการพูดพ่นไมค์ใส่สื่อแล้วให้มันจบไป 

“ดิฉันคิดว่าในเมื่อโครงการมันเดินมาจนถึงวันนี้แล้วนายไชยชนกควรแสดงความกล้าหาญสักครั้งในการมาชี้แจงด้วยตัวเอง มันอาจจะเรียกความเชื่อมั่นขึ้นมาให้กับนายไชยชนกได้ แต่ถ้าไม่มาส่งรัฐมนตรีช่วยมาก็ได้ ถ้าไม่กล้ามาตอบคำถามด้วยตัวเอง” น.ส.รักชนก กล่าว

Advertisement

แชร์
"ไอซ์ รักชนก" รุกบุก ป.ป.ช. ฟันแหลกโครงการ TH-AI Passport